กกร. ปรับเพิ่มกรอบเศรษฐกิจไทยปี 2569 โต 2.1–2.5% พร้อมขยับคาดการณ์ส่งออกเป็น 12–16% ขณะที่เงินเฟ้ออยู่ที่ 2.5–3.0% จับตาราคาน้ำมันดิบเบรนท์แตะ 102 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล บอนด์ยิลด์สหรัฐ 30 ปีแตะ 5% และภัยธรรมชาติที่กำลังกลายเป็นความเสี่ยงเชิงโครงสร้างต่อเศรษฐกิจไทย เตรียมทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี เสนอเร่งวางระบบรับมือน้ำท่วมและดึงภาคเอกชนร่วมบริหารจัดการน้ำ
คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เปิดเผยการประเมินเศรษฐกิจไทยปี 2569 ระบุว่า เศรษฐกิจมีแนวโน้มขยายตัว 2.1–2.5% ปรับเพิ่มจากกรอบประมาณการเดิมที่ 1.6–2.0% ขณะที่การส่งออกคาดว่าจะขยายตัว 12–16% จากเดิม 8–10% ส่วนอัตราเงินเฟ้อยังคงประมาณการไว้ที่ 2.5–3.0%
ทั้งนี้ภาครัฐและภาคเอกชนมีทิศทางสอดคล้องกันในการยกระดับเศรษฐกิจไทย โดยแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 ตั้งเป้าให้เศรษฐกิจเติบโตไม่ต่ำกว่า 3% ต่อปี และ GDP ในอุตสาหกรรมเป้าหมายขยายตัว 5.5% สอดรับกับ 7 กลุ่มธุรกิจภายใต้ Reinvent Thailand และข้อเสนอของธนาคารโลก
นอกจากนี้ กกร. ยังพร้อมร่วมขับเคลื่อนผ่านกลไก กรอ. ใน 3 ระยะ ได้แก่ “Stabilize Today” แก้ปัญหาเร่งด่วนและปลดล็อกอุปสรรค “Transition Now” เร่งการปรับตัวสู่เทคโนโลยีและมาตรฐานใหม่ และ “Invest for Tomorrow” ลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ทักษะ และโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อสร้างการเติบโตที่แข็งแกร่งและยั่งยืน
ขณะที่ การประชุม IMF–World Bank Group Annual Meetings 2026 ระหว่างวันที่ 12–18 ตุลาคม 2569 ซึ่งจะมีผู้นำ ผู้กำหนดนโยบาย และผู้บริหารจากทั่วโลกกว่า 15,000 คนเข้าร่วม โดย กกร. มองว่าเป็นจังหวะสำคัญในการนำเสนอศักยภาพและทิศทางใหม่ของไทย สร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุน และเปิดโอกาสให้ธุรกิจไทยเชื่อมโยงกับตลาดและเครือข่ายระดับโลก ก่อนที่ไทยจะก้าวสู่บทบาทประธานอาเซียนในปี 2028
จับตาน้ำมัน 102 ดอลลาร์–บอนด์ยิลด์สหรัฐแตะ 5%
สำหรับปัจจัยเสี่ยงของเศรษฐกิจไทย กกร. ระบุว่า ราคาน้ำมันดิบยังปรับตัวสูงขึ้น แม้ Supply จากตะวันออกกลางจะกลับมาใกล้เคียงระดับก่อนความขัดแย้ง สะท้อนความเปราะบางในตะวันออกกลางและระดับน้ำมันสำรองที่อยู่ในระดับต่ำ โดยราคาน้ำมันดิบเบรนท์เพิ่มขึ้นจาก 95 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในเดือนกันยายน มาอยู่ที่ 102 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ขณะเดียวกัน ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 30 ปีแตะระดับ 5% สูงสุดในรอบ 20 ปี จากความกังวลต่อฐานะการคลังสหรัฐฯ และการเร่งระดมทุนของกลุ่ม Hyperscaler ส่งผลให้ผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวของหลายประเทศ รวมถึงไทยในเดือนกันยายนปรับเพิ่มขึ้น กระทบต่อต้นทุนการกู้ยืมของภาคเอกชน และเพิ่มความเสี่ยงที่เงินบาทจะอ่อนค่า
กกร. ชี้น้ำท่วม-ภัยธรรมชาติกลายเป็นความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง
นอกจากนี้ กกร. ยังประเมินว่า ภัยธรรมชาติกำลังกลายเป็นความเสี่ยงเชิงโครงสร้างต่อเศรษฐกิจไทย โดยที่ผ่านมา ภาครัฐต้องใช้งบประมาณเฉลี่ย 5–6 หมื่นล้านบาทต่อปี เพื่อเยียวยาความเสียหายจากภัยธรรมชาติ
สำหรับสถานการณ์น้ำท่วมในปัจจุบัน ส่งผลกระทบต่อประชาชน ภาคธุรกิจโดยเฉพาะ SME ภาคเกษตร การผลิตภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์และ Supply Chain ในภาคกลางและภาคตะวันออก รวมถึงภาคการท่องเที่ยว ตลอดจนสร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินของภาคธุรกิจและประชาชน ซึ่งขณะนี้ยังไม่สามารถประเมินมูลค่าความเสียหายได้ อีกทั้งยังเพิ่มภาระหนี้สินและกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน
กกร. เห็นว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ โดยให้ความสำคัญกับการเตรียมความพร้อมล่วงหน้าและการบริหารความเสี่ยงเชิงรุก ควบคู่กับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยเฉพาะระบบเตือนภัยล่วงหน้า หรือ Early Warning ในระดับพื้นที่ รวมถึงยกระดับระบบบริหารจัดการน้ำตั้งแต่การกักเก็บ การส่งและระบายน้ำ การเตรียมพื้นที่รองรับน้ำหลาก ไปจนถึงการป้องกันพื้นที่เศรษฐกิจและนิคมอุตสาหกรรม
นอกจากนี้ ยังเสนอให้พัฒนากลไกประกันภัยพิบัติ เพื่อลดความสูญเสียทางเศรษฐกิจ รักษาความต่อเนื่องของภาคการผลิต ฟื้นฟูความเชื่อมั่นของนักลงทุน และเสริมความมั่นคงด้านน้ำของประเทศในระยะยาว
เร่งแก้ปัญหาขนส่งสินค้าทางอากาศสุวรรณภูมิ
กกร. ยังเรียกร้องให้เร่งแก้ไขปัญหาการขนส่งสินค้าทางอากาศ ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เนื่องจากการขนส่งสินค้าทางอากาศมีมูลค่าประมาณ 2.42 ล้านล้านบาท หรือราวหนึ่งในสามของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด แต่สุวรรณภูมิยังประสบปัญหาความแออัด ขณะที่อุทกภัยยิ่งส่งผลให้เที่ยวบินล่าช้าและถูกยกเลิก รวมถึงมีผู้โดยสารและสัมภาระตกค้างจำนวนมาก
ปัญหาการให้บริการที่ติดขัดอาจกระทบต่อความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์ของประเทศ โดยเฉพาะช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวปลายปีและช่วงที่ประเทศไทยเตรียมเป็นเจ้าภาพการประชุม IMF–World Bank Group Annual Meetings 2026 จึงเสนอให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งบูรณาการแก้ไขปัญหา เพื่อให้การเดินทางและการให้บริการกลับสู่ภาวะปกติโดยเร็ว
ขณะเดียวกัน กกร. เตรียมจัดทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี เพื่อผลักดันให้ภาครัฐเร่งพิจารณาแนวทางเตรียมความพร้อมรับมืออุทกภัย พร้อมเสนอให้ผู้แทนภาคเอกชนเข้าร่วมเป็นคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) และคณะอนุกรรมการด้านการบริหารจัดการน้ำทั้ง 3 คณะ เพื่อให้การกำหนดนโยบายและมาตรการสอดคล้องกับสถานการณ์และความต้องการของภาคธุรกิจ ภาคเกษตร และประชาชน
นอกจากนี้ กกร. มีมติจัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจ เพื่อประเมินผลกระทบจากอุทกภัยและจัดทำข้อเสนอแนวทางเตรียมความพร้อมและฟื้นฟู เพื่อจัดทำแผนบูรณาการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ พร้อมสนับสนุนการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบและเร่งฟื้นฟูกิจกรรมทางเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม


