"เอกนิติ" โวพา ศก.ไทยฝ่ายุคโลกผันผวน ชูยุทธศาสตร์ S-T-I ขับเคลื่อนรับมือ ฟุ้งคุยกับลงทุนต่างชาติแห่สนใจเข้าไทย เพราะเป็นแหล่งลงทุนที่ปลอดภัย และสามารถทำการค้าได้กับทุกประเทศ
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง เปิดเผยว่า โครงสร้างเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน ได้เปลี่ยนไปจากเดิมเมื่อปี ค.ศ. 1980 ที่กติกาเศรษฐกิจโลกถูกกำหนดโดย 3 ขั้วอำนาจใหญ่ ได้แก่ สหรัฐฯ ยุโรป และญี่ปุ่น ซึ่งคิดเป็นสัดส่วน GDP รวมกันราว 50-60% ของโลก มาเป็นเศรษฐกิจโลกที่แตกขั้ว โดยสัดส่วน GDP ของเศรษฐกิจ 3 ขั้วอำนาจใหญ่ของโลก เหลือเพียง 25% เกิดการเปลี่ยนแปลงในด้านเศรษฐกิจอย่างมาก โดยเฉพาะสหรัฐฯ ที่ไม่เพียงขาดดุลการค้ากับญี่ปุ่นเหมือนในอดีตเท่านั้น แต่ยังมีการขาดดุลการค้ากับไทย จีน และหลายประเทศทั่วโลก
ทั้งนี้ โลกปัจจุบันที่แตกออกเป็นหลายขั้วเศรษฐกิจนั้น มีความซับซ้อนมากกว่าในอดีต เพราะเต็มไปด้วยความขัดแย้งที่ไม่ใช่แค่สหรัฐฯ และยุโรปเท่านั้น แต่ยังมีปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ ทั้งในตะวันออกกลาง รัสเซีย และยูเครนด้วย อีกทั้งโลกยังได้แตกขั้วทางเศรษฐกิจด้วย สิ่งสำคัญที่สหรัฐฯ เร่งดำเนินการในตอนนี้ ไม่ใช่เพียงมาตรการทางค่าเงินเหมือนในอดีต แต่ยังมีการใช้มาตรการกำแพงภาษีกับทุกประเทศที่เกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ
นายเอกนิติ กล่าวว่า จากปัจจัยเสี่ยงดังกล่าว ส่งผลให้นักลงทุนต่างชาติไม่เพียงมองหาแหล่งลงทุนที่มีต้นทุนต่ำสุด แต่ยังมองหาแหล่งลงทุนที่ปลอดภัย และสามารถทำการค้าได้กับทุกประเทศด้วย ดังนั้น วันนี้จึงได้เห็นกระแสการเคลื่อนย้ายเงินทุน โดยเป็นการย้ายออกจากประเทศต่าง ๆ ทั้งตะวันออกกลาง จีน ญี่ปุ่น และยุโรป ไปสู่พื้นที่ปลอดภัย ซึ่ง ประเทศไทย คือหนึ่งในหมุดหมายที่นักลงทุนทุกคนพร้อมจะย้ายเข้ามาลงทุน
ทั้งนี้ สะท้อนจากยอดการขอรับการส่งเสริมการลงทุน ผ่านสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ในปีที่ผ่านมา ที่ขยายตัวสูงมากราว 1.47 ล้านล้านบาท เติบโตเกือบ 40% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมแผ่นวงจรอิเล็กทรอนิกส์ และการทดสอบชิปเซมิคอนดักเตอร์
"ผมมีโอกาสเจอนักลงทุนต่างชาติ จึงสอบถามไปว่า เหตุใดถึงเลือกที่จะมาลงทุนที่ประเทศไทย ซึ่งนักลงทุนต่างชาติส่วนใหญ่ยืนยันว่า เพราะประเทศไทยปลอดภัย และสามารถค้าขายได้กับทุกคน เนื่องจากเรามีความเป็นกลาง ปัจจัยเหล่านี้ ส่งผลให้ตัวเลขการขอรับการส่งเสริมการลงทุนในปีที่ผ่านมาสูงมาก และนี่คือความต่างของประเทศไทย เพราะคำว่าปลอดภัยนั่นเอง" นายเอกนิติ กล่าว
พร้อมระบุว่า ยอดการขอรับการส่งเสริมการลงทุนอย่างเดียว คงจะไม่เพียงพอ หากไทยไม่สามารถเปลี่ยนตัวเลขเหล่านั้นให้เป็นการลงทุนจริง และสร้างประโยชน์ให้กับเศรษฐกิจไทยได้ ดังนั้น ที่ผ่านมาจึงรัฐบาลปรับกติกาการขอรับการส่งเสริมการลงทุน และเร่งกระบวนการอนุมัติผ่านโครงการ Thailand FastPass เพื่อปลดล็อกขั้นตอนและกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุน
นอกจากนี้ ยังได้มีการดำเนินโครงการ Skill Bridge โดยการดึงเทคโนโลยีที่จะเข้ามาจากการลงทุนของต่างประเทศ ให้มีการต่อยอด พัฒนา และถ่ายทอดให้เข้ากับทักษะของบุคลากร และแรงงานของไทย ผ่านการร่วมมือกับมหาวิทยาลัยของไทยในการพัฒนาบุคลากร สร้างทักษะแรงงาน และสร้างศูนย์วิจัยในประเทศ เพื่อยกระดับทักษะและแรงงานไทยให้สอดคล้อง และสอดรับกับอุตสาหกรรมใหม่ที่กำลังเข้ามา
ตัวอย่างสำคัญ คือ การดึงดูดผู้ผลิต Optical Transceiver ซึ่งเป็นอุปกรณ์สำคัญสำหรับ AI และ Data Center โดยใช้ไทยเป็นฐานการผลิตสำคัญของโลก ซึ่งได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อฝึกอบรมและจ้างงานวิศวกรและแรงงานไทยประมาณ 2-3 หมื่นคน รวมถึงการจัดตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนา (R&D) ในประเทศไทยด้วย ถือเป็นการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของกระแสลงทุนจากอุตสาหกรรมยุคก่อน มาเป็นอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่
นายเอกนิติ กล่าวด้วยว่า สิ่งที่เปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนในวันนี้ คือ อุตสาหกรรม ดังนั้นหากไทยไม่เร่งปรับตัวเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลง ประเทศไทยจะ ตกขบวน สิ่งสำคัญคือการยกระดับ (อัปเกรด) อย่างไรให้อุตสาหกรรมเดิมเปลี่ยนผ่านไปสู่อุตสาหกรรมใหม่ อัปเกรดและพัฒนาทักษะแรงงานให้มีความพร้อม เป็นเรื่องจำเป็นและปฏิเสธไม่ได้ โดยการขับเคลื่อนประเทศไทยในยุคที่โลกมีความผันผวน จำเป็นต้องมี สติ (STI) ผ่านกำหนดยุทธศาสตร์สำคัญ ได้แก่ S-T-I ประกอบด้วย Stabilize Today, Transition Now และ Invest for Tomorrow
ยุทธศาสตร์ S : Stabilize Today คือ การสร้างเสถียรภาพในปัจจุบัน โดยเฉพาะการรักษาวินัยทางการเงินและการคลัง รวมถึงการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง ทั้งหนี้ครัวเรือนและสภาพคล่องของผู้ประกอบการ SMEs ผ่านมาตรการต่าง ๆ ซึ่งกระทรวงการคลัง ได้ร่วมมือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในการเร่งดำเนินการแก้ปัญหาที่ถูกมองว่าเป็นกรรมเก่าของเศรษฐกิจไทยที่ถูกหมักหมมมานาน โดยเฉพาะเรื่อง หนี้ครัวเรือน ผ่านโครงการปิดหนี้ไว ไปต่อได้ และโครงการ SMEs Credit Boost เป็นต้น
ขณะเดียวกัน การเน้นเรื่องการรักษาวินัยการเงินการคลังของรัฐบาลอย่างเข้มข้นนั้น ได้สะท้อนให้สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือเห็น และได้ปรับมุมมองเสถียรภาพของไทยจาก Negative เป็น Stable ส่วนหนึ่งเพราะไทยมีสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีรวมทั้งสิ้นไม่เกิน 70% แต่หากนับเฉพาะหนี้ของรัฐบาลอยู่ที่ราว 60% ต่อจีดีพีเท่านั้น ซึ่งยังอยู่ในระดับที่สามารถบริหารจัดการได้เมื่อเทียบกับบางประเทศ เช่น ญี่ปุ่น ที่หนี้สาธารณะสูงถึง 200% เป็นต้น จุดนี้ถือเป็นอีกหนึ่งปราการด่านสำคัญที่เข้มแข็งของเสถียรภาพเศรษฐกิจไทย
ยุทธศาสตร์ T : Transition Now คือ การเร่งเปลี่ยนผ่าน โดยเฉพาะด้านพลังงานไปสู่การใช้พลังงานสะอาด เพื่อลดแรงกระแทกจากปัจจัยเสี่ยงที่เกิดขึ้นในโลกขณะนี้ โดยเฉพาะความไม่สงบในตะวันออกกลาง ที่ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างพลังงานของโลกแล้วกว่า 50% เนื่องจากไทยพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในระดับสูง คิดเป็นเกือบ 10% ของ GDP และในไตรมาส 2/2569 ไทยมีปัญหาขาดดุลบัญชีเดินสะพัดราว 600,000 ล้านบาท จากราคาพลังงานในตลาดโลกที่เพิ่มขึ้นตามสถานการณ์สงคราม จากก่อนหน้านี้ที่เกินดุลมาโดยตลอด
โดยแนวทางหนึ่งที่สำคัญ คือ การเร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด และพัฒนาระบบ Smart Grid รวมถึงส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อให้ประชาชนเปลี่ยนจากผู้ใช้ไฟฟ้า เป็นผู้ขายไฟฟ้า ซึ่งจะช่วยลดต้นทุน สร้างรายได้ และลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงาน
ยุทธศาสตร์ I : Invest for Tomorrow คือ การลงทุนเพื่ออนาคต โดยเฉพาะการลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ และเทคโนโลยี เนื่องจากไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย จึงจำเป็นต้องเร่ง Up-skilling และ Re-skilling แรงงานให้สอดคล้องกับอุตสาหกรรมใหม่ โดยสิ่งที่รัฐบาลทำ คือ โครงการไทยช่วยไทย พลัส ที่ไม่ได้ช่วยประชาชนอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังนำ AI มาใช้ช่วยผู้ประกอบการรายย่อย โดยพัฒนาแนวคิด AI นกกระซิบ ผ่านแอปพลิเคชันถุงเงิน เพื่อช่วยพ่อค้าแม่ค้าวิเคราะห์ยอดขายและบริหารต้นทุน รวมถึงนำข้อมูลยอดขายจริงมาใช้ประกอบการขอสินเชื่อจากธนาคาร เพื่อเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการเข้าถึงสินเชื่อในระบบโดยไม่จำเป็นต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน
รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง กล่าวด้วยว่า ที่ผ่านมา ยังเสนอการปรับรูปแบบการทำงานของคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) โดยเปรียบการทำงานเป็นทีมฟุตบอล มีนายกรัฐมนตรีเป็นผู้บริหารทีม ขณะที่ภาคเอกชน ทำหน้าที่เป็นกองหน้า ร่วมขับเคลื่อน 7 อุตสาหกรรมเป้าหมายที่ไทยมีศักยภาพ ได้แก่ 1.เกษตรสมัยใหม่และการแปรรูปอาหาร 2.อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ 3.ยานยนต์แห่งอนาคต 4.สุขภาพและการแพทย์ 5.การท่องเที่ยวคุณภาพสูง 6.โลจิสติกส์ระดับภูมิภาค 7.เศรษฐกิจสร้างสรรค์ และ Soft Power
โดยที่ภาครัฐทำหน้าที่เป็นกองกลาง สนับสนุนการขับเคลื่อนใน 4 ด้าน ได้แก่ 1.การลงทุนและการถ่ายทอดเทคโนโลยี 2.การพัฒนาคนและมหาวิทยาลัย 3.การสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs และ 4.การกระจายรายได้สู่ภูมิภาค รวมถึงการปรับปรุงกฎระเบียบ และ Ease of Doing Business ขณะที่กองหลัง คือ การรักษาเสถียรภาพทางการเงินและการคลัง รวมถึงวินัยทางการคลัง เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุน และรองรับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะยาว
นี่ไม่ใช่แค่การวาดอนาคตประเทศไทย แต่ในยุคที่โลกเปลี่ยน จำเป็นต้องร่วมมือกันทั้งภาครัฐ และภาคเอกชน ในการเป็นทั้งกองหน้า กองกลาง และกองหลัง ที่จะประกอบไปด้วย 4 รองนายกรัฐมนตรี โดยผมจะเดินหน้ายุทธศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับ BOI ในการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีและการลงทุน เพื่อเชื่อมทักษะกับแรงงาน ขณะที่นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จะดูเรื่องการยกระดับทักษะแรงงาน ขณะที่นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ จะดูเรื่องการยกระดับ SMEs และทำอย่างไรไม่ให้การลงทุนกระจุกตัวอยู่แค่กรุงเทพฯ ส่วนนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี จะดูในเรื่องกฎ กติกาต่าง ๆ นายเอกนิติ ระบุ
พร้อมย้ำว่า ทุกปราการ โดยเฉพาะปราการด่านสุดท้าย จะต้องแข็งแกร่ง เพื่อทำให้ประเทศไทยเชื่อมั่นว่าจะสามารถขับเคลื่อนผ่านปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ และการเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นนี้ไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยยืนยันว่ารัฐบาลตั้งใจ และจะเดินหน้าทุกยุทธศาสตร์อย่างมีสติ
สำหรับดราม่าเรื่องการเมืองทั้งหลายนั้น ผมเองก็ต้องมีสติ และยืนยันว่ายังมีความพยายาม และตั้งใจดีในการที่อยากจะพัฒนาให้ประเทศไทยดีขึ้น ที่ผ่านมาผมจึงไม่ตอบโต้ใคร แต่มุ่งมั่นและตั้งใจทำในสิ่งที่ตัวตั้งใจเอาไว้ โดยเฉพาะการอยากทำให้ประเทศไทยดีขึ้น เพราะเชื่อมั่นอย่างที่สุดว่า หากเราทุกคนช่วยกันทำ อนาคตประเทศไทยจะดีขึ้นได้อย่างแน่นอน รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง กล่าวในท้ายสุด


