ธนาคารกรุงเทพเผยผลประกอบการ 9 เดือนกำไรสุทธิ 29,981 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อน หลังรายได้ดอกเบี้ยสุทธิหดตัวตามการปรับลดอัตราดอกเบี้ย ขณะที่รายได้จากเงินลงทุนลดลงเช่นกัน แม้สินเชื่อยังขยายตัว 3.2% จากธุรกิจรายใหญ่และกิจการต่างประเทศ ด้านรายได้ค่าธรรมเนียมเติบโต พร้อมลดค่าใช้จ่ายดำเนินงาน 4.6% และผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น 13.9% รักษาเงินสำรองครอบคลุมหนี้เสียสูงถึง 322.1%
ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL เปิดเผยผลการดำเนินงานของธนาคารและบริษัทย่อยในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2569 มีกำไรสุทธิ 29,981 ล้านบาท ลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีสาเหตุหลักจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่ปรับตัวลดลงตามการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคาร เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและช่วยบรรเทาภาระต้นทุนทางการเงินให้แก่ลูกค้า ส่งผลให้ส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (Net Interest Margin: NIM) อยู่ที่ 2.47%
อย่างไรก็ตาม การขยายตัวของสินเชื่อที่มีคุณภาพยังเป็นปัจจัยสนับสนุนรายได้ของธนาคาร และช่วยชดเชยผลกระทบบางส่วนจากอัตราดอกเบี้ยที่ลดลง
สำหรับรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยปรับตัวลดลง โดยมีสาเหตุหลักจากกำไรสุทธิจากเงินลงทุนที่ลดลง ขณะที่รายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิยังเติบโต โดยได้รับแรงสนับสนุนจากธุรกิจประกันภัยผ่านธนาคาร (Bancassurance) บริการกองทุนรวม และค่าธรรมเนียมจากธุรกิจหลักทรัพย์ ตามกิจกรรมการซื้อขายในตลาดทุนที่ปรับตัวดีขึ้น
ด้านการบริหารต้นทุน ธนาคารสามารถลดค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานลง 4.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายควบคู่กับการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ส่งผลให้อัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้จากการดำเนินงาน (Cost-to-Income Ratio) อยู่ที่ 48.2%
ขณะเดียวกัน ผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (Expected Credit Loss: ECL) ลดลง 13.9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยธนาคารยังคงดำเนินนโยบายตั้งสำรองด้วยความระมัดระวังอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากภาวะเศรษฐกิจ
สินเชื่อโต 3.2% ธุรกิจรายใหญ่–ต่างประเทศหนุน
สำหรับฐานะการเงิน ณ สิ้นเดือนกันยายน 2569 ธนาคารกรุงเทพมีเงินให้สินเชื่อรวม 2,692,861 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.2% จากสิ้นปี 2568 โดยการขยายตัวส่วนใหญ่มาจากสินเชื่อกลุ่มลูกค้าธุรกิจรายใหญ่และสินเชื่อลูกค้ากิจการต่างประเทศ
ด้านคุณภาพสินทรัพย์ อัตราส่วนเงินให้สินเชื่อที่มีการด้อยค่าด้านเครดิตต่อเงินให้สินเชื่อรวม หรือสินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPL Ratio) อยู่ที่ 3.2% ซึ่งธนาคารระบุว่ายังอยู่ในระดับที่สามารถบริหารจัดการได้
ขณะที่อัตราส่วนเงินสำรองครอบคลุมสินเชื่อด้อยคุณภาพ (Coverage Ratio) อยู่ที่ 322.1% สะท้อนการรักษาระดับเงินสำรองเพื่อรองรับความเสี่ยงด้านเครดิตตามแนวทางการดำเนินธุรกิจอย่างระมัดระวัง
ส่วนเงินรับฝาก ณ สิ้นเดือนกันยายน 2569 อยู่ที่ 3,221,930 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.8% จากสิ้นปีที่ผ่านมา โดยมีอัตราส่วนเงินให้สินเชื่อต่อเงินรับฝากอยู่ที่ 83.6%
นอกจากนี้ ธนาคารยังมีฐานะเงินกองทุนแข็งแกร่ง โดยอัตราส่วนเงินกองทุนทั้งสิ้นต่อสินทรัพย์เสี่ยงอยู่ที่ 21.5% ขณะที่อัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 และเงินกองทุนชั้นที่ 1 ที่เป็นส่วนของเจ้าของ อยู่ที่ 17.1% เท่ากัน ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด
เศรษฐกิจไทยยังเปราะบาง น้ำท่วมซ้ำเติมกำลังซื้อ
ธนาคารกรุงเทพประเมินว่า เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 3 ปี 2569 ทรงตัวเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า แม้ภาคส่งออกยังเติบโตดี โดยเฉพาะสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ได้รับแรงหนุนจากความต้องการเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในตลาดโลก แต่การบริโภคภาคเอกชนยังอ่อนแอจากภาระค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นตามราคาอาหารและพลังงาน
ขณะที่ภาคบริการได้รับแรงสนับสนุนจากจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่เพิ่มขึ้น แต่การฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยวยังต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ ประกอบกับระดับหนี้สาธารณะที่สูงขึ้น ทำให้ภาครัฐมีข้อจำกัดในการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมผ่านนโยบายการคลัง
นอกจากนี้ สถานการณ์น้ำท่วมที่ส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจในหลายพื้นที่ ยังเป็นอีกปัจจัยเสี่ยงที่อาจทำให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวต่ำกว่าระดับศักยภาพ
ธนาคารยังมองว่าภาคธุรกิจไทยต้องเผชิญความท้าทายจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ที่กระทบต่อการค้าโลก การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีและ AI ตลอดจนกฎเกณฑ์ด้านสิ่งแวดล้อม และความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมถึงอุทกภัยและปรากฏการณ์เอลนีโญ
ท่ามกลางความท้าทายดังกล่าว ธนาคารกรุงเทพยืนยันเดินหน้าสนับสนุนลูกค้าทั้งด้านเงินทุน องค์ความรู้ และเครือข่ายธุรกิจ เพื่อช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันและสร้างความแข็งแกร่งในการดำเนินธุรกิจ รวมถึงสนับสนุนโอกาสขยายกิจการไปต่างประเทศผ่านเครือข่ายสาขาทั้งในประเทศและต่างประเทศ
พร้อมกันนี้ ธนาคารยังสนับสนุนนโยบายภาครัฐผ่านโครงการ SMEs Credit Boost เพื่อเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการ SME พัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขัน ควบคู่กับการดำเนินธุรกิจภายใต้หลักการให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและเป็นธรรม (Responsible Lending) และการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจไทยสู่ความยั่งยืน


