หมดเวลาเล่นซ่อนแอบกับสังคม! จากคำกล่าวอ้างว่าไม่รู้อาชีพสามี สู่การยอมรับว่าถือหุ้นเว็บพนันออนไลน์ระดับโลก ก่อนจะหงายการ์ดอ้างว่าขายทิ้งแล้วตั้งแต่ต้นปี 2569 เพื่อเลี่ยงการยื่นบัญชีทรัพย์สินตอนเข้ารับตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แต่งานนี้ทำเอาวงการสืบสวนเศรษฐกิจต้องตั้งคำถามหนัก เมื่อเจาะลึกมูลค่ากิจการที่ฟันกำไรปีละกว่าพันล้านบาท สัดส่วนหุ้น 1.47 เปอร์เซ็นต์ที่อ้างว่าขายไปนั้น มีมูลค่าประเมินทางบัญชีสูงทะลุ 223 ล้านบาท คำถามระดับชาติที่กระแทกหน้ากรมสอบสวนคดีพิเศษและหน่วยงานปราบปรามการทุจริตคือ การโอนหุ้นในเกาะบริติชเวอร์จินเกิดขึ้นจริงเมื่อใด และเม็ดเงินมหาศาลจากการขายหุ้นก้อนนี้อันตรธานไปอยู่ซอกหลืบไหนในรายการทรัพย์สิน นี่ไม่ใช่แค่เรื่องความโปร่งใสทางการเมือง แต่คือบทพิสูจน์การตรวจสอบเส้นทางเงินระดับข้ามชาติที่สังคมทวงถามความจริง!
หากจะมองหาคดีความหรือการตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินที่เต็มไปด้วยเงื่อนงำและข้อกังขาที่สุดในช่วงเวลานี้ คงหนีไม่พ้นกรณีของ นางสาวสุชาดา ซาง แทนทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชัยภูมิ พรรคภูมิใจไทย และนายไท่หยาง ซาง ผู้เป็นสามี กับปมร้อนการถือครองหุ้นในบริษัท มิกซ์ ออเดอร์ ลิมิเต็ด ซึ่งจดทะเบียนในหมู่เกาะบริติชเวอร์จิน หรือ บีวีไอ ดินแดนที่ขึ้นชื่อว่าเป็นสวรรค์ของการซุกซ่อนความมั่งคั่ง โดยบริษัทแห่งนี้เป็นเจ้าของกิจการ เนเชอรัล ไนน์ บี.วี. ในประเทศกูราเซา ซึ่งเป็นผู้กุมบังเหียนแพลตฟอร์ม ชัฟเฟิลดอทคอม เว็บไซต์พนันออนไลน์ระดับโลกที่รับเดิมพันด้วย คริปโต และ บิทคอยน์
ในแวดวงข่าวเศรษฐกิจและการลงทุนเชิงลึก สิ่งที่สะท้อนความผิดปกติอย่างรุนแรงไม่ได้อยู่แค่การมีชื่อเข้าไปพัวพันกับธุรกิจสีเทา แต่อยู่ที่ "ไทม์ไลน์" และ "คำชี้แจง" ที่พลิกแพลงไปมาตามแรงบีบของสังคม จากจุดเริ่มต้นที่อ้างว่าไม่ทราบอาชีพของสามี ขยับมาสู่การยอมรับว่าถือหุ้นลงทุนเพียงเล็กน้อยราว 1 เปอร์เซ็นต์ และล่าสุดตัวเลขกลับพุ่งขึ้นเป็น 1.47 เปอร์เซ็นต์ พร้อมกับข้ออ้างคลาสสิกที่ว่า "ขายทิ้งไปแล้ว" ตั้งแต่ต้นเดือนมกราคม 2569 ก่อนที่จะรับตำแหน่งทางการเมืองเสียอีก
คำถามที่นักวิเคราะห์เศรษฐกิจต้องขีดเส้นใต้หนาๆ คือ ในโลกของการลงทุน มีใครบ้างที่ยอมเฉือนเนื้อขาย "ห่านทองคำ" ที่ออกไข่เป็นกอบเป็นกำ แล้วกอดเก็บกิจการที่ขาดทุนร่อแร่เอาไว้?
เมื่อกางงบการเงินปี 2568 ของ เนเชอรัล ไนน์ บี.วี. ตัวเลขกำไรสุทธิพุ่งสูงถึง 40.63 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 1,341 ล้านบาท และมีกำไรจากการดำเนินงานทะลุ 1,520 ล้านบาท หากประเมินมูลค่ากิจการตามมาตรฐานสากลแบบอนุรักษ์นิยมด้วยตัวคูณ 10 เท่าเทียบกับกรณีของ เอนเทน ซีอีอี ธุรกิจนี้จะมีมูลค่ามหาศาลถึง 15,200 ล้านบาท สัดส่วน 1.47 เปอร์เซ็นต์ที่ นายไท่หยาง ซาง อ้างว่าสละทิ้งไปนั้น จะมีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 223.44 ล้านบาท และยังสามารถรอรับส่วนแบ่งกำไรสุทธิได้เกือบ 20 ล้านบาทต่อปี การอ้างว่าขายหุ้นตัวนี้ทิ้งไปตั้งแต่ก่อนการเลือกตั้ง จึงเป็นพฤติกรรมที่ค้านสายตาและผิดหลักการลงทุนอย่างสิ้นเชิง เว้นเสียแต่ว่านี่คือนิติกรรมอำพรางเพื่อตัดตอนเส้นทางตรวจสอบทางกฎหมาย
ประเด็นที่สองที่ถือเป็นหมัดน็อกของเรื่องนี้ คือร่องรอยของกระแสเงินสด ในเมื่อขายหุ้นมูลค่ากว่า 223 ล้านบาทไปแล้ว เม็ดเงินก้อนนี้ไหลไปซุกซ่อนอยู่ที่ใด? หากไปดูบัญชีทรัพย์สินที่ นางสาวสุชาดา ยื่นต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2569 พบว่าสามีมีเงินฝาก 154.10 ล้านบาท เงินลงทุน 177.97 ล้านบาท และเงินให้กู้ยืมมหาศาลถึง 1,440.47 ล้านบาท สิ่งที่นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร และ นายศิริโชค โสภา ดาหน้าออกมาทวงถามแทนประชาชนคือ เงินค่าขายหุ้นก้อนนี้ถูกหลอมรวมอยู่ในรายการเหล่านี้หรือไม่ หรือว่ายังค้างชำระ? ขายให้ใคร? และขายในราคาเท่าใด? หากไม่สามารถตอบคำถามพื้นฐานทางบัญชีเหล่านี้ได้ ข้ออ้างเรื่องการขายหุ้นก็เป็นเพียงลมปากที่ไร้น้ำหนักและไม่สามารถรับฟังได้ในทางเศรษฐศาสตร์
ประเด็นที่สามที่กระแทกใจนักกฎหมายการเงินระหว่างประเทศคือ ข้ออ้างการทำสัญญาขายหุ้นในเดือนมกราคม 2569 ตามกฎหมายบริษัทธุรกิจของหมู่เกาะบริติชเวอร์จิน มาตรา 54 ระบุชัดเจนว่า การโอนหุ้นจะมีผลทางกฎหมายก็ต่อเมื่อชื่อของผู้รับโอนถูกบันทึกลงในทะเบียนผู้ถือหุ้นของบริษัทเท่านั้น การมีแค่กระดาษสัญญาซื้อขายที่เซ็นกันเองในเดือนมกราคม ไม่ได้แปลว่าการโอนกรรมสิทธิ์เสร็จสิ้น
กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ ต้องกล้าพอที่จะเจาะทะลุเกราะกำบังนี้ โดยไปดึงเอกสารทะเบียนผู้ถือหุ้นจากบีวีไอมากางดูว่า วันที่โอนจริงและมีผลทางกฎหมายคือวันไหน หากพบว่ามีการเปลี่ยนแปลงรายชื่อหลังเข้ารับตำแหน่ง นั่นหมายถึงการปกปิดและจงใจแจ้งบัญชีทรัพย์สินเป็นเท็จต่อ ป.ป.ช. อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
การที่ นายไท่หยาง ซาง และ นางสาวสุชาดา ชิงเดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวน ดีเอสไอ ก่อนเวลานัดหมาย อาจเป็นเพียงความพยายามในการช่วงชิงพื้นที่สื่อเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ แต่สำหรับ พลตำรวจโท รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และ ดีเอสไอ งานนี้ไม่ใช่การทำคดีแบบลูบหน้าปะจมูก สังคมกำลังจับจ้องอย่างตาไม่กะพริบว่า กระบวนการยุติธรรมไทยจะถูกใช้เป็นเครื่องฟอกขาวให้กับทุนการเมืองที่พัวพันกับเครือข่ายสแกมเมอร์และพนันออนไลน์ข้ามชาติหรือไม่
ถึงเวลาแล้วที่หน่วยงานรัฐ ทั้ง ดีเอสไอ ป.ป.ช. และ ปปง. ต้องเลิกเกรงใจสถานะทางการเมือง เลิกตีกรรเชียงซื้อเวลา แล้วบูรณาการตรวจสอบเส้นทางเงินอย่างถึงลูกถึงคน หมดเวลาของการอ้อมค้อม เพราะในยุคที่เศรษฐกิจไทยบอบช้ำ ประชาชนไม่ยอมรับการเติบโตบนเส้นทางสีเทาอีกต่อไป ความจริงต้องตรงไปตรงมา และกระบวนการยุติธรรมต้องไม่เป็นเพียงเสือกระดาษที่ปล่อยให้กลุ่มทุนใหญ่ที่มีรอยด่างพร้อย ลอยนวลผ่านช่องโหว่ทางกฎหมายไปได้อย่างหน้าตาเฉย!


