xs
xsm
sm
md
lg

ก.ล.ต. ปลดล็อก "กองทุนคริปโตอีทีเอฟ" ให้รายย่อยซื้อขายบิทคอยน์-อีเธอเรียมด้วยเงินบาท

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



นับเป็นจุดเปลี่ยนเชิงยุทธศาสตร์ครั้งประวัติศาสตร์ของตลาดการเงินไทย เมื่อสำนักงาน ก.ล.ต. สั่งบังคับใช้กฎหมายรวดเดียว 11 ฉบับ เปิดทางสว่างให้นักลงทุนรายย่อยซื้อขายกองทุนรวม คริปโต อีทีเอฟ ด้วยเงินบาทผ่านสถาบันการเงินที่คุ้นเคย นำร่องสองสินทรัพย์ดิจิทัลทรงอิทธิพล บิทคอยน์ และอีเธอเรียม ทว่าเบื้องหลังการเปิดประตูดังกล่าวกลับวางค่ายกลคุมเข้มความเสี่ยงอย่างเบ็ดเสร็จ ทั้งการสั่งห้ามบริษัทหลักทรัพย์ปล่อยกู้มาร์จินเพื่อตัดวงจรการเก็งกำไรเกินตัว พร้อมขึงสัญญะปกป้องตลาดทุนในประเทศด้วยการสั่งเบรกไม่ให้นำเงินรายย่อยออกไปช้อนซื้อกองทุนในต่างแดน บีบให้เม็ดเงินทุกบาทต้องหมุนเวียนสร้างระบบนิเวศบนแผ่นดินไทย ท่ามกลางคำถามสำคัญว่า การขยับหมากตานี้คือยาวิเศษที่จะช่วยชุบชีวิตตลาดหุ้นไทยให้ฟื้นคืนชีพ หรือกำลังดึงพอร์ตรายย่อยไปผูกติดกับพายุความผันผวนลูกใหม่ภายใต้กติกาที่รัฐควบคุม

การเคลื่อนไหวครั้งล่าสุดของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือ ก.ล.ต. ภายใต้การนำประกาศกฎหมายและหลักเกณฑ์กำกับดูแลรวดเดียว 11 ฉบับมาบังคับใช้อย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2569 ถือเป็นหมุดหมายที่ต้องจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ตลาดทุนไทย เพราะนี่ไม่ใช่เพียงแค่การอนุมัติผลิตภัณฑ์ทางการเงินใหม่ธรรมดา แต่คือการตัดสินใจผ่าโครงสร้างเชื่อมต่อระหว่างโลกการเงินดั้งเดิม กับโลกสินทรัพย์ดิจิทัลเข้าด้วยกันอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อรองรับการจัดตั้งและซื้อขายกองทุนรวม คริปโต อีทีเอฟ บนกระดานตลาดทุนไทยเป็นครั้งแรก

หัวใจสำคัญของการปลดล็อกในครั้งนี้ คือการทลายกำแพงความยุ่งยากทางเทคโนโลยีที่เป็นอุปสรรคต่อผู้ลงทุนทั่วไป ก.ล.ต. อนุญาตให้นักลงทุนรายย่อยสามารถเข้าถึงสินทรัพย์ดิจิทัลได้ผ่านกลไกตลาดทุนที่คุ้นเคย โดยใช้สกุล เงินบาท ซื้อขายผ่านบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน หรือ บลจ. และบริษัทหลักทรัพย์ หรือ บล. ได้โดยตรง นักลงทุนไม่จำเป็นต้องแบกรับความเสี่ยงจากการเปิดกระเป๋าเงินดิจิทัลส่วนตัว ไม่ต้องเผชิญความกังวลเรื่องการทำรหัสผ่านสูญหาย หรือความเสี่ยงจากการถูกโจรกรรมข้อมูลทางไซเบอร์บนแพลตฟอร์มต่างแดนที่อยู่นอกเหนือกฎหมายไทย

หากเจาะลึกโครงสร้างกฎเกณฑ์ทั้ง 11 ฉบับ จะพบว่า ก.ล.ต. วางพิมพ์เขียวไว้อย่างประณีตและรัดกุม โดยกำหนดให้กองทุน คริปโต อีทีเอฟ ต้องปฏิบัติตามกฎเกณฑ์กองทุนรวมทั่วไปควบคู่กับเกณฑ์เฉพาะของสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างเคร่งครัด ทั้งยังบังคับให้ใช้รูปแบบการบริหารจัดการแบบเชิงรับ หรือ แพสซีฟ เมเนจเมนต์ ที่มุ่งเน้นสร้างผลตอบแทนให้สะท้อนความเคลื่อนไหวของราคาสินทรัพย์ที่อ้างอิงเป็นหลัก โดยกำหนดสัดส่วนการลงทุนสุทธิเฉลี่ยในรอบปีบัญชีต้องไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ หรือ เอ็นเอวี

ในระยะเริ่มต้น ก.ล.ต. ขีดวงจำกัดให้ลงทุนได้เฉพาะ บิทคอยน์ และอีเธอเรียม เท่านั้น การเลือกสองเหรียญนี้สะท้อนมุมมองที่สุขุมของหน่วยงานกำกับดูแล เพราะทั้ง บิทคอยน์ และอีเธอเรียม คือสองเสาหลักที่มีมูลค่าตลาดสูงที่สุดในโลก มีสภาพคล่องหมุนเวียนมหาศาล และผ่านการพิสูจน์ความปลอดภัยของเครือข่ายบล็อกเชนมาอย่างยาวนานจนเป็นที่ยอมรับของสถาบันการเงินชั้นนำระดับสากล การปิดประตูไม่ให้เหรียญขนาดเล็กที่มีพฤติกรรมเก็งกำไรสูงเข้ามาเจือปน จึงเป็นเกราะป้องกันชั้นแรกที่ช่วยสกัดความเสียหายต่อผู้ลงทุนรายย่อย

อย่างไรก็ดี ปราการด่านสำคัญที่สุดที่สะท้อนถึงความเด็ดขาดของ ก.ล.ต. คือ การสั่งห้ามบริษัทหลักทรัพย์ให้บริการกู้ยืมเงินเพื่อซื้อ คริปโต อีทีเอฟ หรือการห้ามใช้บัญชีมาร์จินโดยเด็ดขาด นี่คือยาแรงที่สกัดกั้นการก่อหนี้เพื่อมาเก็งกำไรในสินทรัพย์ที่มีความผันผวนรุนแรง ก.ล.ต. ตระหนักดีว่าหากปล่อยให้เกิดการกู้ยืมเงินมาซื้อกองทุนเหล่านี้ ในยามที่ราคา บิทคอยน์ หรืออีเธอเรียม ทรุดฮวบลงอย่างรวดเร็ว ย่อมนำไปสู่การถูกบังคับขายทอดตลาดเป็นลูกโซ่ ซึ่งนอกจากจะทำลายความมั่งคั่งของประชาชนแล้ว ยังอาจลุกลามกลายเป็นหนี้เสียที่กระทบต่อเสถียรภาพทางการเงินของโบรกเกอร์และระบบเศรษฐกิจในภาพรวม

อีกหนึ่งหมากเกมที่สะท้อน ยุทธศาสตร์ชาตินิยมทางเศรษฐกิจ ได้อย่างคมคาย คือการควบคุมผลิตภัณฑ์ทางเลือกและการลงทุนในต่างประเทศอย่างเบ็ดเสร็จ ก.ล.ต. ประกาศชัดเจนว่าในระยะแรกจะยังไม่อนุญาตให้ออกกองทุนที่ไปอ้างอิง คริปโต อีทีเอฟ ในต่างประเทศ และที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้นคือ ยังไม่อนุญาตให้บริษัทหลักทรัพย์พานักลงทุนรายย่อยออกไปลงทุนใน คริปโต อีทีเอฟ ของต่างแดน

การขึงเส้นกั้นเม็ดเงินดังกล่าว มีนัยลึกซึ้งในการ ปกป้องและสร้างระบบนิเวศตลาดทุนไทย เพราะที่ผ่านมา เม็ดเงินลงทุนของคนไทยไหลออกไปแสวงหาผลตอบแทนในตลาดหุ้นและสินทรัพย์ดิจิทัลต่างประเทศเป็นจำนวนมหาศาล การกักเก็บสภาพคล่องและจำกัดการลงทุนให้อยู่ภายในประเทศเช่นนี้ จะบีบให้กระแสเงินลงทุนทุกบาทหมุนเวียนอยู่กับสถาบันการเงินไทย สนับสนุนให้เกิดการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานภายในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างรายได้ค่าธรรมเนียมให้แก่ บลจ. และ บล. ไทย รวมถึงการเปิดทางให้ผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลที่มีความพร้อม สามารถยื่นขอขึ้นทะเบียนเป็น ผู้ดูแลผลประโยชน์ คริปโต อีทีเอฟ ตามมาตรา 121 แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 เพื่อทำหน้าที่เก็บรักษาทรัพย์สินดิจิทัลภายใต้การกำกับดูแลของรัฐอย่างถูกต้อง

นางสาวจอมขวัญ คงสกุล รองเลขาธิการ ก.ล.ต. ระบุถึงประเด็นนี้ไว้อย่างน่าสนใจว่า แม้หน่วยงานจะเปิดกว้างให้ประชาชนเข้าถึงสินทรัพย์ประเภทนี้ได้สะดวกขึ้นด้วยเงินบาท แต่ก็ไม่ได้ละเลยมิติด้านการคุ้มครองผู้ลงทุน โดยมีการวางระบบประเมินความเหมาะสมในการลงทุน และระบบแจ้งเตือนความเสี่ยงอย่างรอบด้าน พร้อมทั้งส่งสัญญาณอย่างชัดเจนว่า ตลาดทุนไทยพร้อมต้อนรับกองทุน คริปโต อีทีเอฟ กองแรกที่จะเกิดขึ้นภายในช่วงปลายปี พ.ศ. 2569 นี้

ในมุมมองเชิงเศรษฐศาสตร์และการลงทุน การเปิดตัว คริปโต อีทีเอฟ สัญชาติไทยในจังหวะนี้ เปรียบเสมือนการส่งออกซิเจนเข้าสู่ระบบนิเวศตลาดทุนไทยที่กำลังเผชิญภาวะซบเซา ปริมาณการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่หดตัวลงอย่างต่อเนื่อง และพฤติกรรมของนักลงทุนคนรุ่นใหม่ที่หันหลังให้หุ้นไทยแล้วเทเงินไปสู่ตลาดคริปโตนอกระบบ การดึงเอาสินทรัพย์ทางเลือกยอดนิยมอย่างบิทคอยน์ เข้ามาบรรจุอยู่ในตะกร้าการลงทุนที่ถูกต้องตามกฎหมาย จะทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมดึงดูดผู้ลงทุนรุ่นใหม่ให้กลับเข้ามาเปิดบัญชีกับสถาบันการเงินในประเทศ

อย่างไรก็ตามเหรียญย่อมมีสองด้านเสมอ แม้โครงสร้างกฎหมายจะรัดกุมเพียงใด แต่ความท้าทายที่แท้จริงจะตกไปอยู่กับฝีมือของ บลจ. และผู้ดูแลสภาพคล่องในตลาด ในการบริหารจัดการให้กองทุนมีค่าความคลาดเคลื่อนในการเคลื่อนไหวตามราคาสินทรัพย์อ้างอิงให้น้อยที่สุด รวมถึงการรับมือกับปัญหาสภาพคล่องในช่วงที่ตลาดการเงินโลกเผชิญความตื่นตระหนก

ทั้งนี้ประกาศใช้กฎเกณฑ์ 11 ฉบับของ ก.ล.ต. ในครั้งนี้ จึงไม่ใช่แค่ชัยชนะของกลุ่มผู้คลั่งไคล้สินทรัพย์ดิจิทัล แต่คือการปรับตัวเชิงโครงสร้างของตลาดทุนไทยเพื่อความอยู่รอดในยุคดิจิทัลดิสรัปชัน เป็นการประนีประนอมระหว่าง นวัตกรรมทางการเงิน กับ การบริหารความเสี่ยงเชิงระบบ ที่น่าจับตาอย่างยิ่งว่า กองทุนประวัติศาสตร์ที่จะเปิดตัวช่วงปลายปี พ.ศ. 2569 นี้ จะสามารถจุดประกายความเชื่อมั่นและสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจให้แก่ประเทศได้จริงหรือไม่ หรือจะเป็นเพียงอีกหนึ่งสนามเก็งกำไรที่เปลี่ยนฉากทัศน์จากโลกใต้ดินขึ้นมาอยู่บนกระดานทางการเท่านั้น