" ดร.สุทธิพันธ์ จิราธิวัฒน์" เผยไทยยังได้ประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงห่วงโซ่อุปทานโลกไม่เต็มที่ เพราะข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง ชี้การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง ส่งผลให้แผนปฏิรูปเศรษฐกิจดำเนินการไม่ต่อเนื่อง กระทบต่อการสร้างผลผลิตและความสามารถในการแข่งขัน
เวที Thailand Special Seminar: Bangkok 1991–2026: Thailand’s Path to Resilient, Inclusive Growth ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เพื่อย้อนบทเรียนเศรษฐกิจไทยตลอด 35 ปี และหารือแนวทางสร้างการเติบโตรอบใหม่ โดยมีผู้ร่วมเสวนาจากรัฐบาล ธนาคารแห่งประเทศไทย ภาคธุรกิจ นักเศรษฐศาสตร์ และ IMF
ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.สุทธิพันธ์ จิราธิวัฒน์ ประธานกรรมการกลุ่มเซ็นทรัล กล่าวว่า บทเรียนสำคัญของประเทศไทยมี 3 ประการ ได้แก่ การบูรณาการกับเศรษฐกิจโลก ความสามารถในการปรับตัวและการยกระดับศักยภาพเชิงสถาบัน
โดยอาเซียนเป็นตัวอย่างของภูมิภาคที่ใช้ความร่วมมือด้านการค้า การลงทุนและนวัตกรรมเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจ แม้โลกกำลังเผชิญความแตกแยกและความผันผวน โดยอ้างข้อมูลการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศในอาเซียนประมาณ 243,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐหรือประมาณ 15% ของการลงทุนทั่วโลก
อย่างไรก็ตาม ไทยยังได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงห่วงโซ่อุปทานโลกไม่เต็มที่ เนื่องจากข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง ขณะที่มาเลเซีย สิงคโปร์ และเวียดนามสามารถคว้าโอกาสการลงทุนใหม่ได้รวดเร็วกว่า
สำหรับการปรับตัวทางเศรษฐกิจ ไทยไม่สามารถพึ่งพาการผลิตสินค้าแบบเดิมได้อีกต่อไป แต่ต้องเพิ่มมูลค่าให้ทั้งภาคอุตสาหกรรมและบริการ โดยเฉพาะการเปลี่ยนผ่านฐานการผลิตยานยนต์จากเครื่องยนต์สันดาปภายในสู่รถยนต์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่ ตลอดจนการพัฒนาอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ซอฟต์แวร์ AI และดิจิทัล พร้อมเตรียมแรงงานและผู้ประกอบการรุ่นใหม่ให้เข้าถึงเทคโนโลยี เงินทุน และตลาดขนาดใหญ่ขึ้น ขณะที่การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวยังเป็นโอกาสสร้างงาน โดยอ้างการศึกษาของธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) ที่ประเมินศักยภาพการสร้างงานในภูมิภาคได้ถึง 30 ล้านตำแหน่งภายในปี 2573
ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.สุทธิพันธ์ ย้ำว่าโอกาสเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อประเทศมีสถาบันที่เข้มแข็ง ธรรมาภิบาลที่ดี และความต่อเนื่องของนโยบาย โดยปัญหาสำคัญของไทยคือความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง ส่งผลให้แผนปฏิรูปเศรษฐกิจจำนวนมากไม่สามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง แม้จะมีแนวทางพัฒนาที่ดี แต่หากขาดความต่อเนื่องเชิงนโยบาย ก็ยากที่จะสร้างผลผลิตและความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืน


