“ซาวิลส์” เผยตลาด Branded Residences ไทยขึ้นแท่นผู้นำเอเชียแปซิฟิก ครองแชมป์จำนวนโครงการสร้างเสร็จแล้ว แจงซับพลายสะสม 18,801 ยูนิต มูลค่ารวมกว่า 2.2 แสนล้านบาท ติด Top 10 โลก ด้านโครงการในอนาคต คาดปี69 เปิดขายใหม่ 650 ยูนิต เพิ่มขึ้น 32% แรงหนุนกลุ่มเศรษฐีและแบรนด์โรงแรมระดับโลก ดันการแข่งขันตลาดอัลตราลักซ์ชัวรีเดือด จับตาราคาคอนโดฯ ทำเลลุมพินี–หลังสวน–สารสิน ขยับทะลุ 1 ล้านบาทต่อตารางเมตร
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลาดอสังหาริมทรัพย์ระดับลักซ์ชัวรีของไทยยังคงร้อนแรง โดยเฉพาะตลาด Branded Residences หรือโครงการที่อยู่อาศัยภายใต้แบรนด์ระดับโลก ซึ่งกำลังก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในตลาดสำคัญของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก หลังประเทศไทยครองอันดับหนึ่งในภูมิภาคด้านจำนวนโครงการที่ก่อสร้างแล้วเสร็จ พร้อมติดอันดับ 10 ประเทศแรกของโลกที่มีโครงการอยู่ระหว่างการวางแผนพัฒนาและเตรียมเปิดตัวมากที่สุด สะท้อนศักยภาพการเติบโตของตลาดอสังหาริมทรัพย์ระดับบนในระยะยาว
นายภัทรชัย ทวีวงศ์ ผู้อำนวยการอาวุโส แผนกวิจัยตลาดและประชาสัมพันธ์ ซาวิลส์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า จากข้อมูลจากซาวิลส์ โกลบอล เรสซิเดนเชียล ดีเวลลอปเมนต์ คอนซัลแทนซี (Savills Global Residential Development Consultancy) ระบุว่า ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเป็นตลาดสำคัญที่ขับเคลื่อนการเติบโตของ Branded Residences ทั่วโลก โดยมีจำนวนโครงการก่อสร้างแล้วเสร็จมากเป็นอันดับ 2 ของโลก คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 23% ของโครงการทั้งหมด และคาดว่าจะมีโครงการใหม่ทยอยส่งมอบอีก 187 โครงการภายในปี 2575 เพิ่มขึ้นประมาณ 97%
ปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนการเติบโตมาจากการสะสมความมั่งคั่งของประชากรในภูมิภาค ทำให้กลุ่มผู้มีความมั่งคั่งสูง (High-Net-Worth Individuals: HNWIs) และผู้มีความมั่งคั่งสูงมาก (Ultra-High-Net-Worth Individuals: UHNWIs) เพิ่มจำนวนขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ประกอบกับมูลค่าทรัพย์สินของมหาเศรษฐีทั่วโลกที่เพิ่มขึ้นถึง 121% ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ส่งผลให้กำลังซื้ออสังหาริมทรัพย์ระดับหรูขยายตัว โดยเฉพาะกลุ่มผู้ซื้อภายในภูมิภาคเอเชียด้วยกันเอง ซึ่งช่วยเพิ่มฐานลูกค้าและลดการพึ่งพากำลังซื้อจากนักลงทุนต่างชาติที่อยู่นอกภูมิภาค
สำหรับประเทศไทยถือเป็นตลาดที่มีพัฒนาการโดดเด่นที่สุดแห่งหนึ่ง โดยมีอุปทาน Branded Residences สะสมประมาณ 18,801 ยูนิต คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 220,000 ล้านบาท และมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง โดยคาดว่าจำนวนโครงการจะเพิ่มขึ้นถึง 152% ภายในปี 2575 นอกจากนี้ ยังติดอันดับ 10 ประเทศแรกของโลกที่มีจำนวนโครงการ Branded Residences ซึ่งอยู่ระหว่างการวางแผนพัฒนาหรือเตรียมเปิดตัวในอนาคตมากที่สุด
ซาวิลส์ (ประเทศไทย) ประเมินว่า ในปี 2569 ตลาด Branded Residences ไทยจะมีอุปทานเปิดขายใหม่ประมาณ 650 ยูนิต เพิ่มขึ้น 32% จากปีก่อนหน้า โดยกรุงเทพฯ และภูเก็ตยังเป็นสองตลาดหลักที่ขับเคลื่อนการเติบโต จากความต้องการที่อยู่อาศัยระดับลักซ์ชัวรีและอัลตราลักซ์ชัวรี ซึ่งมาพร้อมเอกลักษณ์ของแบรนด์ระดับนานาชาติและบริการมาตรฐานโรงแรม
ความเคลื่อนไหวที่น่าจับตาในกรุงเทพฯ คือการเปิดตัว Upper House Branded Residences แห่งแรกของโลกใจกลางกรุงเทพฯ ซึ่งสามารถสร้างยอดขายรวมกว่า 10,000 ล้านบาท ภายในเวลาเพียง 6 เดือนนับจากเปิดขาย โดยยูนิตบางส่วนมีราคาสูงกว่า 850,000 บาทต่อตารางเมตร สะท้อนกำลังซื้อของตลาดระดับบนที่ยังมีศักยภาพ โดยเฉพาะโครงการที่มีจุดขายด้านแบรนด์ ทำเล และมาตรฐานการอยู่อาศัยระดับพรีเมียม
ขณะที่ InterContinental Residences Bangkok Asoke ซึ่งพัฒนาโดย CG Capital ร่วมกับ IHG Hotels & Resorts และเปิดตัวช่วงปลายปี 2568 ยังคงได้รับความสนใจจากตลาดและมีอัตราการขายที่แข็งแกร่ง สะท้อนบทบาทของแบรนด์โรงแรมระดับโลกในการสร้างความแตกต่างและเพิ่มมูลค่าให้กับโครงการที่อยู่อาศัยระดับหรู
อีกหนึ่งโครงการสำคัญคือ Rosewood Residences Bangkok ซึ่ง SC Asset ร่วมกับ Tokyo Tatemono Group พัฒนาบนที่ดินเดิมของอาคารศรีเฟื่องฟุ้ง ย่านสารสิน เนื้อที่ 2-1-87 ไร่ นำเสนอที่อยู่อาศัยระดับลักซ์ชัวรีภายใต้แบรนด์ Rosewood Residences จำนวนจำกัดเพียง 85 ยูนิต ในอาคารสูง 37 ชั้น โดยมีรายงานว่าที่ดินแปลงดังกล่าวซื้อขายกันในปี 2567 ในราคาสูงกว่า 3.5 ล้านบาทต่อตารางวา คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 3,500 ล้านบาท ขณะที่ซาวิลส์ประเมินว่าราคาขายโครงการอาจสูงกว่า 550,000 บาทต่อตารางเมตร
การเคลื่อนไหวของผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่สะท้อนการแข่งขันในตลาดระดับบนที่ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการนำชื่อแบรนด์ระดับโลกมาใช้สร้างภาพลักษณ์ แต่ต้องผสานทั้งทำเลศักยภาพ คุณภาพการออกแบบ สถาปัตยกรรม ความเป็นส่วนตัว และประสบการณ์การอยู่อาศัยที่แตกต่าง เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและรักษาระดับราคาพรีเมียมเหนือกว่าคอนโดมิเนียมระดับหรูทั่วไป
ขณะเดียวกัน พื้นที่ลุมพินี หลังสวน และสารสิน กำลังกลายเป็นสมรภูมิสำคัญของตลาดคอนโดมิเนียมระดับ Ultimate Class จากข้อจำกัดด้านที่ดินและจำนวนโครงการระดับหรูที่มีอยู่อย่างจำกัด ประกอบกับการกลับมาเปิดขายอีกครั้งของ NIMIT Lumpini Park North โครงการที่อยู่ระหว่างการพัฒนาในย่านหลังสวนของ CG Capital รวมถึง Capella Residences และโครงการคอนโดมิเนียมระดับลักซ์ชัวรีของแสนสิริบนที่ดินย่านสารสิน ล้วนเป็นปัจจัยสนับสนุนการปรับตัวของราคาขาย
ซาวิลส์ (ประเทศไทย) ประเมินว่า ราคาคอนโดมิเนียมระดับ Ultimate Class ในทำเลศักยภาพสูงของกรุงเทพฯ อาจขยับขึ้นสู่ระดับมากกว่า 1 ล้านบาทต่อตารางเมตรในระยะอันใกล้ จากต้นทุนที่ดินระดับสูง การพัฒนาโครงการที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และความต้องการที่อยู่อาศัยระดับอัลตราลักซ์ชัวรี อย่างไรก็ตาม การที่ราคาจะสามารถยืนเหนือระดับดังกล่าวได้อย่างยั่งยืน ยังขึ้นอยู่กับคุณภาพโครงการ ความต้องการซื้อที่แท้จริง และกำลังซื้อของกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย
นอกจากกรุงเทพฯ แล้ว ภูเก็ตยังเป็นตลาดที่มีศักยภาพจากการเป็นจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวระดับนานาชาติ โดยมีแรงหนุนจากผู้ซื้อทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติที่ต้องการบ้านพักตากอากาศและอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุน ขณะที่ชลบุรีและหัวหินก็เป็นตลาดที่ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นเช่นกัน โดยเฉพาะทำเลริมทะเลที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์และการพักผ่อนในรูปแบบรีสอร์ต
สำหรับระดับราคาของ Branded Residences ในประเทศไทย พบว่าส่วนใหญ่ยังอยู่ในกลุ่มไฮเอนด์ (High-end) ราคา 150,000–249,999 บาทต่อตารางเมตร คิดเป็นสัดส่วน 42% ของตลาด รองลงมาคือกลุ่มอัปสเกล (Upscale) ราคา 100,000–149,999 บาทต่อตารางเมตร คิดเป็นสัดส่วน 23% สะท้อนการกระจุกตัวของอุปทานในกลุ่มที่อยู่อาศัยระดับกลางถึงระดับบน
อย่างไรก็ตาม จุดเด่นสำคัญของ Branded Residences คือความสามารถในการสร้างราคาขายที่สูงกว่าอสังหาริมทรัพย์ระดับหรูทั่วไป โดยซาวิลส์ประเมินว่าโครงการที่อยู่อาศัยภายใต้แบรนด์สามารถกำหนดราคาขายเฉลี่ยสูงกว่าโครงการที่ไม่มีแบรนด์ประมาณ 31% จากมูลค่าเพิ่มด้านชื่อเสียงของแบรนด์ มาตรฐานการบริการ และประสบการณ์การอยู่อาศัยที่แตกต่าง
ทิศทางดังกล่าวทำให้ตลาด Branded Residences มีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง และกลายเป็นอีกหนึ่งสนามแข่งขันสำคัญของผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ไทย โดยเฉพาะตลาดระดับอัลตราลักซ์ชัวรีที่ไม่ได้แข่งขันกันเฉพาะเรื่องราคา แต่ต้องสร้างเอกลักษณ์และประสบการณ์การอยู่อาศัยที่ตอบโจทย์กลุ่มผู้ซื้อที่มีกำลังซื้อสูงอย่างแท้จริง


