xs
xsm
sm
md
lg

“วิทัย” จ่อคุมเงินสดซื้อวิลล่าหรู 100–200 ล้าน รถเก่า–รถหรู สกัดทุนเทาฟอกเงิน ชี้คอร์รัปชันดูดทุนออกจากระบบ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



“วิทัย” เล็งคุมเงินสดซื้อวิลล่าหรูภูเก็ตมูลค่า 100–200 ล้านบาท รวมถึงรถยนต์เก่าและรถหรูราคาแพง หวั่นเป็นช่องทางฟอกเงิน เผยหลังคุมถอนเงินสดตั้งแต่ 5 ล้านบาท ธุรกรรมลดลงกว่า 57% เตรียมออกเกณฑ์ซื้อขายทองคำด้วยเงินสดเกิน 10 ล้านบาทเดือนพฤศจิกายน ชี้เงินคอร์รัปชันทำทุนและทรัพยากรหายจากระบบ ฉุดรั้งการพัฒนาประเทศ ย้ำแบงก์ชาติไม่ได้มีหน้าที่จับนักการเมืองหรือข้าราชการโกง แต่ต้องปิดช่องไม่ให้เงินผิดกฎหมายผ่านระบบธนาคารได้ง่าย

นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2569 ว่า ธปท. อยู่ระหว่างพิจารณามาตรการควบคุมการใช้เงินสดซื้อทรัพย์สินมูลค่าสูง ทั้งบ้านพัก วิลล่าหรู รถยนต์เก่า และรถยนต์หรูราคาแพง หลังพบว่าการซื้อขายทรัพย์สินด้วยเงินสดจำนวนมากมีความเสี่ยงที่จะถูกใช้เป็นช่องทางฟอกเงิน โดยอาจกำหนดข้อจำกัดหรือห้ามใช้เงินสดซื้อขายทรัพย์สินบางประเภท

นายวิทัยยกตัวอย่างการขนเงินสด 100–200 ล้านบาทไปซื้อวิลล่าหรูในจังหวัดภูเก็ต ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องตั้งคำถามว่าเงินจำนวนดังกล่าวมาจากไหน และจะตรวจสอบอย่างไร รวมถึงการซื้อขายรถยนต์เก่าและรถหรูราคาแพงที่ใช้เงินสดจำนวนมาก ซึ่ง ธปท. กำลังพิจารณาว่าจะวางหลักเกณฑ์อย่างไรเพื่อให้ตรวจสอบเส้นทางเงินได้

อย่างไรก็ตาม มาตรการเหล่านี้ยังอยู่ระหว่างการพิจารณา ยังไม่ได้ประกาศบังคับใช้

นายวิทัยอธิบายว่า ธปท. ไม่มีอำนาจห้ามบริษัทอสังหาริมทรัพย์ขายทรัพย์สิน แต่สามารถออกหลักเกณฑ์กำกับธนาคารที่รับฝากเงินจากธุรกรรมดังกล่าวได้ โดยเฉพาะการตรวจสอบว่าเงินที่นำมาซื้อทรัพย์สินมีที่มาอย่างไร

*ชี้คอร์รัปชันดูดเงินทุนออกจากระบบ เศรษฐกิจเสียโอกาส

ผู้ว่า ธปท. กล่าวถึงปัญหาคอร์รัปชันว่า ถือเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาเงินเทาที่แบงก์ชาติต้องเข้ามาดูแล เพราะเงินจากการทุจริตไม่ได้สร้างความเสียหายเฉพาะเรื่องความผิดทางกฎหมาย แต่ยังส่งผลต่อเศรษฐกิจโดยตรง

เงินทุนและทรัพยากรที่ควรถูกนำไปใช้ในการพัฒนาประเทศกลับถูกดึงออกจากระบบ ทำให้เกิดการจัดสรรเงินทุนผิดที่ผิดทาง (Misallocation of Capital) อีกทั้งรัฐยังสูญเสียโอกาสในการจัดเก็บภาษี

“มันทำให้เกิด Misallocation of Capital เงินทุนมันหายไป ทรัพยากรมันถูกดึงออกไปจากระบบ ทำให้การพัฒนาเรามีจุดที่ถูกดึงอยู่ตลอดเวลา แล้วภาษีก็เก็บไม่ได้ด้วย”

นายวิทัยกล่าวว่า แบงก์ชาติจึงไม่ได้มองแค่การจับธุรกรรมที่ผิดปกติเป็นรายกรณี แต่ต้องหาทางปิดช่องทางที่เงินจากการกระทำผิดจะไหลผ่านระบบธนาคาร ตั้งแต่เงินเข้าบัญชีจนถึงการถอนออกไปซื้อทรัพย์สินต่าง ๆ

*สกัดตั้งแต่เปิดบัญชีม้า ไล่ตรวจเงินโอน 14 รูปแบบ

สำหรับมาตรการที่ ธปท. ดำเนินการอยู่ นายวิทัยแบ่งออกเป็น 3 ส่วน เริ่มจากการเปิดบัญชีธนาคาร ซึ่งในอดีตสามารถนำคนจำนวนมากมาเปิดบัญชีม้าได้ง่าย แต่ปัจจุบันธนาคารต้องตรวจสอบตัวตนและข้อมูลลูกค้าเข้มงวดขึ้น

ทั้งหลักเกณฑ์การรู้จักลูกค้า (Know Your Customer: KYC) การตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลูกค้า (Customer Due Diligence: CDD) และการตรวจสอบอย่างเข้มข้นสำหรับลูกค้าที่มีความเสี่ยงสูง (Enhanced Due Diligence: EDD)
นอกจากนี้ ยังตรวจสอบร้านค้าที่รับชำระเงินผ่านระบบธนาคารตามหลักเกณฑ์รู้จักและตรวจสอบร้านค้า (Know Your Merchant: KYM) เพื่อป้องกันการนำบริการทางการเงินไปใช้กับธุรกิจผิดกฎหมาย

ส่วนที่สองคือการติดตามเงินที่ไหลเข้าออกบัญชี โดย ธปท. กำหนดรูปแบบธุรกรรมต้องสงสัยไว้ 14 รูปแบบ เพื่อให้ธนาคารตรวจสอบและแจ้งข้อมูลเมื่อพบความผิดปกติ รวมถึงแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกัน ไม่ให้บัญชีที่มีความเสี่ยงสามารถย้ายเงินไปมาระหว่างธนาคารได้โดยไม่มีการติดตาม

ส่วนสุดท้ายคือการถอนเงินออกจากระบบและนำไปเปลี่ยนเป็นทรัพย์สิน ไม่ว่าจะเป็นทองคำ ธนบัตรต่างประเทศ สินทรัพย์ดิจิทัลอย่าง USDT หรืออสังหาริมทรัพย์

นายวิทัยระบุว่า ทั้งหมดเป็นส่วนที่แบงก์ชาติสามารถใช้อำนาจกำกับดูแลเข้าไปดำเนินการได้ โดยไม่จำเป็นต้องรอให้เกิดคดีฟอกเงินก่อน

*คุมถอนเงินสด 5 ล้าน ยอดลดกว่า 57%

หนึ่งในมาตรการที่เห็นผลชัดคือการตรวจสอบธุรกรรมถอนเงินสดตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป ซึ่งเริ่มใช้เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2569 โดยกำหนดให้ผู้ถอนเงินต้องชี้แจงวัตถุประสงค์ว่าจะนำเงินไปใช้ทำอะไร

แม้ในช่วงแรกจะถูกวิพากษ์วิจารณ์ แต่หลังใช้มาตรการพบว่า มูลค่าการถอนเงินสดกลุ่มดังกล่าวลดลงกว่า 57% เมื่อเทียบกับเดือนมกราคม 2569

นายวิทัยมองว่า อย่างน้อยมาตรการนี้ก็ทำให้การถอนเงินสดก้อนใหญ่ที่มีลักษณะผิดปกติทำได้ยากขึ้น ส่วนเงินที่เคยถูกถอนออกไปจะเปลี่ยนไปใช้ช่องทางอื่นหรือไม่ ยังไม่สามารถตอบได้

ขณะเดียวกัน ธปท. ได้ขยายมาตรการไปถึงการฝากเงินสดตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไปด้วย โดยจะเริ่มมีผลวันที่ 1 พฤศจิกายน 2569

ธนาคารต้องสอบถามแหล่งที่มาของเงิน วัตถุประสงค์การฝาก และอาจขอเอกสารประกอบตามระดับความเสี่ยงของลูกค้า
จ่อคุมซื้อขายทองสดเกิน 10 ล้าน หลังถอนทองแท่งลดกว่า 85%

อีกช่องทางที่แบงก์ชาติจับตาคือการนำเงินสดไปซื้อทองคำ โดยนายวิทัยเปิดเผยว่า ธปท. เตรียมออกเกณฑ์ควบคุมการซื้อขายทองคำด้วยเงินสดเกิน 10 ล้านบาท ซึ่งเดิมตั้งใจประกาศในวันที่แถลง แต่ยังมีรายละเอียดต้องดำเนินการเพิ่มเติม จึงเลื่อนไปเป็นเดือนพฤศจิกายน 2569

ร่างหลักเกณฑ์กำหนดให้การรับหรือจ่ายเงินสดจากการซื้อขายทองคำแท่งผ่านร้านทองทำได้ไม่เกินด้านละ 10 ล้านบาทต่อรายต่อวันต่อร้านหรือสาขา ส่วนที่เกินต้องชำระผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์แทน

ก่อนหน้านี้ ธปท. กำหนดให้รายงานข้อมูลการถอนทองคำแท่งจากแอปพลิเคชันตั้งแต่ 2 กิโลกรัมต่อวัน ซึ่งหลังเริ่มดำเนินการพบว่าธุรกรรมดังกล่าวลดลงกว่า 85% เมื่อเทียบกับเดือนมกราคม 2569

นายวิทัยยกเรื่องนี้เป็นตัวอย่างว่า เพียงเพิ่มข้อกำหนดให้รายงานข้อมูลก็ทำให้ธุรกรรมบางประเภทที่เคยมีปริมาณสูงผิดปกติลดลงมาก

แต่การควบคุมเงินสดหรือทองคำเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ เพราะเงินผิดกฎหมายสามารถเปลี่ยนไปอยู่ในรูปทรัพย์สินอื่นได้ จึงเป็นเหตุผลที่แบงก์ชาติต้องเริ่มมองไปถึงการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์และรถยนต์ราคาแพง

“ไม่ใช่หน้าที่ผมไปจับนักการเมืองโกง” ย้ำแบงก์ชาติต้องทำให้ฟอกเงินยากขึ้น

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงการทุจริตของนักการเมืองและข้าราชการระดับสูง รวมถึงวิธีเก็บเงินคอร์รัปชันที่เปลี่ยนไปจากอดีต นายวิทัยกล่าวว่า ไม่ทราบว่าเงินเหล่านี้ถูกนำไปเก็บไว้ที่ใด หรือบุคคลใดยังคงกระทำการทุจริตอยู่บ้าง เพราะไม่ใช่หน้าที่ของ ธปท. ที่จะเข้าไปสืบสวนหรือจับกุมผู้กระทำผิด

“ถามว่านักการเมือง ข้าราชการระดับสูงไม่โกงเลยไหม ใครจะเชื่อ ผมไม่รู้ ผมไม่รู้จริง ๆ แต่ว่าไม่ใช่หน้าที่เรา”

นายวิทัยกล่าวต่อว่า สิ่งที่แบงก์ชาติต้องทำคือดูแลไม่ให้ระบบการเงินเอื้อต่อการนำเงินจากการทุจริตไปใช้ และเพิ่มต้นทุนให้ผู้ที่ต้องการนำเงินเหล่านั้นเข้าหรือออกจากระบบธนาคาร

“หน้าที่เราคือทำระบบการเงินของเราให้ไม่เอื้อต่อการทำเรื่องเงินเทาและคอร์รัปชัน และทำให้เงินเทา คอร์รัปชันที่ผ่านระบบการเงินมีต้นทุนและมีความยากลำบากขึ้น”

ทั้งนี้ นายวิทัยยอมรับว่า ไม่มีมาตรการใดทำให้การฟอกเงินหมดไปได้ทั้งหมด เพราะเมื่อปิดช่องทางหนึ่ง ผู้กระทำผิดอาจหันไปใช้ช่องทางอื่น แต่ ธปท. จะพยายามทำให้การเคลื่อนย้ายและใช้เงินผิดกฎหมายผ่านระบบสถาบันการเงินยากขึ้นเรื่อย ๆ