ยูโอบี ประเทศไทย ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านการเงินเพื่อความยั่งยืน ชูธุรกรรมทางการเงินเด่น คว้ารางวัลระดับนานาชาติ สะท้อนบทบาทในการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และการขับเคลื่อนภาคธุรกิจไทยสู่ความยั่งยืน
กรุงเทพฯ, 21 ตุลาคม 2569 – ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านการเงินเพื่อความยั่งยืน หลังคว้า 4 รางวัลระดับนานาชาติ สะท้อนบทบาทของธนาคารในฐานะพันธมิตรทางการเงินที่สนับสนุนภาคธุรกิจในการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืน พร้อมช่วยผลักดันเป้าหมายด้านความยั่งยืนให้เป็นโครงการลงทุนที่สามารถจัดหาเงินทุนและดำเนินการได้จริง ตลอดจนสร้างผลลัพธ์ที่สามารถวัดผลได้อย่างเป็นรูปธรรม
ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย ได้รับรางวัล Thailand International Green Financing Bank of the Year จาก Asian Banking & Finance Wholesale Banking Awards 2026 พร้อมคว้าอีก 3 รางวัลจาก The Digital Banker's Global Sustainable Finance Awards 2026 ได้แก่ Best Wholesale/Transaction Bank for Sustainable Finance – Thailand, Best Green Loan – Thailand และ Best Sustainability-Linked Loan – Thailand โดยรางวัลทั้ง 4 รางวัลสะท้อนถึงความเป็นผู้นำของธนาคารในการจัดหาเงินทุนเพื่อสนับสนุนภาคธุรกิจและโครงการลงทุนที่มีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและการพัฒนาอย่างยั่งยืน
นางวีระอนงค์ จิระนคร ภู่ตระกูล กรรมการผู้จัดการ Deputy CEO และ Wholesale Banking ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย กล่าวว่า “ความยั่งยืนกำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ องค์กรต่างๆ จึงต้องการโซลูชันที่ตอบโจทย์ความต้องการทางธุรกิจและนำไปใช้ได้จริง เพื่อเปลี่ยนเป้าหมายระยะยาวให้เป็นโครงการลงทุนที่สามารถจัดหาเงินทุนรองรับ ดำเนินการ และวัดผลได้อย่างเป็นรูปธรรม รางวัลที่ธนาคารได้รับในปีนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของธนาคารในการสนับสนุนลูกค้าด้วยโซลูชันทางการเงินที่ช่วยขับเคลื่อนการเติบโตทางธุรกิจควบคู่ไปกับการสร้างความยั่งยืน”
รางวัลเหล่านี้สะท้อนบทบาทของธนาคารยูโอบี ประเทศไทย ในการขับเคลื่อนธุรกรรมทางการเงินสำคัญในหลากหลายภาคส่วนของเศรษฐกิจไทย และศักยภาพในการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน การปรับตัวของภาคธุรกิจสู่ความยั่งยืน การระดมทุนอย่างยั่งยืนผ่านตลาดทุน และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล
หนึ่งในธุรกรรมสำคัญคือ การสนับสนุนทางการเงินแก่ Levanta Renewables ซึ่งได้รับรางวัล Best Green Loan – Thailand โดยธนาคารยูโอบี ประเทศไทย เป็นผู้จัดโครงสร้างและจัดหาเงินทุนสีเขียวสำหรับการเข้าซื้อกิจการและการลงทุนในโครงการ (Green Acquisition and Project Financing) เพื่อสนับสนุนการเข้าซื้อโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่เปิดดำเนินการแล้วจำนวน 34 โครงการทั่วประเทศไทย มีกำลังการผลิตรวมประมาณ 230 เมกะวัตต์ ธุรกรรมดังกล่าวมีส่วนช่วยเร่งการขยายกำลังการผลิตพลังงานหมุนเวียนและสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของประเทศไทยสู่ระบบพลังงานคาร์บอนต่ำ โดยธนาคารยูโอบี ประเทศไทย ทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงานร่วม (Joint Coordinator) ผู้จัดการเงินกู้หลัก (Mandated Lead Arranger) ผู้ให้สินเชื่อหลัก (Senior Lender) และผู้ให้บริการป้องกันความเสี่ยงทางการเงิน (Hedge Provider)
นอกจากนี้ ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย ยังได้รับรางวัล Best Sustainability-Linked Loan – Thailand จากการสนับสนุนสินเชื่อที่เชื่อมโยงกับผลการดำเนินงานด้านความยั่งยืน วงเงิน 1,000 ล้านบาท ให้แก่ บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือโฮมโปร (HomePro) โดยเชื่อมโยงเงื่อนไขของสินเชื่อเข้ากับผลการดำเนินงานด้านความยั่งยืนที่วัดผลได้ ได้แก่ การรักษาระดับ SET ESG Rating ที่ AAA และการคงสถานะเป็นสมาชิกของ Dow Jones BIC Emerging Markets (เดิมคือ Dow Jones Sustainability Indices Emerging Markets) อย่างต่อเนื่อง ธุรกรรมดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงการผสานเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) เข้ากับกลยุทธ์หลักทางธุรกิจและการบริหารการเงินขององค์กรอย่างเป็นรูปธรรม
ในด้านตลาดทุน ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย ยังทำหน้าที่เป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายหลักและผู้จัดการการจองซื้อแต่เพียงผู้เดียว (Sole Lead Manager and Bookrunner) ในการออกหุ้นกู้ส่งเสริมความยั่งยืน (Sustainability-Linked Bond) มูลค่า 6,000 ล้านบาท ของทรัสต์เพื่อการลงทุนในสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์ CPN รีเทล โกรท (CPNREIT) ซึ่งได้รับรางวัล Thailand's Best Sustainability-Linked Bond จากสื่อการเงินชั้นนำในภูมิภาค ธุรกรรมดังกล่าวนับเป็นการออกหุ้นกู้ส่งเสริมความยั่งยืนครั้งแรกของทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REIT) ในประเทศไทย และเป็นการออกหุ้นกู้ REIT ที่มีมูลค่าสูงที่สุดในรอบ 6 ปี พร้อมสร้างมาตรฐานใหม่ด้านการระดมทุนเพื่อความยั่งยืนในภาคอสังหาริมทรัพย์ไทย โดยได้รับการตอบรับจากนักลงทุนสถาบันทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงบรรษัทเงินทุนระหว่างประเทศ (International Finance Corporation: IFC)
ธุรกรรมเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าการเงินเพื่อความยั่งยืนกำลังขยายบทบาทจากการสนับสนุนโครงการสีเขียวแบบดั้งเดิมไปสู่ภาคธุรกิจที่กำลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยแห่งอนาคต ไม่ว่าจะเป็นพลังงานหมุนเวียน ธุรกิจค้าปลีก โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล หรืออสังหาริมทรัพย์ โดยธนาคารยูโอบี ประเทศไทย มีบทบาทในการสนับสนุนลูกค้าให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุน ขับเคลื่อนกลยุทธ์การเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืน และบรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืนที่วัดผลได้
ธนาคารยูโอบี พร้อมสนับสนุนการเงินเพื่อความยั่งยืนผ่านกรอบการดำเนินงานด้านการเงินเพื่อความยั่งยืน (Sustainable Finance Frameworks) ที่ครอบคลุมทั้งการเงินสีเขียว (Green Finance) การเงินที่เชื่อมโยงกับผลการดำเนินงานด้านความยั่งยืน (Sustainability-Linked Finance) การเงินเพื่อการเปลี่ยนผ่าน (Transition Finance) และการเงินเพื่อการค้าที่ยั่งยืน (Sustainable Trade Finance) ในปี 2568 ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย สนับสนุนการจัดหาเงินทุนเพื่อความยั่งยืนรวมมูลค่ากว่า 74,600 ล้านบาท สะท้อนถึงความต้องการที่เพิ่มขึ้นของภาคธุรกิจในการลงทุนด้านความยั่งยืน เสริมสร้างความสามารถในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลง และขับเคลื่อนการเติบโตในระยะยาว
“การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจที่ยั่งยืนต้องอาศัยทั้งเงินทุน นวัตกรรม และความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ธนาคารยูโอบี ยังคงมุ่งมั่นเคียงข้างลูกค้าในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านดังกล่าวพร้อมช่วยปลดล็อกโอกาสการเติบโตใหม่ทางธุรกิจ และมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศไทยสู่ความยั่งยืนในระยะยาว” นางวีระอนงค์ กล่าวทิ้งท้าย


