หุ้น"การบินไทย' ยังซึม เทรดราคาต่ำกว่า 6 บาท แม้เร่งแก้ปัญหาคลี่คลายตามลำดับ จนทำการบินได้ตามปกติ หวั่นระบบบริหารคาใจและนโยบายดีดีใหม่ไม่ต่อเนื่อง นักวิเคราะห์ประเมินเหตุเกิดช่วงโลว์ซีซั่น รับผลกระทบระยะสั้น ขณะไตรมาส 4 สดใส เพราะยอดจองตั๋วนักท่องเที่ยวกระโดดจากช่วงเดียวกันของปีก่อน รับอานิสงส์ทัวร์จีน-เกาหลีและนักท่องเที่ยวยุโรปเสริม
บริษัท การบินไทย จำกัด(มหาชน) หรือ THAI ราคายังคงไม่ขยับไประดับเดิมีคือใกล้ 7 บาท หลังจากร่วงลงเพราะเรื่องกระเป๋าผู้โดยสารตกค้าง เที่ยวบินล่าช้า-ยกเลิกหลายเส้นทาง อันเกิดจากปัญหากำลังคนภาคพื้นประสบกับน้ำท่วมในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ทำให้พนักงานบางส่วนไม่สามารถเดินทางมาปฏิบัติงานได้ตามปกติ จากจำนวนพนักงานที่ลดลง ย่อมส่งผลต่อการการคัดแยก ขนถ่ายและลำเลียงสัมภาระ ส่งผลให้ปริมาณสัมภาระตกค้างถึง 10,000 ใบ จนท้ายที่สุด THAI ต้องปรับตารางบิน เพื่อเร่งระบายกระเป๋าตกค้าง พร้อมกับยกเลิกเที่ยวบินรวมถึงประกาศระงับการรับสินค้าขาเข้า ขาออก และสินค้าถ่ายลำ (Embargo) ของคลังสินค้าการบินไทย สนามบินสุวรรณภูมิ ระหว่างวันที่ 1-6 ต.ค.69
ล่าสุด กระทรวงคมนาคม มีรายงานถึงสถานการณ์ปัญหา THAI ทั้งกระเป๋าสัมภาระตกค้าง เที่ยวบินล่าช้า และสินค้าตกค้าง ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ซึ่งภาพรวมเที่ยวบินขาเข้า และขาออก ซึ่งปัญหากระเป๋าตกค้างและสินค้าคลังถูกเคลียร์เกือบทั้งหมด พร้อมมีการระดมกำลังพลพนักงานเข้าปฏิบัติงานจริงมากกว่า 105% ของแผน เพื่อรองรับปริมาณผู้โดยสารที่จะทะลักเข้ามา ถือว่าTHAIทำการบินได้ตามแผน 100%
ดังนั้น ข่าวร้ายที่เกิดขึ้น เป็นเพียงชั่วระยะเวลาสั้นที่ THAI เร่งคลี่คลายและสามารถกลับมาให้บริการเที่ยวบินตามแผนได้ครบ 100% ตั้งแต่วันที่ 3 ตุลาคม 2569
ราคาหุ้นแผ่ว รับผลกระทบ
ราคาหุ้น THAI ยังไม่หนีไปไหนไกลเพราะตั้งแต่ต้นปี 69 เทรดในระดับต่ำกว่า 7 บาท มีเพียงวันที่ 15-16 มิถุนายนที่ผ่านมา ราคาขยับขึ้นไปที่ 7.15 บาท และวันที่ 17 ราคาลดลง 40 สตางค์ปิดที่ 6.50 บาท ซึ่งราคาโดยเฉลี่ย หุ้น THAI เทรดที่ระดับ 5 -6 บาทกว่ามาตลอด
ดังนั้น กับวิกฤตภาคพื้นที่เกิดขึ้นกับสายการบินของ THAI ส่งผลให้ราคาหุ้นหลุด จาก 6 บาทไปเมื่่อ 30 ก.ย.ปิดที่ 5.70 บาท ลดลง 0.35บาทหรือ 5.79% และสัปดาห์หลังเกิดวิกฤตปัญหาภาคพื้น พบว่าราคาหุ้นไม่ได้ขยับไปไหนไกลจาก 5 บาทกว่า โดยราคาหุ้นเมื่อ 28 ก.ย. ปิดที่ 6.15 บาท ราคาไม่เปลี่ยนแปลงจากสัปดาห์ก่อน
ขณะที่ 29 ก.ย. ปิดที่ 6.05 บาท ลดลง 0.10 บาทหรือ 1.63% มูลค่าซื้อขาย 889.87 ล้านบาท ส่วน 30 ก.ย. ปิดที่5.70บาท ลดลง 0.35บาทหรือ 5.79% มูลค่าซื้อขาย 1,041.99 ล้านบาท และ 1 ต.ค. ปิดที่5.65 บาท ลดลง 0.05บาทหรือ 0.88% มูลค่าซื้อขาย 664.62 ล้านบาท สุดท้ายของสัปดาห์ 2 ต.ค. ปิดที่ 5.70 บาท เพิ่มขึ้น 0.05บาท หรือ 0.88% มูลค่าซื้อขาย 706.42 ล้านบาท
สำหรับหุ้น THAI วานนี้ปิดที่ 5.65 บาท ลดลง 0.05 บาทหรือ 0.88% มูลค่าซื้อขาย 454.93 ล้านบาท
และเช้าวันนี้( 6 ต.ค.) หุ้น THAI อยู่ที่ 5.70 บาท เพิ่มขึ้น 0.05 บาท หรือ 0.88% มูลค่าซื้อขาย
84.50 ล้านบาท ณ 11.00 น.
โบรกฯ มองกระทบสั้น แนะราคาอ่อนให้ "ซื้อ"
บล.เคจีไอ ประเมิน THAI คำนวณตัวเลขความเสียหายทางการเงินออกมาอย่างชัดเจน โดยประเมินว่าค่าใช้จ่ายทางตรงและค่าชดเชยที่เกิดขึ้นจากวิกฤตกระเป๋าตกค้างและการต้องยกเลิกเที่ยวบินบางส่วนประมาณ 89 – 162 ล้านบาท ในช่วงไตรมาส 4 ปี 69 และมองภาพรวมกำไรว่าตัวเลขความเสียหายดังกล่าวถือว่าต่ำมากเมื่อเทียบกับฐานกำไรใหญ่ของการบินไทย โดยจะส่งผลกระทบให้ประมาณการกำไรสุทธิปี 69 ลดลงเพียง 0.5% - 0.8% เท่านั้น KGI จึงยังคงประมาณการกำไรสุทธิทั้งปีไว้ที่ระดับสูงใกล้เคียงเดิมที่ 19,500 ล้านบาท
โดยมองว่าราคาหุ้นที่ย่อตัวลงมาตอบรับข่าวร้าย เป็นโอกาสในการสะสม เนื่องจากปัจจัยพื้นฐานของการฟื้นตัวหลังออกจากแผนฟื้นฟูกิจการยังไม่เปลี่ยนแปลง ดังนั้นจึงยังคงคำแนะนำ "ซื้อ" ให้ราคาเป้าหมายปี 70 ไว้ที่ 7.00 บาท
บล. เอเซีย พลัส มองว่าความโชคดีในวิกฤตครั้งนี้คือเหตุการณ์เกิดช่วง Low Season คือปลายเดือนกันยายน ซึ่งเป็นช่วงที่ปริมาณนักท่องเที่ยวและการเดินทางอยู่ในจุดที่ซบเซาที่สุดของปี ทำให้ผลกระทบและการแพร่กระจายของความเสียหายถูกจำกัดวงได้ง่ายกว่าการไปเกิดในช่วงพีคปลายปี แม้ว่าบอร์ดสั่งให้ CEO หยุดปฏิบัติหน้าที่เพื่อตั้งกรรมการสอบสวน อาจส่งผลเสียต่อจิตวิทยาการลงทุนเพียงแค่ระยะสั้นเท่านั้น แต่ในแง่การบริหารงาน บอร์ดแต่งตั้งนายสัมฤทธิ์ สำเนียง รักษาการทันที ทำให้แผนงานสำคัญสามารถเดินหน้าต่อไปได้ และหุ้น THAI เป็นหนึ่งในหุ้นเด่นกลุ่มท่องเที่ยว ราคาเป้าหมายที่ประเมินตามปัจจัยพื้นฐานปี 70 อยู่ที่ 6.80 - 7.00 บาท แนะนำหาจังหวะซื้อเมื่อราคาอ่อนตัว
บล. กรุงศรี ประเมินโครงสร้างต้นทุน THAI ด้วยการเจาะลึกค่าใช้จ่าย ซึ่งต้นทุนที่เกิดขึ้นในครั้งนี้เป็น ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นครั้งเดียวจบ เช่น ค่าล่วงเวลา (OT) ของพนักงาน, ค่าจ้างซัพพลายเออร์หรือบริษัทเอาต์ซอร์สภายนอกเพื่อระดมกำลังพลเข้ามาเคลียร์สัมภาระ รวมถึงการสูญเสียรายได้จากการยกเลิกเที่ยวบินช่วงสั้นๆ ในช่วงปลายเดือนกันยายน ซึ่งปัญหานี้เป็นเพียง "คอขวดปฏิบัติการชั่วคราว" ที่เกิดจากภัยธรรมชาติ (น้ำท่วม กทม.) ไม่ได้ทำให้ความต้องการเดินทาง ของผู้โดยสารลดลง และไม่ได้ทำลายโครงสร้างรายได้หลักในระยะยาว จึงมีมองเป็นเพียง Sentiment ลบชั่วคราว แนะนำให้นักลงทุนแยกแยะระหว่างปัญหาระบบปฏิบัติการภาคพื้น (Ground Handling) กับภาพรวมของอุตสาหกรรมการบินที่กำลังจะเข้าสู่ช่วง High Season ในไตรมาส 4 ปีนี้
บล. หยวนต้า ยังเน้นย้ำถึงจุดแข็งด้านฐานะทางการเงินปัจจุบันของ THAI เป็นสายการบินที่มี กระแสเงินสดในมือสูง และมีความสามารถในการทำกำไร (EBITDA) ที่แข็งแกร่งหลังจากผ่านกระบวนการปรับโครงสร้างหนี้มาแล้ว ซึ่ง ความกังวลก่อนหน้าคือเรื่องแรงเทขายจากกลุ่มเจ้าหนี้หลังพ้นระยะ Silent Period ได้ถูกดูดซับไปบางส่วนแล้วด้วยกระดาน Big Lot ดังนั้นราคาหุ้นที่ปรับฐานลงมาจากระดับเหนือ 6 บาท มารองรับประเด็นน้ำท่วมและกระเป๋าตกค้าง ถือเป็นโซนราคาที่ "ไม่แพง" เมื่อเทียบกับหุ้นสายการบินในภูมิภาคเดียวกัน ดังนั้นจึงให้ราคาเป้าหมายพื้นฐานในระยะยาวที่ 8.00 บาท คงคำแนะนำ "ซื้อ"
Q4 ไฮซีซั่น THAIรับอานิสงส์
สำหรับดือนตุลาคมเป็นช่วงเวลาชองการก้าวสู่ไตรมาส 4 ซึ่งเป็นช่วงของไฮซีซั่นหรือฤดูการท่องเที่ยว จากตัวเลชของTHAI พบว่า ไตรมาส 4 มียอดจองตั๋วล่วงหน้าแบบก้าวกระโดดเมื่่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยเฉพาะเส้นทางยุโรปที่ฟื้นตัวชัดเจน คาดการณ์อัตราบรรทุกผู้โดยสารอยู่ในระดับสูงถึง 85% อีกทั้งได้อานิสงส์จากช่วง Golden Week ของจีน รวมทั้งเทศกาลวันชาติของเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นปกติทุกปี และยังมีจำนวนนักท่องเที่ยวระยะใกล้และไกลที่ต้องการเดินทางมายังประเทศไทยยังอยู่ในระดับที่สูงมากของช่วงเวลานี้
จากปัจจัยบวกที่กล่าวมา จึงยังคงทำให้นักวิเคราะห์หลายสถาบันมองว่า THAI จะแข็งแกร่งมากในไตรมาส 4 ปีนี้ คงประมาณการกำไรทั้งปีไว้ที่ 19,500 ล้านบาท นั่นอาจเป็นเพราะส่วนหนึ่งที่ THAI ได้เพิ่มสัดส่วนการป้องกันความเสี่ยงราคาน้ำมัน (Hedging) เป็น 60% สำหรับช่วง 24 เดือนข้างหน้า ประกอบกับแนวโน้มราคาน้ำมันดิบ Brent ที่ยืนต่ำกว่า 85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่งผลให้กลายเป็นปัจจัยบวกสำคัญในการทำกำไรส่งแรงหนุนต่อราคาหุ้นให้ขยับขึ้นได้
อย่างไรก็ดี สิ่งที่น่าสนใจและต้องจับตามองคือ การกุมบังเหียนของดีดีรักษาการจะปรับเปลี่ยนแผนงานและนโยบายเดิมหรือไม่ รวมทั้งคนที่จะมานั่งตำแหน่งดีดีคนใหม่ปี 70 จะมีแผนและกลยุทธในการบริหารและปรับเปลี่ยนโครงสร้างอย่างไร เพราะการเปลี่ยนดีดีของบอร์ดใหม่ย่อมมีผลต่อการดำเนินงาน ขณะที่แผนระยะยาวที่ THAI เร่งทำให้ผลประกอบการดีและแข็งแกร่ง เพื่อทำให้โครงสร้างทุนมีเสถียรภาพ ตามแผนที่จะทำให้หุ้น THAI กลับเข้าซื้อขายอย่างเป็นทางการในตลาดหลักทรัพย์ (SET) อีกครั้ง
อย่างไรก็ดี แม้ทุกอย่างจะคลี่คลายลง แต่ก็ยังมีอีกหลายประเด็นที่หลายฝ่ายให้ความสนใจและต้องติดตาม คือการใช้บริการ Outsourced Manpower จาก “บริษัท วิงสแปน เซอร์วิสเซส จำกัด” หรือ Wingspan ที่หลายคนคาใจในระบบการบริหารและความไว้วางใจของลูกค้าที่เชื่อมั่นต่อสายการบินนี้ ผู้โดยสารยอมจ่ายค่าพรีเมี่ยมต่างๆ เพื่อการเดินทางที่ราบรื่น แต่สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้กลายเป็นประเด็นใหญ่ และถูกมองลึกลงไปในการบริหารจัดการระบบของ THAI ที่ต้องไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก และโจทย์ที่คาใจนักเดินทาง
สำหรับ TAHI ได้ผ่านการปรับโครงสร้างหนี้มูลค่ากว่า 4 แสนล้านบาท ทำให้แผนฟื้นฟูกิจการอย่างเป็นทางการผ่านฉลุย หลังสามารถทำกำไรและพลิกฟื้นส่วนของผู้ถือหุ้นกลับมาเป็นบวก ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกเลิกการฟื้นฟูฯเมื่อ 16 มิถุนายน 68


