ก.ล.ต. ผนึก บก.ปอศ. เปิดผลสอบเครือข่ายนักลงทุนต่างชาติ หลังพบผู้ลงทุน 3 รายซื้อหุ้นเพิ่มทุน VGI มีแหล่งเงินทุนและผู้รับประโยชน์ที่แท้จริงเชื่อมโยงกัน เข้าข่ายกระทำการร่วมกัน ถือหุ้นรวมเกิน 25% แต่ไม่รายงานการได้มาซึ่งหุ้นและไม่ทำ Tender Offer ก่อนขอศาลออกหมายจับผู้ต้องหา พ่วงข้อหาสมคบกันฟอกเงิน ขณะที่ประเด็นโครงสร้างการลงทุนถูกจับตาเชื่อมโยง VGI–BCP–MFC ด้าน ปปง. เคยอายัดหุ้นเครือข่ายมูลค่า 13,594 ล้านบาท และทรัพย์สินรวมกว่า 26,337 ล้านบาท
วันที่ 27 ตุลาคม 2569 กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยความคืบหน้าการดำเนินคดีกับเครือข่ายนักลงทุนต่างชาติที่เกี่ยวข้องกับการซื้อหุ้นเพิ่มทุนของบริษัท วีจีไอ จำกัด (มหาชน) หรือ VGI หลังตรวจพบพฤติการณ์เกี่ยวกับการใช้แหล่งเงินทุนร่วมกัน การถือหุ้นผ่านโครงสร้างหลายชั้น และความเชื่อมโยงของผู้รับประโยชน์ที่แท้จริง
การตรวจสอบนำไปสู่การขอศาลออกหมายจับผู้ต้องหาในเครือข่าย ซึ่งมีรายชื่อของนายเบน และนายยิม รวมอยู่ด้วย โดยมีข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการฝ่าฝืนกฎหมายหลักทรัพย์ ทั้งการไม่รายงานการได้มาซึ่งหุ้นและการไม่ทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ทั้งหมดของกิจการ รวมถึงความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา และความผิดฐานสมคบกันฟอกเงิน
ตามแถลงการณ์ร่วมของ บก.ปอศ. และ ก.ล.ต. ระบุว่า เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2569 พนักงานสอบสวน บก.ปอศ. และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าตรวจค้นเป้าหมายรวม 4 จุด เพื่อรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติม
การดำเนินการดังกล่าวเป็นผลจากการบูรณาการทำงานระหว่างหน่วยงาน โดย บก.ปอศ. สืบสวนพฤติการณ์ของเครือข่ายภายในประเทศ ขณะที่ ก.ล.ต. ประสานความร่วมมือกับหน่วยงานกำกับดูแลต่างประเทศผ่านกลไกความร่วมมือขององค์การคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์นานาชาติ (IOSCO) เพื่อนำข้อมูลมาประกอบการตรวจสอบโครงสร้างการถือหุ้นและเส้นทางเงินทุน
เจ้าหน้าที่ตรวจสอบทั้งการนำเงินเข้ามาในประเทศไทย โครงสร้างการถือหุ้นที่ซับซ้อนหลายชั้น และบุคคลที่เป็นผู้รับประโยชน์ที่แท้จริง ก่อนรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย
พบผู้ลงทุน 3 รายซื้อหุ้น VGI ใช้แหล่งเงินทุนร่วมกัน
ผลการสืบสวนพบว่า ผู้ลงทุน 3 รายที่เข้าซื้อหุ้นเพิ่มทุนแบบเฉพาะเจาะจง (Private Placement) ของ VGI มีแหล่งเงินทุนร่วมกัน และผู้รับประโยชน์ที่แท้จริงของผู้ลงทุนมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกัน
พฤติการณ์ดังกล่าวเข้าข่ายการกระทำการร่วมกัน (Acting in Concert) ตามหลักเกณฑ์ของ ก.ล.ต. ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญในการพิจารณาว่าบุคคลหลายรายมีความเกี่ยวข้องกันในการถือหุ้นหรือควบคุมกิจการหรือไม่
เมื่อรวมจำนวนหุ้นของกลุ่มผู้ลงทุนทั้ง 3 ราย พบว่ามีสัดส่วนเกิน 25% ของสิทธิออกเสียงทั้งหมดของ VGI แต่ไม่ได้รายงานการได้มาซึ่งหลักทรัพย์ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด และไม่ได้ทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ทั้งหมดของกิจการ (Tender Offer)
กรณีดังกล่าวจึงนำไปสู่การดำเนินคดีในความผิดเกี่ยวกับมาตรา 246 และมาตรา 247 แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 ซึ่งมีบทกำหนดโทษตามมาตรา 298 และมาตรา 281/10 รวมถึงความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา และกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน
ออกหมายจับเครือข่าย “เบน–ยิม” พ่วงข้อหาสมคบกันฟอกเงิน
สำหรับการดำเนินคดีครั้งนี้ บก.ปอศ. ระบุว่าได้ขอศาลออกหมายจับผู้ต้องหา โดยในเอกสารแถลงการณ์มีรายชื่อปรากฏ 7 ราย ได้แก่ นายเบน นางสาวแคทรียา นางสาวสุภารัตน์ นายยิม นายยูจิน นายโคปัง และนายณัฐกร ซึ่งทั้งหมดสงวนนามสกุลตามเอกสารต้นฉบับ
อย่างไรก็ตาม แถลงการณ์ระบุจำนวนผู้ต้องหาที่ขอออกหมายจับไว้ 6 ราย แต่แจกแจงรายชื่อ 7 ราย จึงยังต้องรอหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยืนยันจำนวนที่ถูกต้อง
การดำเนินคดีครอบคลุมทั้งความผิดเกี่ยวกับการรายงานการได้มาซึ่งหลักทรัพย์ไม่ถูกต้องหรือเป็นเท็จ การไม่ทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ทั้งหมดของกิจการ และความผิดฐานสมคบกันฟอกเงิน
ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2569 ก.ล.ต. เคยกล่าวโทษนายยิม เลียก ต่อ บก.ปอศ. กรณีไม่รายงานการได้มาซึ่งหุ้นเพิ่มทุน VGI หลังตรวจพบว่าเป็นผู้รับประโยชน์ที่แท้จริงของกองทุนแห่งหนึ่ง ซึ่งเข้าซื้อหุ้นเพิ่มทุนจนสัดส่วนการถือหุ้นข้ามเกณฑ์ 5% ของสิทธิออกเสียงทั้งหมด แต่ไม่ได้รายงานตามที่กฎหมายกำหนด
ย้อนประเด็นการลงทุน VGI–BCP–MFC ที่เคยถูกพาดพิง
นอกจากกรณีการถือหุ้น VGI ซึ่งเป็นประเด็นหลักของการดำเนินคดีล่าสุดแล้ว ก่อนหน้านี้ยังเคยมีการตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับโครงสร้างการลงทุนในบริษัทจดทะเบียนไทยอีก 2 แห่ง ได้แก่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP และบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน) หรือ MFC
ประเด็นดังกล่าวปรากฏเป็นข่าวตั้งแต่ปี 2568 โดยมีการกล่าวถึงการลงทุนผ่านนิติบุคคลและกองทุนต่างประเทศ ตลอดจนข้อสงสัยเกี่ยวกับผู้ถือหุ้นและผู้รับประโยชน์ที่แท้จริง
อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2568 กลุ่มบริษัท Chartered Group ได้ออกแถลงการณ์ชี้แจงกรณีถูกพาดพิงถึงการลงทุนใน BCP, MFC และ VGI โดยปฏิเสธความเชื่อมโยงกับบุคคลทางการเมืองหรือบุคคลอื่นตามที่มีการกล่าวอ้าง และระบุว่าจะดำเนินการทางกฎหมายต่อผู้เผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จ ซึ่ง MFC ได้เผยแพร่คำชี้แจงดังกล่าวผ่านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยด้วย
ทั้งนี้ แถลงการณ์ร่วมของ บก.ปอศ. และ ก.ล.ต. วันที่ 27 ตุลาคม 2569 ระบุรายละเอียดการดำเนินคดีเกี่ยวกับการซื้อหุ้นเพิ่มทุน VGI เป็นหลัก โดยไม่ได้ระบุว่า BCP หรือ MFC เป็นผู้กระทำความผิดหรือถูกแจ้งข้อกล่าวหาในคดีดังกล่าว
ปปง.อายัดหุ้นเครือข่าย 1.35 หมื่นล้าน ทรัพย์สินรวมกว่า 2.63 หมื่นล้านบาท
ขณะที่การตรวจสอบเส้นทางการเงินของเครือข่ายนายยิม เลียก และนายเบน สมิธ มีความคืบหน้าอีกด้านจากสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ซึ่งก่อนหน้านี้ได้ดำเนินการยึดและอายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหาฉ้อโกงประชาชนและความผิดมูลฐานตามกฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน
ข้อมูลที่ ปปง. เปิดเผยเมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 ระบุว่า ทรัพย์สินที่ศาลแพ่งมีคำสั่งยึดและอายัดไว้ชั่วคราวระหว่างพิจารณา มีจำนวน 103 รายการ ครอบคลุมที่ดิน ห้องชุด รถยนต์ เรือ สิทธิเรียกร้องตามสัญญากู้ยืมเงิน เงินในบัญชีธนาคาร และหลักทรัพย์
ทรัพย์สินดังกล่าวมีมูลค่า ณ เวลาที่มีคำสั่งยึดหรืออายัดประมาณ 20,288 ล้านบาท ก่อนที่ราคาหลักทรัพย์ที่ถูกอายัดไว้จะปรับตัวเพิ่มขึ้น ส่งผลให้มูลค่าหุ้นจากเดิมประมาณ 7,515 ล้านบาท เพิ่มเป็น 13,594 ล้านบาท และทำให้มูลค่าทรัพย์สินที่ถูกยึดและอายัดรวมเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 26,337 ล้านบาท
ต่อมาเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2569 ปปง. ยืนยันมูลค่าทรัพย์สินในคดีเครือข่ายดังกล่าวอีกครั้งที่ 26,337 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม มูลค่าหุ้น 13,594 ล้านบาท และทรัพย์สินรวม 26,337 ล้านบาท เป็นข้อมูลการยึดและอายัดทรัพย์สินจากการดำเนินคดีก่อนหน้านี้ ไม่ใช่ยอดอายัดเพิ่มเติมจากการเข้าตรวจค้นเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2569 และยังไม่มีรายละเอียดทางการยืนยันว่าหลักทรัพย์ที่ถูกอายัดทั้งหมดเป็นหุ้นของบริษัทใดบ้างในสัดส่วนเท่าใด
ขยายผลผู้รับประโยชน์ที่แท้จริง ป้องกันปกปิดอำนาจควบคุมกิจการ
บก.ปอศ. และ ก.ล.ต. ระบุว่า การบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับการรายงานการถือหุ้นและการทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ทั้งหมดของกิจการ มีความสำคัญต่อการคุ้มครองผู้ลงทุน โดยเฉพาะผู้ถือหุ้นรายย่อย ซึ่งควรได้รับข้อมูลที่ถูกต้องว่าใครเป็นผู้ถือหุ้นและผู้มีอำนาจควบคุมกิจการที่แท้จริง
นอกจากนี้ หากมีการเปลี่ยนแปลงอำนาจควบคุมกิจการ ผู้ถือหุ้นรายย่อยควรมีโอกาสขายหุ้นอย่างเป็นธรรมตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด
การใช้บุคคลหรือนิติบุคคลเข้าถือหุ้นแทน โดยมีเจตนาอำพรางเจ้าของที่แท้จริง อาจกระทบความเชื่อมั่นของตลาดทุนโดยตรง ก.ล.ต. จึงให้ความสำคัญกับการตรวจสอบโครงสร้างการถือหุ้นและการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง
ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่จะตรวจสอบบทบาทของบุคคลอื่นที่อาจเกี่ยวข้องเพิ่มเติม และประสานความร่วมมือกับหน่วยงานในประเทศและหน่วยงานกำกับดูแลต่างประเทศ เพื่อดำเนินคดีกับผู้ที่พบพยานหลักฐานว่ากระทำผิดตามกระบวนการยุติธรรม
การดำเนินคดีดังกล่าวยังอยู่ในขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรม ผู้ต้องหาทุกรายยังถือเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด ขณะที่การปรากฏชื่อบริษัทจดทะเบียนในธุรกรรมการลงทุนไม่ได้หมายความว่าบริษัทดังกล่าวมีส่วนร่วมในการกระทำความผิด


