จับตาทิศทางปฏิรูปโครงสร้างภาษีไทย หลังรัฐบาลวางยุทธศาสตร์เพิ่มประสิทธิภาพจัดเก็บรายได้ ขยายฐานภาษี และทบทวนสิทธิยกเว้นต่าง ๆ เพื่อสร้างความยั่งยืนทางการคลัง ขณะที่การทบทวนภาษีเดินทางออกนอกประเทศสะท้อนความพยายามปรับระบบจัดเก็บรายได้ ท่ามกลางโจทย์ขาดดุลงบประมาณและความจำเป็นในการรักษาวินัยการคลัง
ทิศทางนโยบายการคลังของรัฐบาลกำลังเป็นประเด็นที่ต้องจับตา โดยเฉพาะความเคลื่อนไหวในการทบทวนโครงสร้างภาษีและการขยายฐานจัดเก็บรายได้ หลังเอกสารแผนการคลังระยะปานกลาง ปีงบประมาณ 2570–2573 วางแนวทางเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ ขยายฐานภาษี และปรับปรุงโครงสร้างรายได้ของรัฐบาล เพื่อสนับสนุนความยั่งยืนทางการคลังในระยะยาว
ประเด็นดังกล่าวมีความสำคัญท่ามกลางภาระรายจ่ายภาครัฐและข้อจำกัดทางการคลัง โดยปีงบประมาณ 2570 รัฐบาลตั้งเป้าจัดเก็บรายได้สุทธิ 3 ล้านล้านบาท ขณะที่วางกรอบงบประมาณขาดดุล 788,000 ล้านบาท ทำให้การเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษีและการขยายฐานรายได้เป็นหนึ่งในโจทย์สำคัญของการบริหารการคลัง
จับตาภาษีเดินทางออกนอกประเทศ ขยายกลุ่มผู้เสียภาษี
หนึ่งในความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจคือ การเปิดรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับร่างกฎหมายภาษีการเดินทางออกนอกราชอาณาจักรของกรมสรรพากร ระหว่างวันที่ 30 กันยายน ถึง 29 ตุลาคม 2569
สาระสำคัญอยู่ที่แนวทางปรับขอบเขตผู้มีหน้าที่เสียภาษีให้ครอบคลุมผู้เดินทางออกนอกประเทศทุกสัญชาติ จากกฎหมายเดิมที่กำหนดกลุ่มผู้มีหน้าที่เสียภาษีไว้เฉพาะคนไทยและคนต่างชาติที่มีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทย
สำหรับอัตราภาษีตามแนวทางที่เสนอ กำหนดจัดเก็บผู้เดินทางออกนอกราชอาณาจักรทางอากาศ 1,000 บาทต่อคนต่อครั้ง และหากมีการแก้ไขกฎหมายตามแนวทางนี้ ผู้ที่อาจเข้าข่ายเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนคือนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมาเที่ยวประเทศไทยชั่วคราว แล้วเดินทางออกนอกประเทศ ความเคลื่อนไหวดังกล่าวจึงเป็นอีกกรณีที่สะท้อนแนวคิดการขยายฐานจัดเก็บภาษี
อีกประเด็นที่ต้องติดตามคือ อัตราภาษีและวิธีจัดเก็บที่จะกำหนดในท้ายที่สุด รวมถึงผลกระทบต่อผู้เดินทางและธุรกิจท่องเที่ยว หากมีการนำมาตรการมาใช้จริง
ภาษีสินค้านำเข้าออนไลน์ ขยายฐานจัดเก็บจากสินค้ามูลค่าต่ำ
อีกด้านหนึ่ง รัฐบาลได้เดินหน้าปรับระบบจัดเก็บภาษีสินค้านำเข้ามูลค่าต่ำ โดยยกเลิกการยกเว้นอากรขาเข้าสำหรับสินค้าที่เคยได้รับสิทธิจากเกณฑ์มูลค่าต่ำ เริ่มดำเนินการในปี 2569
มาตรการนี้มีเป้าหมายให้สินค้านำเข้าเข้าสู่ระบบภาษีอย่างครอบคลุมมากขึ้น พร้อมลดความแตกต่างด้านภาระภาษีระหว่างสินค้านำเข้าและสินค้าที่จำหน่ายภายในประเทศ
แม้จะเป็นมาตรการที่เริ่มดำเนินการแล้ว ไม่ใช่ภาษีใหม่ที่กำลังรอประกาศ แต่ถือเป็นตัวอย่างของการขยายฐานจัดเก็บรายได้โดยปรับเงื่อนไขยกเว้นภาษีเดิม
VAT ยังอยู่ที่ 7% แต่โจทย์โครงสร้างรายได้ยังต้องติดตาม
สำหรับภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ VAT รัฐบาลยังคงอัตราจัดเก็บที่ 7% ไปจนถึงวันที่ 30 กันยายน 2570 จึงยังไม่สามารถสรุปได้ว่าจะมีการปรับขึ้นอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มในระยะสั้น
อย่างไรก็ตาม การทบทวนโครงสร้างรายได้ภาครัฐยังมีประเด็นอื่นที่ต้องติดตาม โดยเฉพาะการปรับปรุงสิทธิยกเว้นและสิทธิลดหย่อนภาษี ซึ่งอาจช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้โดยไม่จำเป็นต้องปรับขึ้นอัตราภาษีหลัก
ภาพรวมความเคลื่อนไหวด้านภาษีสะท้อนว่า การบริหารรายได้ของรัฐบาลไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการปรับขึ้นอัตราภาษี แต่ยังมีแนวทางขยายฐานผู้เสียภาษี ปรับเงื่อนไขการยกเว้น และจัดระบบภาษีให้ครอบคลุมกิจกรรมทางเศรษฐกิจมากขึ้น
ประเด็นสำคัญที่ต้องจับตาต่อจากนี้จึงอยู่ที่ว่า การปฏิรูปโครงสร้างรายได้ตามแผนการคลังระยะปานกลางจะนำไปสู่มาตรการภาษีเพิ่มเติมในรูปแบบใด และรัฐบาลจะสร้างสมดุลระหว่างการเพิ่มรายได้เข้ารัฐกับการดูแลต้นทุนของประชาชนและภาคธุรกิจได้อย่างไร ท่ามกลางความจำเป็นในการลดความเสี่ยงทางการคลังระยะยาว


