ปั้น“คิง สแควร์ เรสซิเดนซ์” เจาะตลาดลักชัวรีเรสซิเดนซ์พระราม 3 รับดีมานด์ครอบครัวผู้ปกครองนักเรียน King’s College International School Bangkok ดันมูลค่าโครงการเพิ่มเป็น 7,000 ล้านบาท จากเดิม 6,500 ล้านบาท หลังราคาขายขยับขึ้น 5–10% ยอดขายล่าสุด 65% ชูจุดขายห้องชุดขนาดใหญ่ คุณภาพก่อสร้างมาตรฐานญี่ปุ่น และบริการระดับโรงแรม ขณะที่ค่าเช่าห้อง 2 ห้องนอนอยู่ที่ 90,000–120,000 บาทต่อเดือน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า “KingsQuare Residence” ได้เดินหน้าสร้างตลาดลักชัวรีเรสซิเดนซ์บนทำเลพระราม 3 เพื่อรองรับกระแสความต้องการที่อยู่อาศัยใกล้โรงเรียนนานาชาติ ภายใต้แนวคิด “จากบ้านหลังที่สองสู่บ้านหลังแรกของครอบครัว” เพื่อเจาะกลุ่มผู้ปกครองนักเรียน King’s College International School Bangkok ที่ต้องการลดเวลาเดินทางและเพิ่มคุณภาพชีวิตให้สมาชิกในครอบครัว และยังเป็นการยกระดับมาตรฐานการก่อสร้างและบริการหลังการขาย และสร้างชุมชนที่อยู่อาศัยระยะยาว โดยล่าสุดมูลค่าขายโครงการปรับตัวเพิ่มขึ้นมาแตะระดับ 7,000 ล้านบาท จากเดิมมูลค่าโครงการอยู่ที่ 6,500 ล้านบาท หลังราคาขายปรับเพิ่ม 5–10% จากช่วงเปิดตัว ซึ่งขณะนี้โครงการดังกล่าวมียอดขายแล้ว 65%
“โครงการ KingsQuare Residence พัฒนาโดยบริษัท คิง สแควร์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (KSD) มีห้องชุดรวม 222 ยูนิต ราคาขายเฉลี่ย 200,000–250,000 บาทต่อตารางเมตร ราคาเริ่มต้น 12.9 ล้านบาท ไปจนถึงประมาณ 95 ล้านบาท ปัจจุบันการก่อสร้างมีความพร้อมประมาณ 99% และเตรียมเริ่มกระบวนการตรวจรับห้องชุดตั้งแต่กลางเดือนพฤศจิกายน 2569 เป็นต้นไป”
นายจักรกฤษณ์ สันติรัตนกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท คิง สแควร์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัดกล่าวว่า การพัฒนาโครงการให้ความสำคัญกับคุณภาพการอยู่อาศัยในระยะยาว ตั้งแต่การออกแบบและงานก่อสร้าง ไปจนถึงการบริหารจัดการอาคารและการดูแลลูกบ้านหลังเข้าอยู่อาศัย โดยต้องการเปลี่ยนที่พักอาศัยซึ่งเดิมอาจเป็นเพียงบ้านหลังที่สองหรือที่พักระหว่างวันทำงาน ให้กลายเป็นบ้านที่รองรับการใช้ชีวิตประจำวันของครอบครัวได้อย่างแท้จริง
แนวคิดดังกล่าวสะท้อนผ่านการออกแบบห้องชุดขนาดใหญ่ที่รองรับสมาชิกหลายช่วงวัย ตั้งแต่พ่อแม่และบุตรหลานไปจนถึงผู้สูงอายุ พร้อมพื้นที่สำหรับพักผ่อน ทำงาน และใช้เวลาร่วมกัน โดยเน้นความเป็นส่วนตัวตามแนวคิด Low Density Living ควบคู่กับการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้และการใช้ชีวิตของครอบครัว
ด้านการบริหารจัดการและการส่งมอบห้องชุด โครงการร่วมมือกับบริษัท ไนท์แฟรงค์ ชาร์เตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด และทีมไทย โอบายาชิ ในกระบวนการตรวจสอบคุณภาพก่อนส่งมอบ พร้อมให้ Dusit Hospitality Services เข้ามาบริหารจัดการอาคารและดูแลบริการหลังการขาย ภายใต้แนวคิด Hospitality ที่มุ่งยกระดับประสบการณ์การอยู่อาศัยให้ใกล้เคียงกับโรงแรมระดับลักชัวรี รวมถึงบริการ Concierge ตลอด 24 ชั่วโมง
มร. คะสุโอะ วะชิซุ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โตคิว ดีเวลลอปเมนท์ (ประเทศไทย) จำกัดกล่าวว่า การพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยให้ประสบความสำเร็จต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างผู้พัฒนาโครงการ ทีมออกแบบ ผู้รับเหมา และผู้เชี่ยวชาญด้านการควบคุมคุณภาพ เพื่อถ่ายทอดแนวคิดจากแบบไปสู่การก่อสร้างจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ
โตคิวให้ความสำคัญกับแนวคิด Japanese Quality Mindset และหลัก Peace of Mind and Safety โดยพิจารณาคุณภาพจากมุมมองของผู้ซื้อ ไม่ใช่เพียงความสวยงามหรือภาพลักษณ์ภายนอก แต่รวมถึงความสะดวกในการใช้งานจริง ความปลอดภัย การบำรุงรักษาอาคารในอนาคต และการรักษามูลค่าทรัพย์สินในระยะยาว แม้แต่รายละเอียดเล็กน้อยอย่างตำแหน่งและระดับความสูงของปลั๊กไฟ ก็ต้องคำนึงถึงความเหมาะสมต่อการใช้งานของผู้อยู่อาศัย
สำหรับ KingsQuare Residence เลือกบริษัท A49 เป็นผู้ออกแบบ และบริษัท ไทย โอบายาชิ คอร์ปอเรชั่น จำกัด เป็นผู้รับเหมาก่อสร้างหลัก พร้อมผู้เชี่ยวชาญร่วมตรวจสอบคุณภาพทั้งองค์ประกอบที่มองเห็นและระบบภายในอาคาร ตั้งแต่โครงสร้าง ระบบประปา ไปจนถึงระบบประกอบอาคาร รวมถึงการตรวจสอบและทดสอบระบบก่อนส่งมอบ
นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับสุขภาวะของผู้อยู่อาศัยผ่านการเลือกใช้วัสดุที่มีสารประกอบอินทรีย์ระเหยง่ายต่ำ (Low VOC) ติดตั้งระบบกรองอากาศ MERV 8 และตรวจวัดคุณภาพอากาศภายในอาคาร เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการอยู่อาศัยในระยะยาว
เจาะดีมานด์ครอบครัว ดันพระราม 3 เป็นส่วนขยายย่านสาทร
นางสาวพจมาน วรกิจโภคาทร หุ้นส่วนและหัวหน้าส่วนงานบริหารงานขายโครงการ บริษัท ไนท์แฟรงค์ ชาร์เตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า พระราม 3 กำลังพัฒนาไปสู่ระบบนิเวศเมืองที่เชื่อมโยงการอยู่อาศัย การศึกษา การทำงาน และไลฟ์สไตล์เข้าด้วยกัน โดยเฉพาะความต้องการที่อยู่อาศัยของครอบครัวที่มีบุตรหลานเรียนในโรงเรียนนานาชาติ ซึ่งให้ความสำคัญกับความสะดวกในการเดินทางและคุณภาพชีวิตมากขึ้น
ข้อมูลจาก Knight Frank Research Thailand ระบุว่า จำนวนนักเรียนโรงเรียนนานาชาติในประเทศไทยเติบโตเฉลี่ยประมาณ 6.8% ต่อปี ในช่วงปี 2554–2568 ขณะที่จำนวนโรงเรียนนานาชาติในกรุงเทพฯ เพิ่มจาก 133 แห่งในปี 2554 เป็น 271 แห่งในปัจจุบัน ส่วนนักเรียนเพิ่มจากประมาณ 30,000 คน เป็นมากกว่า 80,000 คน สะท้อนการขยายตัวของตลาดการศึกษานานาชาติและความต้องการที่อยู่อาศัยที่เกี่ยวเนื่องกัน
ขณะที่ King’s College International School Bangkok ซึ่งเปิดดำเนินการในปี 2563 มีจำนวนนักเรียนเพิ่มจากประมาณ 300–400 คนในช่วงแรก เป็นมากกว่า 1,400 คนในปัจจุบัน และมีแผนขยายขีดความสามารถในการรองรับนักเรียนเป็นประมาณ 2,000 คนในอนาคต ปัจจัยดังกล่าวสนับสนุนความต้องการที่อยู่อาศัยในบริเวณใกล้เคียง โดยเฉพาะกลุ่มผู้ปกครองที่ต้องการลดภาระการเดินทางของบุตรหลาน ครอบครัวที่ต้องเดินทางไกลและเผชิญปัญหาการจราจรในช่วงเช้าอาจเลือกย้ายมาอยู่ใกล้โรงเรียน เพื่อประหยัดเวลาและเพิ่มโอกาสในการทำกิจกรรมร่วมกัน ส่งผลให้ที่อยู่อาศัยระดับลักชัวรีที่เดินทางถึงโรงเรียนนานาชาติได้สะดวก หรือ Walk-to-School Luxury Residence กลายเป็นตลาดเฉพาะที่มีโอกาสเติบโต ขณะที่จำนวนโครงการในทำเลลักษณะนี้ยังมีข้อจำกัดจากต้นทุนและความพร้อมของที่ดิน
โดยไนท์แฟรงค์ประเมินว่า พระราม 3 มีศักยภาพพัฒนาเป็นส่วนขยายของย่านสาทร หรือ Extension of Sathorn ด้วยจุดเด่นด้านการเชื่อมต่อย่านธุรกิจและพื้นที่อยู่อาศัยริมแม่น้ำ ประกอบกับการขยายตัวของโรงเรียนนานาชาติ อาคารสำนักงาน และแหล่งไลฟ์สไตล์ ทำให้ทำเลนี้มีโอกาสรองรับความต้องการของครอบครัวที่ต้องการอยู่ใกล้ทั้งสถานศึกษาและแหล่งทำงาน
ชูห้องใหญ่-ฟังก์ชันครบ รองรับครอบครัวหลายช่วงวัย
สำหรับ โครงการ KingsQuare Residence ออกแบบเป็นห้องชุดขนาดใหญ่ให้มีพื้นที่ใช้สอยตั้งแต่ 60 ตารางเมตร ไปจนถึงเพนต์เฮาส์ขนาด 344 ตารางเมตร รองรับการอยู่อาศัยของครอบครัวหลายช่วงวัย โดยมีรูปแบบตั้งแต่ห้อง 1 ห้องนอน ขนาด 60–73 ตารางเมตร ห้อง 2 ห้องนอน ขนาด 99–112 ตารางเมตร ห้อง 2 ห้องนอนขนาดใหญ่ 120–140 ตารางเมตร ห้อง 3 ห้องนอน ขนาด 169 ตารางเมตร และห้อง 3 ห้องนอนขนาดใหญ่ 211 ตารางเมตร รวมถึงห้องดูเพล็กซ์และเพนต์เฮาส์
การออกแบบภายใต้แนวคิด Absolute Home Function เน้นการใช้งานจริง เช่น การแยกครัวไทยออกจากครัวหลัก ห้องนอนทุกห้องมีห้องน้ำในตัว เพดานสูง และกระจกบานใหญ่เพื่อเปิดรับแสงธรรมชาติ ขณะเดียวกัน ยังจัดสรรที่จอดรถในสัดส่วนประมาณ 170% ของจำนวนยูนิต โดยใช้ระบบจอดรถทั่วไป เพื่อเพิ่มความสะดวกและลดเวลารอรับรถ รองรับทั้งรถยนต์ส่วนบุคคล รถยนต์ขนาดใหญ่ และซูเปอร์คาร์ พื้นที่ส่วนกลางให้ความสำคัญกับพื้นที่สีเขียว การระบายอากาศตามธรรมชาติ และการเชื่อมโยงธรรมชาติเข้ากับพื้นที่อยู่อาศัย เพื่อสนับสนุนคุณภาพชีวิตของลูกบ้านในระยะยาว
ผู้ปกครองครองฐานลูกค้า ค่าเช่า 2 ห้องนอนแตะ 1.2 แสนบาท
สำหรับกลุ่มลูกค้า KingsQuare Residence ประเมินว่า ผู้ปกครองนักเรียน King’s College International School Bangkok ที่ซื้อเพื่อให้บุตรหลานพักอาศัยระหว่างศึกษา มีสัดส่วนประมาณ 60% ขณะที่อีกราว 20% เป็นผู้ซื้อเพื่อการลงทุนปล่อยเช่า สะท้อนความต้องการทั้งจากกลุ่มที่ซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริงและกลุ่มที่มองหาโอกาสสร้างรายได้จากค่าเช่าโครงการประเมินว่าการลงทุนปล่อยเช่าอาจให้ผลตอบแทนประมาณ 5% ต่อปี โดยห้องชุดขนาด 2 ห้องนอนมีค่าเช่าอยู่ที่ประมาณ 90,000–120,000 บาทต่อเดือน ขณะที่ราคาขายเฉลี่ยอยู่ที่ 200,000–250,000 บาทต่อตารางเมตร และปรับขึ้นจากช่วงเปิดตัวแล้วประมาณ 5–10%
ภาพรวมดังกล่าวสะท้อนแนวโน้มตลาดที่อยู่อาศัยระดับลักชัวรีที่ให้ความสำคัญกับการใช้ชีวิตจริงมากขึ้น โดยเฉพาะทำเลใกล้สถานศึกษาที่ตอบโจทย์ครอบครัวได้ในระยะยาว ทั้งด้านการเดินทาง ความสะดวก และคุณภาพพื้นที่อยู่อาศัย ท่ามกลางการแข่งขันของผู้พัฒนาที่ต้องสร้างความแตกต่างมากกว่าการนำเสนอความหรูหราเพียงอย่างเดียว โดย KingsQuare Residence วางจุดขายไว้ที่ขนาดห้อง คุณภาพการก่อสร้าง และบริการหลังการขาย เพื่อผลักดันพระราม 3 ให้เป็นอีกหนึ่งทำเลลักชัวรีเรสซิเดนซ์ที่รองรับการอยู่อาศัยของครอบครัวอย่างเต็มรูปแบบ


