xs
xsm
sm
md
lg

“กสิกรไทย”กำไรโต 3.43% แตะ 4.06 หมื่นล้าน ดอกเบี้ยขาลงกดรายได้หด 8.87% รายได้ค่าฟีพุ่ง 21.51%

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ธนาคารกสิกรไทยเผยกำไรสุทธิ 9 เดือนปี69 แตะ40,635 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.43% รับอานิสงส์รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยโตพุ่ง 21.51% โดยเฉพาะธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง กองทุน การลงทุน และประกันภัย แต่รายได้ดอกเบี้ยสุทธิลดลง 8.87% จากทิศทางดอกเบี้ยขาลง ขณะที่กำไรไตรมาส 3 ลดลง 3.98% จากไตรมาสก่อน พร้อมตั้งสำรองหนี้เพิ่มขึ้น 3.09% โดยมีหนี้เสีย (NPL) อยู่ที่ 3.18% และเงินกองทุนแข็งแกร่งที่ 19.77% เดินหน้าขยายสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่อย่างมีคุณภาพ ท่ามกลางเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวไม่ทั่วถึงและความเสี่ยงที่ยังต้องติดตาม


นางสาวขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย
นางสาวขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานของธนาคารและบริษัทย่อยในงวด 9 เดือนปี 2569 มีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของธนาคารจำนวน 40,635 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,348 ล้านบาท หรือ 3.43% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

ทั้งนี้ หากไม่รวมรายได้จากค่าชดเชยมูลค่าเงินลงทุนที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวจำนวน 1,455 ล้านบาท กำไรสุทธิส่วนที่เป็นของธนาคารจะอยู่ที่ 39,311 ล้านบาท ซึ่งใกล้เคียงกับงวดเดียวกันของปีก่อน

สำหรับรายได้ดอกเบี้ยสุทธิมีจำนวน 94,992 ล้านบาท ลดลง 9,247 ล้านบาท หรือ 8.87% จากทิศทางอัตราดอกเบี้ยที่ปรับลดลง รวมถึงการที่ธนาคารปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อช่วยเสริมสภาพคล่องและลดภาระค่าใช้จ่ายทางการเงินให้แก่ลูกค้า ส่งผลให้อัตราส่วนผลตอบแทนสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้สุทธิ (Net Interest Margin: NIM) อยู่ที่ 2.89%

อย่างไรก็ตาม ธนาคารสามารถชดเชยรายได้ดอกเบี้ยที่ลดลงจากการเติบโตของรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย ซึ่งมีจำนวน 51,894 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9,185 ล้านบาท หรือ 21.51% จากการให้บริการบริหารความมั่งคั่ง การจัดการกองทุน การลงทุน และบริการประกันภัยที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้ามากขึ้น

ด้านค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานอื่น ๆ มีจำนวน 59,922 ล้านบาท ลดลง 1,899 ล้านบาท หรือ 3.07% โดยมีอัตราส่วนค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานต่อรายได้จากการดำเนินงานสุทธิ (Cost to Income Ratio) อยู่ที่ 40.79%

ธนาคารยังคงบริหารจัดการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน (Productivity) อย่างต่อเนื่อง ทั้งการบริหารทรัพยากรบุคคล การปรับปรุงกระบวนการทำงาน และการนำเทคโนโลยี รวมถึงปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้สนับสนุนการปฏิบัติงานและเพิ่มขีดความสามารถของธนาคารในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม ค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานอื่น ๆ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในไตรมาสสุดท้ายของปี ตามปัจจัยฤดูกาลของการดำเนินธุรกิจ

สำหรับผลการดำเนินงานในไตรมาส 3 ปี 2569 ธนาคารและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของธนาคารจำนวน 12,720 ล้านบาท ลดลง 527 ล้านบาท หรือ 3.98% เมื่อเทียบกับไตรมาส 2 ปี 2569 ส่วนหนึ่งเกิดจากรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยเกี่ยวกับเครื่องมือทางการเงินลดลงตามภาวะตลาดที่ผันผวน

ขณะที่รายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิอยู่ที่ 9,841 ล้านบาท ลดลง 550 ล้านบาท หรือ 5.29% จากภาวะตลาดในไตรมาสดังกล่าวและการเปลี่ยนแปลงมาตรฐานใหม่ของการเก็บค่าธรรมเนียม ส่วนรายได้ดอกเบี้ยสุทธิมีจำนวน 31,602 ล้านบาท ใกล้เคียงกับไตรมาสก่อน

ด้านค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานอื่น ๆ ในไตรมาส 3 อยู่ที่ 19,892 ล้านบาท ลดลง 858 ล้านบาท หรือ 4.14% จากไตรมาสก่อน ส่งผลให้อัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้จากการดำเนินงานสุทธิอยู่ที่ 41.75%

นอกจากนี้ ธนาคารและบริษัทย่อยตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในไตรมาส 3 จำนวน 10,329 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 310 ล้านบาท หรือ 3.09% จากไตรมาสก่อน เพื่อรองรับความไม่แน่นอนของภาวะเศรษฐกิจและสถานการณ์ในอนาคต

ส่วนงวด 9 เดือนปี 2569 ธนาคารตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจำนวน 30,171 ล้านบาท โดยมีอัตราส่วนผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นต่อเงินให้สินเชื่อเฉลี่ยอยู่ที่ 1.60% สอดคล้องกับเป้าหมายทางการเงินปี 2569 ที่กำหนดไว้ในระดับ 1.40–1.60%

สำหรับฐานะทางการเงิน ณ วันที่ 30 กันยายน 2569 ธนาคารและบริษัทย่อยมีสินทรัพย์รวมจำนวน 4,614,386 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 55,768 ล้านบาท หรือ 1.22% เมื่อเทียบกับวันที่ 31 ธันวาคม 2568

การเพิ่มขึ้นของสินทรัพย์ส่วนใหญ่เกิดจากเงินให้สินเชื่อสุทธิที่ขยายตัวตามการเติบโตของสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นไปตามกลยุทธ์การขยายสินเชื่ออย่างมีคุณภาพ โดยเน้นการพิจารณาสินเชื่ออย่างรอบคอบและกำหนดผลตอบแทนให้เหมาะสมกับความเสี่ยง

ขณะเดียวกัน เงินลงทุนสุทธิเพิ่มขึ้นตามการคาดการณ์ภาวะตลาดและทิศทางอัตราดอกเบี้ย ส่วนรายการระหว่างธนาคารและตลาดเงินสุทธิลดลงจากการบริหารสภาพคล่อง

ด้านคุณภาพสินทรัพย์ อัตราส่วนเงินให้สินเชื่อด้อยคุณภาพต่อเงินให้สินเชื่อ (NPL Gross) อยู่ที่ 3.18% ขณะที่อัตราส่วนค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นต่อเงินให้สินเชื่อด้อยคุณภาพ (Coverage Ratio) เพิ่มขึ้นเป็น 177.90% จาก 173.90% ในไตรมาสก่อน

ส่วนอัตราส่วนเงินกองทุนทั้งสิ้นต่อสินทรัพย์เสี่ยงของกลุ่มธุรกิจทางการเงินธนาคารกสิกรไทย ตามหลักเกณฑ์ Basel III ณ วันที่ 30 กันยายน 2569 อยู่ที่ 19.77% ซึ่งยังคงอยู่ในระดับแข็งแกร่ง

นางสาวขัตติยา กล่าวถึงภาวะเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 3 ปี 2569 ว่า แม้ได้รับแรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่การฟื้นตัวยังไม่กระจายตัวทั่วถึง (K-Shaped Recovery) โดยกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับวัฏจักร AI ยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ โดยเฉพาะการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ และการลงทุนในกลุ่มเศรษฐกิจดิจิทัลและอิเล็กทรอนิกส์

ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ และภาคครัวเรือนยังเผชิญข้อจำกัดจากค่าครองชีพและภาระหนี้ที่อยู่ในระดับสูง

สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในไตรมาสสุดท้ายของปี 2569 คาดว่ามาตรการกระตุ้นการบริโภคของภาครัฐอาจช่วยพยุงกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้บางส่วน แต่ผลบวกต่อภาพรวมเศรษฐกิจทั้งปียังมีจำกัด เนื่องจากภาครัฐมีข้อจำกัดด้านงบประมาณมากขึ้น ทำให้การดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมทำได้จำกัดกว่าช่วงที่ผ่านมา

ขณะเดียวกัน กำลังซื้อภาคครัวเรือนยังมีความเปราะบางและเผชิญแรงกดดันเพิ่มเติมจากผลกระทบของน้ำท่วม ประกอบกับความไม่แน่นอนจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังส่งผลให้ราคาพลังงานในตลาดโลกและต้นทุนการผลิตอื่น ๆ ทรงตัวอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง

ทั้งนี้ ธนาคารกสิกรไทยยังคงมุ่งขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ 3+1 และการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน (Productivity) ควบคู่กับกลยุทธ์ลูกค้าเป็นศูนย์กลาง โดยให้ความสำคัญกับการสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจจากลูกค้า พร้อมติดตามและประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด รวมถึงสนับสนุนนโยบายภาครัฐ เพื่อสร้างการเติบโตอย่างสมดุลและผลตอบแทนที่มั่นคงแก่ผู้ถือหุ้นในระยะยาว