บล.เอเซียพลัส ระบุว่า วานนี้ ตลาดหุ้นโลกเผชิญแรงกดดันหลายประเด็น เริ่มจาก อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (บอนด์ยีลด์) อายุ 30 ปี พุ่งขึ้นแตะระดับ 5.7% ทำจุดสูงสุดในรอบ 24 ปี รวมถึงราคาน้ำมันดิบ BRENT ดีดตัวขึ้นแตะ 101.2 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังสงครามตะวันออกกลางยังคง ยืดเยื้อและไม่แน่นอน ซึ่งในเดือนนี้มีการโจมตีเรืออย่างน้อย 9 ครั้ง ราวครึ่งหนึ่งของทั้งเดือน ก.ย. และ IRGC ขู่ปิด เส้นทางผิดกฎหมาย อีกทั้งยังมีกระแสข่าว ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อาจสั่งโจมตีอิหร่านก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ
นอกจากนี้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ยังคงส่งสัญญาณ HAWKISH โดยรายงานการประชุม FOMC MEETING MINUTES รอบเดือน ก.ย. มีมติเอกฉันท์ 12-0 ปรับขึ้นดอกเบี้ย 0.25% สู่กรอบ 3.75%-4.00% พร้อมกับคาดว่าจะปรับขึ้นดอกเบี้ย อีก 1 ครั้งก่อนสิ้นปี เพื่อสกัดเงินเฟ้อที่อยู่สูงกว่าเป้าหมายมานานกว่า 5 ปี ซึ่งจุดยืนหลักของ FED ยังคงเป็น HIGHER FOR LONGER อย่างไรก็ดี ตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯ ที่จะประกาศในวันที่ 14 ต.ค. นี้ อาจเปลี่ยนมุมมอง ของตลาดได้
ขณะที่ความกังวล YIELD SHOCK ที่อาจส่งผ่านไปยังต้นทุนทางการเงินมีแนวโน้มสูงขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงต่อ คุณภาพสินทรัพย์ โดยเฉพาะ NPL และ CREDIT COST ทำให้หุ้นกลุ่มธนาคารยุโรปที่ค่อนข้าง SENSITIVE ถูก ขายหนัก ล่าสุดดัชนี STOXX EUROPE 600 BANKS (SX7P) ปรับตัวลดลง 3.3% โดยมีแรงกดดันจากธนาคารขนาดใหญ่ หลายแห่ง อาทิ SOCIETE GENERALE -5.0%, DEUTSCHE BANK -4.7%, ABN AMRO -4.4% และ UNICREDIT -4.2%
*คัดหุ้น 7 อุตสาหกรรมกองหน้า รับ IMFWORLD BANK
ไทยเตรียมเป็นเจ้าภาพ IMFWORLD BANK ANNUAL MEETINGS ระหว่างวันที่ 1218 ต.ค. ซึ่งถือเป็นเวที สำคัญในการนำเสนอศักยภาพและทิศทางการยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยต่อผู้กำหนดนโยบาย สถาบัน การเงิน และนักลงทุนทั่วโลก โดยมี 7 อุตสาหกรรมกองหน้า เป็นตัวแทนของ NEW GROWTH ENGINE ได้แก่ อาหาร CBG/CPF/ITC, ยานยนต์สมัยใหม่ AH/MGC/KGEN, ค้าปลีก CPALL/CRC, SMART ELECTRONICS & DIGITAL DELTA/GULF, MEDICAL & WELLNESS BH/BDMS, TOURISM AOT/CENTEL/BEM และ CREATIVE ECONOMY PLANB/BEC ซึ่งล้วนเป็นกลุ่มที่ไทยมีฐานธุรกิจเดิมแข็งแรง และสามารถต่อยอดไปสู่กิจกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น
ประเด็นสำคัญไม่เพียงสร้างภาพลักษณ์ระยะสั้น แต่เป็นโอกาสโชว์จุดเด่นของไทย FDI, TECHNOLOGY TRANSFER และพันธมิตรธุรกิจใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มที่เชื่อมต่อกับ GLOBAL SUPPLY CHAIN ได้โดยตรง เช่น SMART ELECTRONICS, DATA CENTER, EV SUPPLY CHAIN, FOOD PROCESSING รวมถึงภาคบริการที่ไทยมีจุดแข็งอยู่แล้วอย่าง MEDICAL & WELLNESS และ TOURISM หากสามารถต่อ ยอดจากการเป็นฐานการผลิตหรือปลายทางท่องเที่ยว ไปสู่การเป็น REGIONAL HUB ที่สร้างมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น จะช่วยเพิ่มทั้งศักยะภาพในการทำกำไรระยะกลาง-ยาว และ VALUATION ของหุ้นที่อยู่ใน ECOSYSTEM ดังกล่าว
งาน IMFWORLD BANK ไม่ใช่เพียง EVENT เชิงภาพลักษณ์ แต่เป็นเวทีผลักดัน 7 อุตสาหกรรมกองหน้าให้ เชื่อมกับเงินทุน เทคโนโลยี และ GLOBAL SUPPLY CHAIN ได้ชัดเจนขึ้น
*ต่างชาติขายหุ้นไทยต่อเนื่อง 11 วันทำการ แต่ยังทยอยสะสมอยู่บางตัว
ในจังหวะที่นักลงทุนต่างชาติยังลดน้ำหนักหุ้นเอเชียหลายตลาด โดยเฉพาะเกาหลีใต้ อินเดีย อินโดนีเซีย และ ไต้หวัน แต่วานนี้ FUND FLOW ไทยเริ่มเห็นสัญญาณบวกพร้อมกันทั้ง 2 ตลาด หลังจากขายมาหนัก โดย ต่างชาติซื้อสุทธิหุ้นไทย +1.72 พันล้านบาท และซื้อสุทธิตราสารหนี้ไทย +6.26 พันล้านบาท รวมเงินไหลเข้าสุทธิ ราว +7.98 พันล้านบาทในวันเดียว
ประเด็น IMFWORLD BANK ANNUAL MEETINGS 1218 ต.ค. หรือเปรียบเสมือน โอลิมปิกการเงิน ที่ดึง ทั้งผู้กำหนดนโยบาย สถาบันการเงิน และนักลงทุนทั่วโลกเข้าสู่ไทย จึงมีโอกาสช่วยเพิ่ม VISIBILITY และ ภาพลักษณ์ของตลาดทุนไทย รวมถึงอย่างน้อยช่วย ชะลอ MOMENTUM การขายของต่างชาติ หลังเดือน ต.ค. ถึงปัจจุบันต่างชาติยังขายหุ้นไทยสุทธิราว -7.44 พันล้านบาท แต่ฝั่งตราสารหนี้เดือน ต.ค. กลับมาเป็น NET BUY +5.80 พันล้านบาท สะท้อนว่ากระแสเงินต่างชาติเริ่มมีสัญญาณเลือกกลับเข้าหาสินทรัพย์ไทยบางส่วน
ในเชิงกลยุทธ์ ช่วง 22 ก.ย.6 ต.ค. พบหุ้นที่ต่างชาติทยอยสะสมทั้งทางตรงและผ่าน NVDR เด่น 10 ตัว ได้แก่ CPF, SCB, SAWAD, BH, BDMS, PTTGC, PTT, TOP, IRPC และ IVL โดยแบ่งได้เป็น 3 THEME คือ LAGGARD, HIGH SEASON และพลังงานปิโตรเคมี ขณะที่ภาพ RRG ของหุ้นส่วนใหญ่อยู่ในโซน IMPROVINGLEADING หรือมี RS-MOMENTUM แข็งแรง สะท้อนว่าแรงซื้อของต่างชาติเริ่มสอดคล้องกับ MOMENTUM ของราคาหุ้น ไม่ได้เป็นเพียงการซื้อหุ้นราคาถูกอย่างเดียว
ส่วน TOPPICKS หุ้นไทย 3 ตัววันนี้ เลือก
BEM : มีโอกาสได้สัญญาเดินรถไฟฟ้าม่วงใต้ พร้อมลุ้นกำไรทำจุดสูงสุดของปีในไตรมาส 3
SCC : ได้ผลบวกจากการรวมธุรกิจโอเลฟินส์กับ PTTGC แต่ราคาหุ้นยัง LAGGARD
ITC : ได้ประโยชน์จากธีมค่าเงินบาทอ่อนค่า และลุ้นดีล M&A กับบริษัทในจีน-สหรัฐฯ ที่คาดสรุป 69 เปิด UPSIDE เพิ่ม


