xs
xsm
sm
md
lg

หุ้นOKJ พุ่ง เชื่อนักลงทุนเก็งกำไร คาดผลงานฟื้น

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์




ตลาดฯติด Cash Balance หุ้น "ปลูกผักเพราะรักแม่" เตือนนักลงทุน หวั่นเจ็บหนักเหมือนช่วงแรกที่ข้าเทรดในตลาด ด้่านโบรกฯ มอง OKJ ปรับการให้บริการรูปบบใหม่ในสาขาที่ขาดทุน ดึงลูกค้าเข้าถึงง่ายและราคาเดียวไม่มีบวกเพิ่ม เขื่อได้รับความถี่ในการบริการเพิ่ม ส่วนการทำสลัดบาร์เป็นการระบายผักออกอย่างต่อเนื่อง ทำให้ใหม่สดสะอาดสู่ผู้บริโภค หนุนให้มีรายได้เพิ่มฟื้นผลงาน ทำให้นักลงทุนเข้ามาเล่นเก็งกำไร เล็งปรับเป้าหมายราคาจากเดิม 3.70 บาท




ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ประกาศให้ บริษัท ปลูกผักเพราะรักแม่ จำกัด (มหาชน) หรือ OKJ เป็นหลักทรัพย์ที่เข้าข่ายมาตรการกำกับการซื้อขาย เนื่องจากมีระดับราคาและปริมาณการซื้อขายเปลี่ยนแปลงไปมากจากช่วงก่อนหน้า และอยู่ระหว่างบริษัทชี้แจงข้อมูล (Trading Alert List)และให้หุ้น OKJ เป็นหลักทรัพย์ที่เข้าข่ายมาตรการกำกับการซื้อขาย ระดับ 1 หรือห้ามคำนวณวงเงินซื้อขาย และ Cash Balance ระหว่างวันที่ 6 ต.ค. 2569 ถึง 26 ต.ค. 2569

ทั้งนี้ จากการติดตามหุ้นOKJ ช่วงที่ผ่านมาพบว่ามูลค่าการซื้อขายแต่ละวันไม่เกิน 3 ล้านบาท ซึ่งเมื่อ 30 ก.ย. ราคาปิดที่ 3.42 บาท เพิ่มขึ้น 0.08 บาท หรือ 2.40% มูลค่าซื้อขาย 5.58 ล้านบาท และวานนี้ ราคาหุ้นปิดที่ 3.94 บาท เพิ่มขึ้น 0.54 บาท หรือ 15.88% มูลค่าซื้อขายหนาแน่นถึง 167.31 ล้านบาท ทำให้ถูกมองว่าอาจมีนัยสำคัญ ซึ่งการที่ ตลท.ส่งสัญญาณเตือน เพป้องกันไม่ให้นักลงทุนเจ็บหนักเหมือนตอน OKJเข้าตลาดหุ้นใหม่ๆ ที่นักลงทุนแห่เก็งกำไร
อย่างไรก็ดี สำหรับวันนี้ OKJ ปิดที่ 3.72 บาท ลดลง 0.22 บาทหรือ 5.58% มูลค่าซื้อขาย 43.93 cf ล้านบาท

นายวิสุวัฒน์ สินสาฎก กรรมการผู้จัดการ และนักวิเคราะห์หลักทรัพย์์ บริษัทหลักทรัพย์โกเบล็ก การที่มีแรงซื้อของนักลงทุนเข้ามามาก จนทำให้ราคาและมูลค่าซื้อขายหนาแน่นจนผิดปกติ ส่วนหนึ่งเพราะนักลงทุนมองเห็นการเปลี่ยนแปลงของร้านอาหารของOKJ เพราะจากเดิมที่ทำเพียงอาหารเพื่อสุขภาพ ลักษณะจานใหญอีกทั้งราคาอาหารบวกค่าเซอร์วิสชาจถือว่าเป็นราคาพรีเมี่ยม แต่หลังปรับมาเป็นอาหารจานเล็กและราคาเข้าถีงง่าย รวมทั้ง Harvest Bar ที่ให้รับประทานแบบไม่อั้น ด้วยเมนูอาหารหลากหลายกับราคาเริ่มต้นเพียง 259 บาท ไม่มีบวกเพิ่ม ทำให้ได้รับการตอบรับจากลูกค้ามากขึ้นอย่างชัดเจน เพราะร้านอาหารเป็นอุตสาหกรรมที่ใกล้นักลงทุน สามารถสัมผัสและมองเห็นได้ ต่างจากอุตสาหกรรมอื่นที่ต้องเดินไปทางไปที่โรงงานเพื่อสัมผัสและทำความเข้าใจ

"การที่ราคาหุ้นขยับและวอลุ่มหนาแน่นขึ้นมาก เชื่อว่านักลงทุนมองเห็น แต่นักลงทุนก็มีหลายประเภท ทั้งลงทุนตามกระแสและลงทุนเพื่อเก็งกำไร ส่วนหนึ่งเพราะมองว่าOKJ หลังปรับร้านแบบใหม่คึกคักมาก ซึ่งร้านที่ปรับใหม่ อย่าง Grill & Ground เป็นสาขาที่ขาดทุน เน้นสเต็กและสลัดบาร์ที่ให้ทานได้แบบไม่อั้นได้รับการตอบรับดีมาก เพราะลูกค้าแน่น นี่อาจทำให้นักลงทุนสนใจและคาดหวังผลงานที่จะตามมา คงมองว่าผลงานไตรมาส 4 ของ OKJ น่าพลิกมีกำไร ”

ทั้งนี้ การที่ OKJ ปรับมาทำสลัดบาร์ เป็นการระบายผักที่ปลูกเองสดใหม่สู่ผู้บริโภคทุกวันถือเป็นกลยุทธที่ดี เพราะผักเป็นสินค้าที่เน่าเสียง่าย การระบายออกมาต่อเนื่อง จะทำให้ใช้ผักใหม่จากฟาร์มทุกวัน ลดปัญหาสต็อกและฟื้นสาขาที่ขาดทุนให้มีกำไร เป็นการบริหารต้นทุนที่ดี แม้มาร์จิ้นต่ำกว่าแต่เมื่อเทียบกับร้านที่ทำแบบเดิม แต่ปริมาณและความถี่ของลูกค้าที่จะกลับมาใช้บริการอีกหลายครั้งตามสไตล์คนไทยที่ชอบทานแบบครบจบในทีเดียวกับราคาเหมาจ่ายแบบไม่บวกเพิ่ม ย่อมสร้างรายได้ที่มากกว่า ซึ่งตามแผน OKJ จะเปิดร้าน Grill & Ground อีก 5 สาขาในปี 69

จากการปรับแผนงานครั้งนี้ นับว่า OKJ มาถูกทาง เพราะเปิดสาขาแรกได้รับการตอบรับดี แต่ต้องมองไปว่า แผนที่เดินไปนั้นจะประสบผลสำเร็จมากน้อยเพียงใด และแม้ว่าร้านสลัดหลายเจ้าในตลาดที่มีอยุ่ แต่ลักษณะการบริหารจะแตกต่างไปและอาจยากในการที่จะทำได้เหมือน OKJ เพราะที่ผ่านมาการขยายสาขาอย่างรวดเร็วและบางแห่งขาดทุน ทำให้ต้นทุนการดำเนินงานสูงไม่สมดุลกับรายได้จึงทำให้ผลงานขาดทุน

“สำหรับราคาหุ้น OKJ วันนี้แรงซื้อเข้ามาแค่ช่วงสั้น อาจคาดหวังผลงานที่จะขึ้น เพราะผลประกอบการยังขาดทุนอยู่ไตรมาส 2 ขาดทุนลดลงและเชื่อว่าไตรมาส 3 ยังจะขาดทุนเพราะน้ำท่วม ต้องรอดูไครมาส 4 และมองยาวไปถึงการก้าวไปในอนาคตว่าาจะไปถึงเป้าที่วางไว้หรือไม่ ซึ่งโกลเบล็กเคยประเมินราคาหุ้นตามปัจจัยพื้นฐานให้ OKJ ที่ 3.70 บาท แต่อาจประเมินอีกรอบ อาจมีการปรับเป้าราคาใหม่”

บล. กรุงศรี มองหุ้น OKJ เชิงระมัดระวังและค่อนข้างอนุรักษ์นิยม (Conservative) และให้คำแนะนำ"ขาย " พร้อมประเมินราคาเป้าหมายพื้นฐานอยู่ที่ 2.00 บาท ซึ่งเป็นระดับราคาที่ต่ำกว่าโบรกเกอร์ค่ายอื่นในตลาดและต่ำกว่าราคาตลาดปัจจุบัน (ณ ตุลาคม 2569) ค่อนข้างมาก เพราะยอดขายสาขาเดิมหดตัว และแบรนด์หลักอย่าง "โอ้กะจู๋" กำลังเผชิญความท้าทายจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปและความนิยมที่ลดลง และยอดขายของสาขาเดิมมีแนวโน้มติดลบในระดับสองหลัก ซึ่งสะท้อนว่าการดึงดูดลูกค้าเข้าร้านในสาขาเดิมทำได้ยากขึ้นภายใต้ภาวะกำลังซื้อที่อ่อนแอในปัจจุบัน

อย่างไรก็ดีการแตกแบรนด์ใหม่ยังเล็กเกินกว่าจะช่วยแบกรับความเสี่ยง เพราะตลาดกลุ่มนี้มีการแข่งขันที่รุนแรงสูงมาก ซึ๋งแบรนด์ใหม่เหล่านั้นมีสัดส่วนรายได้รวมกันเพียงราว 14% เท่านั้น จึงยังไม่มีเพียงพอที่จะเข้ามาชดเชยการชะลอตัวของรายได้จากร้านโอ้กะจู๋สาขาหลักได้ ขณะที่"ต้นทุนโตไวกว่ารายได้" เพราะMargin ตึงตัว ทำให้เน้นกลยุทธ์เปิดสาขาใหม่เพื่อดันรายได้ให้โต แต่กลับทำให้ฉุดให้อัตรากำไรขั้นต้น (Gross Margin)ต่ำลง ดังนั้นแผนการปรับ"ลดไซส์-ลดราคา" (Big Revamp) เพื่อแก้เกม แต่ยังประเมินยาก แนะนำให้หลีกเลี่ยงหรือขายออกไปก่อนจนกว่าจะเห็นจุดเปลี่ยนด้านผลประกอบการที่แท้จริง

สำหรับ  หุ้น OKJ เคยร่วงลงอย่างหนักจากจุดสูงสุดกว่า 17 บาท ลงมาต่ำกว่า 3-4 บาท เนื่องจากผลประกอบการขาดทุนติดต่อกันในช่วงที่ผ่านมา อย่าง ไตรมาส 4 ปี 68 และไตรมาสแรก ปี 69 จากต้นทุนที่สูงขึ้น ส่วนหนึ่งเพราะค่าใช้จ่ายในการขยายสาขา สวนทางภาวะและพิษกำลังซื้อที่อ่อนแอเพราะพิษเศรษฐกิจที่ซบเซา ทำให้เกิดการประหยัดในการจับจ่ายในชีวิตประจำวัน เพราะคนจะหันไปเน้นอาหารที่ทานง่ายและราคาประหยัด

โดยหุ้น OKJ เข้ามาซื้อขายเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2567 หลังนำหุ้นเสนอขายนักลงทุนเป็นครั้งแรก ในราคาหุ้นละ6.70 บาท จากราคาพาร์50 สตางค์ ซึ่งนักลงทุนแห่เข้าไปเก็งกำไรอย่างคึกคัก เพราะชื่อเสียงของร้านโอ้กะจู๋โด่งดังมานาน และมีความเชื่อว่า ธุรกิจจะเติบโตต่อเนื่อง จนราคาปิดวันแรกที่เข้าซื้อขาย พุ่งไปปิดที่10.10บาท เพิ่มขึ้น3.40บาท หรือเพิ่มขึ้น50.74% ก่อนทะยานขึ้นต่อจนยืนเหนือระดับ 15 บาท แต่หลังจากนั้นเริ่มร่วงลงมา จนต่ำสุดที่ 2.88 บาท และย่ำอยู่ระดับ 3 บาทเศษมาพักใหญ่ เนื่องจากผลประกอบการชะลตัวลง โดยปี2567 มีกำไรสุทธิ201.69 ล้านบาท ปี2568 กำไรสุทธิหดลงเหลือ70.41 ล้านบาท ส่วน 6 เดือนแรกปีนี้ ขาดทุน55.44ล้านบาท ขณะที่งวดนี้ปีก่อนมีกำไร 87.47ล้านบาท