xs
xsm
sm
md
lg

ไขปริศนาขุมทรัพย์ "บิทคอยน์" 3 หมื่นเหรียญในมือ Tesla-SpaceX เกมการเงินที่ "อีลอน มัสก์" ไม่ยอมเทขาย

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



รายงานการยื่นเอกสารต่อคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐฯ (SEC) ล่าสุดเผยให้เห็นความเคลื่อนไหวที่น่าจับตา เมื่อสองบริษัทยักษ์ใหญ่ภายใต้การนำของ อีลอน มัสก์ (Elon Musk) อย่าง Tesla และ SpaceX ยังคงกอดสินทรัพย์ดิจิทัลเบอร์หนึ่งของโลกเอาไว้อย่างเหนียวแน่น โดยถือครอง "บิทคอยน์" รวมกันกว่า 30,221 เหรียญ แม้มูลค่าตามราคาตลาดจะผันผวนอย่างหนักจนส่งผลกระทบต่อตัวเลขกำไรขาดทุนทางบัญชี ทว่ากลับไม่มีสัญญาณการเทขายหรือเข้าซื้อเพิ่มแต่อย่างใด ประเด็นสำคัญคือการนำ SpaceX เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เมื่อกลางปี พ.ศ. 2569 ได้สร้างจุดเปลี่ยนที่ทำให้กองทุนดัชนีต้องเข้ามาถือครองบิทคอยน์ทางอ้อม การเพิกเฉยต่อความผันผวนและเลือกที่จะรักษาสถานะการลงทุนไว้นี้ สะท้อนให้เห็นถึงกลยุทธ์การบริหารหน้าตักที่ซับซ้อน

กางตัวเลขขุมทรัพย์ดิจิทัลของสองอาณาจักรธุรกิจ จากเอกสารที่ยื่นต่อทางการระบุชัดเจนว่า Tesla มีบิทคอยน์ในครอบครองจำนวน 11,509 เหรียญ ด้วยต้นทุน 386 ล้านดอลลาร์ โดยมูลค่ายุติธรรมลดลงจาก 1.007 พันล้านดอลลาร์ ณ สิ้นปี พ.ศ. 2568 เหลือเพียง 674 ล้านดอลลาร์ในช่วงสิ้นเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2569 สืบเนื่องจากแรงเหวี่ยงของตลาดคริปโต

ขณะเดียวกัน ข้อมูลจากหนังสือชี้ชวนของ SpaceX ที่เตรียมเสนอขายหุ้น IPO ระบุว่าบริษัทถือครองบิทคอยน์จำนวน 18,712 เหรียญ ซึ่งมีต้นทุนอยู่ที่ 661 ล้านดอลลาร์ และเผชิญสภาวะมูลค่าหดตัวเช่นกัน โดยร่วงลงจาก 1.637 พันล้านดอลลาร์ มาอยู่ที่ 1.293 พันล้านดอลลาร์ในไตรมาสแรกของปี พ.ศ. 2569 เมื่อนำยอดการถือครองของทั้งสององค์กรมารวมกัน จะพบว่ามีมูลค่าต้นทุนรวมราว 1.05 พันล้านดอลลาร์

กฎเกณฑ์ทางบัญชีที่บังคับใช้ ส่งผลให้การประเมินมูลค่าสินทรัพย์คริปโตต้องอิงตามราคาตลาดในแต่ละรอบระยะเวลาบัญชีโดยตรง การขยับขึ้นลงของราคาบิทคอยน์เพียง 10,000 ดอลลาร์ ย่อมกระเทือนถึงงบการเงินของ Tesla ราว 115 ล้านดอลลาร์ และ SpaceX ราว 187 ล้านดอลลาร์ก่อนหักภาษี เป็นผลให้ตัวเลขกำไรหรือขาดทุนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงไหลไปกระทบผลประกอบการโดยที่บริษัทยังไม่ได้ดำเนินการขายเหรียญออกไปแม้แต่ดอลลาร์เดียว

ถึงกระนั้นสิ่งที่น่าสังเกตคือความนิ่งเฉยของฝ่ายบริหาร ซึ่งเอกสารทางการยืนยันว่าไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ ทั้งการเข้าซื้อเพิ่มหรือเทขายตลอดปี พ.ศ. 2568 จนถึงช่วงครึ่งแรกของปี พ.ศ. 2569 ที่สำคัญ การนำ SpaceX เข้าคำนวณในดัชนี Nasdaq-100 ภายใต้ชื่อย่อ SPCX เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ทำให้กองทุนเชิงรับขนาดใหญ่ที่ลงทุนอิงตามดัชนี ต้องเปิดรับความเสี่ยงและผลตอบแทนจากบิทคอยน์ทางอ้อมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ในอีกแง่หนึ่ง ประเด็นเรื่องการเก็บรักษาและกรรมสิทธิ์ก็ได้รับการชี้แจงอย่างแจ่มแจ้ง เอกสารของ SpaceX ระบุว่าบิทคอยน์ถูกเก็บรักษาไว้โดยผู้ให้บริการรับฝากทรัพย์สินบุคคลที่สาม ซึ่งประเมินมูลค่าจากราคาตลาดที่เปิดเผยและตรวจสอบได้ โครงสร้างดังกล่าวชี้ให้เห็นว่าเหตุใดการประเมินกระเป๋าเงินดิจิทัลโดยนักวิเคราะห์อิสระก่อนหน้านี้จึงไม่ครบถ้วน

อย่างไรก็ดีความเป็นจริงที่ไม่อาจปฏิเสธได้คือ ขุมทรัพย์บิทคอยน์เหล่านี้ถือเป็นทรัพย์สินขององค์กรอย่างแท้จริง แตกต่างจากสินทรัพย์ส่วนบุคคล แม้ อีลอน มัสก์ จะนั่งแท่นผู้บริหารสูงสุดและมีอำนาจควบคุมสิทธิการออกเสียงใน SpaceX สูงถึงร้อยละ 82.4 ภายหลังการเสนอขายหุ้นแก่สาธารณชน แต่นั่นคืออำนาจเบ็ดเสร็จในการควบคุมทิศทางบริษัท ไม่ใช่สิทธิขาดในการอ้างกรรมสิทธิ์ส่วนตัวเหนือเหรียญ 18,712 เหรียญดังกล่าว

นอกจากนั้นไม่ปรากฏข้อมูลในแฟ้มเอกสารของทั้งสองบริษัทที่ระบุถึงยอดการถือครองคริปโตส่วนตัวของเขา นอกเหนือจากคำสัมภาษณ์เมื่อหลายปีก่อนที่เคยระบุเพียงว่าตนเองมีบิทคอยน์, Ethereum และ Dogecoin อยู่จำนวนหนึ่งเท่านั้น

เมื่อนำหน้าตักของบริษัทไปเทียบชั้นกับองค์กรที่ถือครองคริปโตรายใหญ่อย่าง MicroStrategy ซึ่งรายงานการถือครองเหรียญจำนวนหลายแสนรายการ ปริมาณบิทคอยน์ของ Tesla และ SpaceX จึงดูเล็กน้อยลงไปถนัดตา สัดส่วน 11,509 เหรียญของเทสลาคิดเป็นเพียง 0.055% และ 18,712 เหรียญของสเปซเอ็กซ์คิดเป็น 0.089% ของอุปทานบิทคอยน์ทั้งหมด 21 ล้านเหรียญ

กล่าวโดยสรุป แม้ตัวเลขระดับ 30,000 เหรียญจะดูมหาศาลเมื่อเทียบกับมาตรฐานการบริหารเงินสดของบริษัททั่วไป แต่มันก็ยังไม่ใหญ่พอที่จะครองอำนาจชี้นำตลาดคริปโตได้หากบริษัทใดบริษัทหนึ่งตัดสินใจเทขาย ท้ายที่สุดนักลงทุนที่วิเคราะห์ผลประกอบการรายไตรมาสจำเป็นต้องแยกผลการดำเนินงานหลักของธุรกิจออกจากความผันผวนของราคาบิทคอยน์ให้ชัดเจน ตราบใดที่ Tesla ยังไม่ยื่นรายงานงบการเงินในไตรมาสถัดไป หรือเอกสารของ SpaceX ยังไม่มีการปรับปรุงหมายเหตุประกอบงบตัวเลขที่อ้างอิงได้ตามกฎหมายก็ยังคงหยุดนิ่งอยู่ที่จำนวนเดิม ท่าทีที่ไร้ความเคลื่อนไหวนี้จึงเป็นการตอกย้ำว่า กลยุทธ์การสะสมความมั่งคั่งดิจิทัลของสองอาณาจักรธุรกิจ จะยังคงผูกติดกับพลวัตของตลาดอย่างแยกไม่ออกต่อไปโดยไม่มีการแทรกแซงระยะสั้น