“วิทัย”โชว์ผลงาน 1 ปีนั่งผู้ว่าแบงก์ชาติ เดินหน้า 18 มาตรการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ทั้งปรับลดดอกเบี้ยจาก 1.50% เหลือ 1.00% ดูแลเงินบาทอ่อนค่าเกือบ 7% คุมธุรกรรมทองคำ แก้หนี้รายย่อยเกือบ 2 แสนราย ดันสินเชื่อ SMEs Credit Boost ลดค่าธรรมเนียมธนาคาร 19 รายการ ช่วยประหยัดปีละ 8 พันล้านบาท ยกระดับตรวจสอบเงินสด 5 ล้านบาท พร้อมเตรียมออกมาตรการที่ 19 คุมซื้อขายทองคำด้วยเงินสดเกิน 10 ล้านบาท หลังเลื่อนประกาศไปเดือนหน้า ย้ำแบงก์ชาติต้องปรับบทบาทจากเน้นเสถียรภาพอย่างเดียว มาช่วยประคับประคองเศรษฐกิจที่โตต่ำและแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง
นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา และทิศทางการดำเนินงานของ ธปท. ว่า ได้ปรับยุทธศาสตร์องค์กรให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป โดยยังคงให้ความสำคัญกับการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาค แต่เพิ่มบทบาทในการประคับประคองเศรษฐกิจและแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างมากขึ้น
ที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยเคยขยายตัวได้ปีละ 5–7% แต่ปัจจุบันเติบโตเพียง 2% กว่า ๆ ส่งผลให้รายได้ของประชาชนและภาคธุรกิจเพิ่มขึ้นในอัตราต่ำ ขณะที่รายจ่ายยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทำให้เกิดปัญหารายได้ไม่เพียงพอกับรายจ่าย โดยเฉพาะผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) และครัวเรือนที่มีภาระหนี้สูง หากปล่อยให้สถานการณ์ดำเนินต่อไป อาจทำให้หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) เพิ่มขึ้น ธุรกิจต้องปิดกิจการ ประชาชนขาดความสามารถในการชำระหนี้ และกำลังซื้อในประเทศลดลง จนกลายเป็นวงจรปัญหาเศรษฐกิจที่แก้ไขได้ยาก
“เราไม่ได้มีหน้าที่กระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะเป็นหน้าที่ของรัฐบาล แต่เรามีหน้าที่ประคับประคองเศรษฐกิจให้กลับมาเติบโตในระดับที่เหมาะสม” นายวิทัยกล่าว
อย่างไรก็ตาม การเพิ่มบทบาทดังกล่าวไม่ได้หมายความว่า ธปท. จะลดความสำคัญของเสถียรภาพระบบเศรษฐกิจและการเงิน เนื่องจากปัจจุบันสถาบันการเงินไทยยังมีความแข็งแกร่ง ทั้งด้านเงินกองทุน สภาพคล่อง และระบบการชำระเงิน
นายวิทัยกล่าวว่า ความแข็งแกร่งของสถาบันการเงินไม่ได้หมายถึงผลกำไรของธนาคารพาณิชย์ แต่หมายถึงความสามารถในการรองรับความเสี่ยง โดยเฉพาะฐานเงินกองทุนและสภาพคล่อง ซึ่งอยู่ในระดับที่ ธปท. ค่อนข้างสบายใจ
ด้านเสถียรภาพราคา ก่อนเกิดผลกระทบจากสงคราม อัตราเงินเฟ้อในเดือนกุมภาพันธ์อยู่ที่ติดลบ 0.8% สะท้อนกำลังซื้อและความต้องการสินค้าในประเทศที่อ่อนแอ ขณะที่เงินเฟ้อที่ปรับสูงขึ้นในระยะต่อมาเป็นผลจากปัจจัยด้านอุปทาน โดยเฉพาะผลกระทบจากสงคราม
ด้วยเหตุนี้ ธปท. จึงเห็นว่าจำเป็นต้องใช้เครื่องมือที่มีอยู่ช่วยแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจมากขึ้น โดยดำเนินงานภายใต้ 2 บทบาทหลัก คือการดำเนินนโยบายการเงิน และการกำกับดูแลสถาบันการเงิน
ลดดอกเบี้ย 2 ครั้ง บาทอ่อนเกือบ 7% หวังช่วยประคองเศรษฐกิจ
นายวิทัยกล่าวว่า ในด้านนโยบายการเงิน ธปท. ใช้นโยบายที่ผ่อนคลายมากขึ้น โดยปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 2 ครั้ง ในเดือนธันวาคมและกุมภาพันธ์ จาก 1.50% เหลือ 1.00% เพื่อช่วยประคับประคองการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ
โดยการลดดอกเบี้ยในเดือนกุมภาพันธ์เกิดขึ้นก่อนสงครามประมาณ 1 สัปดาห์ และเป็นการปรับลดที่ตลาดไม่ได้คาดการณ์ไว้ล่วงหน้า
นอกจากนี้ ธปท. ยังปรับแนวทางบริหารจัดการอัตราแลกเปลี่ยนให้มีลักษณะเชิงรุกมากขึ้น (Active Management) เนื่องจากความผันผวนของค่าเงินบาทเพิ่มสูงขึ้น จึงต้องใช้มาตรการดูแลธุรกรรมที่อาจสร้างแรงกดดันต่อค่าเงิน ทั้งธุรกรรมทองคำ การซื้อขายเงินตราต่างประเทศ และการโอนเงิน
นายวิทัยระบุว่า ในช่วงสิ้นปีที่ผ่านมา เงินบาทอยู่ที่ประมาณ 31.40 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ จากที่เคยแข็งค่าไปแตะระดับ 30.90 บาท ก่อนจะอ่อนค่ามาอยู่ที่ประมาณ 33.70 บาทต่อดอลลาร์ หรืออ่อนค่าเกือบ 7% ซึ่งมีส่วนช่วยสนับสนุนภาคการส่งออกและเศรษฐกิจ
ขณะที่เศรษฐกิจปี 2569 ซึ่งเคยประเมินว่าจะขยายตัวประมาณ 1.6% ปัจจุบันคาดว่าจะเติบโตได้ใกล้ระดับ 2.4% อย่างไรก็ตาม การปรับตัวดีขึ้นไม่ได้เกิดจากนโยบายการเงินเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลจากการดำเนินงานร่วมกันของหลายหน่วยงาน รวมถึงนโยบายการคลังของรัฐบาล
สำหรับอัตราเงินเฟ้อ จากที่เคยคาดการณ์ไว้ประมาณ 0.5% ขณะนี้ประเมินว่าอาจอยู่ที่ประมาณ 2.1% โดยมีผลกระทบจากสงครามและต้นทุนด้านอุปทานเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย
นายวิทัยกล่าวว่า การดำเนินนโยบายการเงินจำเป็นต้องประสานกับกระทรวงการคลังอย่างใกล้ชิด แม้ทั้งสองหน่วยงานอาจมีความเห็นแตกต่างกันในบางเรื่อง แต่สามารถหารือและดำเนินนโยบายร่วมกันได้ โดยไม่สร้างความไม่มั่นใจต่อระบบเศรษฐกิจ
เปิด 18 มาตรการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ 4 ด้าน
สำหรับการดำเนินมาตรการทางการเงินเฉพาะจุด ผ่านบทบาทการกำกับดูแลสถาบันการเงิน นายวิทัยกล่าวว่า ธปท. เลือกแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างสำคัญ 4 ด้าน ได้แก่ ปัญหาหนี้ครัวเรือน การเข้าถึงสินเชื่อของ SMEs การเข้าถึงบริการทางการเงินด้วยต้นทุนที่เป็นธรรม และการป้องกันเงินเทาหรือการทุจริตที่ใช้ระบบการเงินเป็นช่องทาง ตั้งแต่ไตรมาส 4 ปีที่ผ่านมา ธปท. ได้ดำเนินมาตรการต่าง ๆ ไปแล้วรวม 18 มาตรการ โดยมีทั้งมาตรการที่ประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย มาตรการที่ยังต่ำกว่าคาด และมาตรการที่ต้องขยายผลต่อไป
แก้หนี้รายย่อยเกือบ 2 แสนราย ตั้งเป้าเพิ่มเป็น 3 แสนปีหน้า
หนึ่งในมาตรการสำคัญคือโครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” ที่มุ่งช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยซึ่งมีหนี้ต่ำกว่า 100,000 บาท โดยนำหนี้เข้าสู่กระบวนการบริหารจัดการผ่านบริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท (SAM) ภายใต้แนวทางบริษัทบริหารสินทรัพย์เพื่อสังคม (Social AMC) ที่เน้นช่วยเหลือลูกหนี้มากกว่าการแสวงหากำไร
นายวิทัยกล่าวว่า ปัจจุบันโครงการช่วยเหลือลูกหนี้ไปแล้วเกือบ 200,000 ราย และตั้งเป้าขยายเป็น 300,000 รายในปี 2570 เพื่อให้ประชาชนสามารถกลับมาดำเนินชีวิตและจัดการภาระหนี้ได้
นอกจากนี้ ธปท. ยังขยายมาตรการกำหนดยอดผ่อนชำระขั้นต่ำบัตรเครดิต (Minimum Payment) ที่ระดับ 8% เพื่อช่วยประคับประคองลูกหนี้และลดความเสี่ยงการผิดนัดชำระ รวมถึงขยายระยะเวลามาตรการเกี่ยวกับการซื้อคืนทรัพย์และการโอนทรัพย์เพื่อชำระหนี้ เพื่อช่วยผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบทางการเงิน
ดัน SMEs Credit Boost แตะ 8 หมื่นล้าน เตรียมขยายปีละแสนล้าน
ด้านการเข้าถึงสินเชื่อ ธปท. ร่วมกับกระทรวงการคลังและธนาคารพาณิชย์ผลักดันโครงการ SMEs Credit Boost โดยใช้กลไกจากการปรับลดเงินนำส่งกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) ประมาณ 20,000 ล้านบาท เพื่อนำมาสนับสนุนการค้ำประกันสินเชื่อใหม่แก่ผู้ประกอบการ
นายวิทัยระบุว่า โครงการตั้งเป้าสนับสนุนสินเชื่อ 80,000 ล้านบาทภายในสิ้นปี และจากข้อมูลที่ได้รับเมื่อประมาณ 3 สัปดาห์ก่อน พบว่าสามารถดำเนินการได้ตามเป้าหมายแล้ว
สำหรับปี 2570 ธปท. ต้องการขยายกลไกดังกล่าวให้สนับสนุนการปล่อยสินเชื่อใหม่ได้ปีละ 100,000 ล้านบาท หากดำเนินการต่อเนื่อง 5 ปี จะคิดเป็นวงเงินรวมประมาณ 500,000 ล้านบาท
ขณะเดียวกัน ธปท. ยังดำเนินมาตรการ SMEs Secure+ หรือ “มีที่มีเงิน” โดยเปิดทางให้ผู้ประกอบการนำที่ดินมาใช้เป็นหลักประกันสินเชื่อ และผ่อนคลายเงื่อนไขการพิจารณารายได้บางส่วน
อย่างไรก็ตาม นายวิทัยยอมรับว่าผลของมาตรการนี้ยังต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดยเดิมหวังว่าจะช่วยปล่อยสินเชื่อได้ประมาณ 4,000–5,000 ล้านบาท แต่ผลที่เกิดขึ้นยังไม่เป็นไปตามเป้าหมาย
ลดค่าธรรมเนียมแบงก์ 19 รายการ ช่วยประหยัดปีละ 8 พันล้าน
นายวิทัยกล่าวอีกว่า ที่ผ่ามา ธปท.ได้รเจรจากับธนาคารพาณิชย์เพื่อปรับลดและยกเลิกค่าธรรมเนียมบริการทางการเงินรวม 19 รายการ โดยคาดว่าจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้ประชาชนและผู้ประกอบการ SMEs ได้ประมาณปีละ 8,000 ล้านบาท
การดำเนินงานใช้เวลาเจรจากับธนาคารพาณิชย์ประมาณ 6–7 เดือน เพื่อพิจารณาต้นทุนการให้บริการที่เปลี่ยนแปลงไปตามเทคโนโลยี โดยเฉพาะบริการที่เดิมมีต้นทุนการขนส่งเงินสดหรือการใช้ระบบสื่อสาร แต่ปัจจุบันเปลี่ยนมาเป็นระบบอิเล็กทรอนิกส์
ในช่วงแรกมีการพิจารณาค่าธรรมเนียมมากกว่า 29 รายการ แต่หลังหารือและรับฟังข้อมูลต้นทุนจากธนาคารพาณิชย์ จึงได้ข้อสรุปที่ 19 รายการ โดยไม่ได้ต้องการให้ธนาคารขาดทุน แต่ต้องการให้อัตราค่าธรรมเนียมสะท้อนต้นทุนที่เหมาะสม
ทั้งนี้ ธปท. ได้ประกาศหลักเกณฑ์ปรับลดและยกเลิกค่าธรรมเนียมทั้ง 19 รายการ ครอบคลุมบริการบัญชีเงินฝาก บัตรอิเล็กทรอนิกส์ ธุรกรรมชำระเงิน และสินเชื่อ SMEs โดยทยอยมีผลบังคับใช้ระหว่างเดือนกรกฎาคมถึงตุลาคม 2569
คุมทองคำออนไลน์ 50 ล้าน พบธุรกรรมกดดันเงินบาทแข็งค่า
สำหรับมาตรการดูแลอัตราแลกเปลี่ยน นายวิทัยกล่าวว่า ธปท. เข้าไปกำกับธุรกรรมซื้อขายทองคำผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ โดยกำหนดวงเงินซื้อขายไม่เกิน 50 ล้านบาท เนื่องจากพบว่าธุรกรรมทองคำมีส่วนสร้างแรงกดดันต่อการแข็งค่าของเงินบาท
ในบางวัน ธุรกรรมจากร้านทองคิดเป็นประมาณ 50–60% ของยอดขายเงินดอลลาร์สหรัฐเพื่อซื้อเงินบาท จึงจำเป็นต้องออกมาตรการเพื่อลดแรงกดดันดังกล่าว
นอกจากนี้ ยังยกระดับการติดตามธุรกรรมถอนทองคำแท่งจากแอปพลิเคชัน โดยกำหนดให้มีการรายงานข้อมูลกรณีถอนทองคำเกิน 2 กิโลกรัม ซึ่งนายวิทัยระบุว่า หลังดำเนินมาตรการพบว่าปริมาณการถอนทองคำแท่งในลักษณะดังกล่าวลดลงประมาณ 80%
นายวิทัยกล่าวว่า การดูแลธุรกรรมทองคำเป็นส่วนหนึ่งของการปรับวิธีบริหารจัดการค่าเงินบาทให้มีความคล่องตัวมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดการเงินมีความผันผวนสูง
จ่อคุมซื้อขายทองสดเกิน 10 ล้านเดือนหน้า
นายวิทัยเปิดเผยว่า เดิม ธปท. เตรียมออกมาตรการที่ 19 ในวันที่แถลง โดยเป็นหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการซื้อขายทองคำด้วยเงินสดมูลค่าเกิน 10 ล้านบาท แต่ยังมีประเด็นที่ต้องดำเนินการเพิ่มเติม จึงเลื่อนการประกาศออกไปเป็นเดือนพฤศจิกายน 2569
มาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายยกระดับการตรวจสอบธุรกรรมเงินสดมูลค่าสูง และลดช่องทางที่อาจถูกนำไปใช้ในการฟอกเงิน
ทั้งนี้ ร่างหลักเกณฑ์ของ ธปท. กำหนดให้การรับหรือจ่ายเงินสดจากการซื้อขายทองคำแท่งผ่านหน้าร้านทองทำได้ไม่เกินด้านละ 10 ล้านบาทต่อรายต่อวันต่อร้านหรือสาขา ส่วนมูลค่าที่เกินกว่านั้นต้องใช้ช่องทางชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ โดยเปิดรับฟังความคิดเห็นระหว่างวันที่ 24 กันยายน ถึง 23 ตุลาคม 2569
คุมเงินสด 5 ล้าน ยอดถอนลดครึ่งหนึ่ง เพิ่มมาตรการสกัดเงินเทา
ด้านการป้องกันเงินเทา นายวิทัยกล่าวว่า ธปท. ได้ออกมาตรการกำกับธุรกรรมถอนเงินสดตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป โดยเริ่มดำเนินการเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2569 แม้ในช่วงแรกจะถูกวิพากษ์วิจารณ์ค่อนข้างมาก แต่เห็นว่าเป็นมาตรการที่จำเป็น
ก่อนดำเนินมาตรการ ธุรกรรมถอนเงินสดมูลค่าสูงในกลุ่มดังกล่าวมียอดรวมประมาณเดือนละ 100,000 ล้านบาท แต่หลังออกมาตรการพบว่าปริมาณธุรกรรมลดลงประมาณ 50%
นอกจากนี้ ธปท. ยังยกระดับมาตรฐานการตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลูกค้า ทั้ง CDD และ EDD สำหรับบัญชีและธุรกรรมที่มีลักษณะน่าสงสัย รวมถึงกำหนดแนวทางตรวจสอบธุรกรรมต้องสงสัย (Suspicious Transaction) ให้สถาบันการเงินใช้มาตรฐานที่สอดคล้องกันมากขึ้น
ตัวอย่างพฤติกรรมที่ต้องติดตาม เช่น บัญชีที่มีเงินโอนเข้าต่อเนื่องในช่วงกลางคืน เป็นจำนวนตัวเลขกลม ๆ และมีการโอนออกอย่างรวดเร็ว ซึ่งอาจเป็นลักษณะหนึ่งของธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับการพนันออนไลน์ โดยต้องพิจารณาข้อมูลประกอบก่อนสรุปว่าเป็นธุรกรรมผิดกฎหมาย
ธปท. ยังยกระดับมาตรการรู้จักและตรวจสอบร้านค้า (Know Your Merchant หรือ KYM) เพื่อป้องกันผู้ให้บริการรับชำระเงินนำใบอนุญาตไปใช้รองรับธุรกิจผิดกฎหมาย โดยเฉพาะการพนันออนไลน์
ขณะเดียวกัน ธปท. ได้ออกประกาศขยายการกำกับธุรกรรมเงินสดมูลค่าตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป โดยครอบคลุมการฝากเงินสดผ่านสาขาและธุรกรรมอื่นที่เกี่ยวข้อง กำหนดให้สถาบันการเงินตรวจสอบแหล่งที่มาของเงินและวัตถุประสงค์ของธุรกรรมตามระดับความเสี่ยง มีผลตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2569
เล็งคุมเงินสดซื้อวิลล่าหรู 100–200 ล้าน หวั่นช่องทางฟอกเงิน
นายวิทัยกล่าวว่า ในระยะต่อไป ธปท. ยังต้องพิจารณายกระดับการกำกับธุรกรรมเงินสดให้เข้มงวดขึ้น โดยเฉพาะการใช้เงินสดจำนวนมากซื้ออสังหาริมทรัพย์มูลค่าสูง
ตัวอย่างเช่น กรณีมีการขนเงินสดจำนวน 100–200 ล้านบาทไปซื้อวิลล่าในจังหวัดภูเก็ต ซึ่งจำเป็นต้องตรวจสอบแหล่งที่มาของเงิน และพิจารณาว่าจะใช้กลไกการกำกับดูแลสถาบันการเงินป้องกันธุรกรรมที่อาจเกี่ยวข้องกับการฟอกเงินได้อย่างไร
แม้ ธปท. ไม่มีอำนาจห้ามบริษัทอสังหาริมทรัพย์ขายทรัพย์สินโดยตรง แต่สามารถพิจารณาหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการรับฝากเงินของสถาบันการเงินที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมลักษณะดังกล่าวได้
อย่างไรก็ตาม แนวทางนี้ยังอยู่ระหว่างการพิจารณา ไม่ใช่มาตรการที่ประกาศบังคับใช้แล้ว
นายวิทัยยอมรับว่า การออกมาตรการไม่สามารถทำให้การฟอกเงินหมดไปทั้งหมด เพราะผู้กระทำผิดอาจเปลี่ยนวิธีการไปใช้ช่องทางอื่น เช่น ทองคำ ธุรกรรมแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ สินทรัพย์ดิจิทัล หรืออสังหาริมทรัพย์ แต่ ธปท. จะพยายามทำให้การนำระบบการเงินไปใช้กระทำผิดมีความยากลำบากและมีต้นทุนสูงขึ้น
จ่อให้ตรวจเครดิตบูโรฟรี 2 ครั้ง ลดต้นทุนเข้าถึงสินเชื่อ
นอกจากนี้ นายวิทัยยังกล่าวถึงแนวทางลดต้นทุนการเข้าถึงสินเชื่อ โดยเฉพาะการตรวจสอบข้อมูลเครดิตบูโร ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของระบบการเงิน
ธปท. อยู่ระหว่างผลักดันแนวทางให้ประชาชนสามารถตรวจสอบข้อมูลเครดิตได้ฟรี 2 ครั้ง เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายและเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการรายย่อยเข้าถึงสินเชื่อ
นายวิทัยตั้งข้อสังเกตว่า ปัจจุบันต้นทุนการตรวจสอบข้อมูลเครดิตแตกต่างกันตามช่องทางการใช้บริการ โดยยกตัวอย่างการตรวจเครดิตผ่านธนาคารที่มีต้นทุนประมาณ 12 บาท ขณะที่การขอข้อมูลผ่านช่องทางอื่นเพื่อนำไปยื่นสินเชื่อกับผู้ให้บริการที่ไม่ได้เชื่อมต่อระบบโดยตรง อาจมีค่าใช้จ่ายประมาณ 50 บาท ทั้งที่เป็นข้อมูลชุดเดียวกัน
จึงเห็นว่าควรทบทวนโครงสร้างต้นทุนดังกล่าว เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงบริการทางการเงินได้ด้วยค่าใช้จ่ายที่เหมาะสม
ย้ำแบงก์ชาติต้องช่วยประคองเศรษฐกิจ ไม่ใช่ดูแลเสถียรภาพอย่างเดียว
นายวิทัยกล่าวว่า การดำเนินมาตรการทั้ง 18 เรื่องที่ผ่านมาเป็นส่วนหนึ่งของการปรับบทบาท ธปท. ให้ตอบโจทย์ปัญหาเศรษฐกิจในปัจจุบัน โดยเฉพาะหนี้ครัวเรือน การเข้าถึงสินเชื่อ ต้นทุนบริการทางการเงิน และปัญหาเงินเทา
แม้มาตรการบางเรื่องจะดำเนินการได้ตามเป้าหมาย แต่บางเรื่องยังมีข้อจำกัดและต้องใช้เวลาแก้ไข ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐ ธนาคารพาณิชย์ และผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้อง
การแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไม่สามารถอาศัยนโยบายการเงินเพียงอย่างเดียว แต่ต้องดำเนินมาตรการเฉพาะจุดควบคู่กับการรักษาเสถียรภาพระบบการเงิน เพื่อช่วยให้เศรษฐกิจไทยกลับมาเติบโตในระดับที่เหมาะสม


