ดัชนีหุ้นไทยดิ่งเหว หลัง DELTA -KBANK -KTB- PTT ถูกเทขายต่อเนื่อง ทำให้ราคาลงแรง พบต่างชาติขายสุทธิ10,735.22 ล้านบาท ขณะตัวเลขบอนด์ยีลด์ (Bond Yield) สหรัฐฯ พุ่งสูง กดดันต้นทุนการเงินโลก กังวลทิศทางอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น และภาวะน้ำท่วมหนักในประเทศ ส่งผลต่อผลประกอบการหุ้นหลายหมวดหมู่
ดัชนีหุ้นไทยวันนี้(30 ก.ย.2569) ปิดตลาดเช้าอยู่ที่ 1,562.83 จุด ปรับตัวลดลง 31.47 จุด หรือ 1.97% โดยดัชนีหุ้นไทย ทำจุดสูงสุดอยู่ที่ 1,599.87 จุด จุดต่ำสุดอยู่ที่ 1,560.45 จุด และมีมูลค่าซื้อขายรวม 68,518.58 ล้านบาท และเป็นการลดลงอย่างต่อเนื่องจากวานนี้ที่ส่วนใหญ่เคลื่อนไหวในแดนลบ ก่อนจะกลับมาปิดที่ระดับ 1,594.30 จุด ลดลง 8.07 จุด ลดลง 0.50% มูลค่าการซื้อขาย 79,098.74 ล้านบาท เพราะได้แรงหนุนจากหุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ที่ปรับตัวขึ้นเด่นยกแผง
โดยเช้าวันนี้หุ้นที่มีมูลค่าซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรกคือ
KBANK ราคาปิด 232.00 บาท ลดลง 10.00 บาท หรือ 4.13% มูลค่าซื้อขาย 6,884.70 ล้านบาท
KTB ราคาปิด 41.25 บาท ลดลง 2.00 บาท หรือ 4.62% มูลค่าซื้อขาย 6,427.64 ล้านบาท
DELTA ราคาปิด 254.00 บาท ลดลง 8.00 บาท หรือ 3.05% มูลค่าซื้อขาย 6,170.40 ล้านบาท
PTT ราคาปิด 41.25 บาท ลดลง 0.75 บาท หรือ 1.79% มูลค่าซื้อขาย 5,038.74 ล้านบาท
KCE ราคาปิด 75.00 บาท ลดลง 0.25 บาท หรือ 0.33% มูลค่าซื้อขาย 3,410.39 ล้านบาท
ขณะที่ช่วงบ่ายดัชนียังคงไหลลงต่อเนื่องและเมื่อปิดตลาด ดัชนีหุ้นไทยปิดที่ 1,559.01 จุด ลดลง
35.29 จุด มูลค่าซื้อขาย 121,003.14 ล้านบาท
หุ้นที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรกของวันคือ
DELTA ปิดที่ 258.00 บาท ลดลง 4.00 บาทหรือ 1.53% มูลค่าซื้อขาย 12,805.52 ล้านบาท
KBANK ปิดที่ 234.00 บาท ลดลง 8.00 บาทหรือ 3.31% มูลค่าซื้อขาย 10,759.00 ล้านบาท
KTBปิดที่ 41.00 บาท ลดลง 2.25 บาทหรือ 5.20% มูลค่าซื้อขาย 10,010.66 ล้านบาท
PTTปิดที่ 40.75 บาท ลดลง 1.25 บาท หรือ 2.98% มูลค่าซื้อขาย 8,654.68 ล้านบาท
KCEปิดที่ 76.25 บาท เพิ่มขึ้น 1.00 บาท หรือ 1.33% มูลค่าซื้อขาย 5,366.07 ล้านบาท
มูลค่าการซื้อขายของนักลงทุนแต่ละประเภทคือ
สถาบันขายสุทธิ 2,935.50 ล้านบาท
บัญชี บล. ขายสุทธิ 133.72 ล้านบาท
ต่างประเทศขายสุทธิ 10,735.22 ล้านบาท
ในประเทศ ซื้อ 13,804.44 ล้านบาท
จากตัวเลขข้างต้น จะพบว่าดัชนีหุ้นไทยที่ดิ่งเหวลง ส่วนหนึ่งเกิดจากมหาอุทกภัยที่เกิดน้ำท่วม แม้ไม่ส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นอย่างรุนแรงซึ่งการซื้อขายหุ้นเมื่อวันจันทร์ที่ 28 กันยายนที่ผ่านมา ดัชนีฯปรับตัวลงเพียง 5.26 จุด ปิดที่ 1602.37จุด ซึ่งเกิดจากการทรุดตัวของหุ้นบริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ จำกัด(มหาชน)หรือDELTAมากกว่า แต่ความเสียหายทางเศรษฐกิจ จะส่งผลต่อหุ้นในช่วง 3 เดือนสุดท้าย จนไม่มีโอกาสกระเตื้องขึ้นมาอีก
เนื่องจากหุ้นในกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ กลุ่มร้านอาหาร กลุ่มบริษัทประกันภัย กลุ่มปล่อยสินเชื่อส่วนบุคคล รถยนต์ กลุ่มท่องเที่ยว จะได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม ขณะที่หุ้นในกลุ่มค้าปลีก สินค้าอุปโภคบริโภคและวัสดุก่อสร้างจะได้รับอานิสงส์ ซึ่งราคาหุ้นได้ขยับขึ้นตอนรับอย่างชัดเจน
โดยวิกฤตน้ำท่วมใหญ่ สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจในกรุงเทพและปริมณฑล เป็นปัจจัยลบใหม่ที่แทรกซ้อนเข้ามา นอกเหนือจากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง ปัญหาเสถียรภาพความสั่นคลอนของรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล และการทยอยขายหุ้นของนักลงทุนต่างชาติ และทำให้แนวโน้มหุ้นไตรมาสสุดท้ายปีนี้มีความมืดมน ส่งผลให้เศรษฐกิจที่ซบเซาอยู่แล้ว จะฟุบหนักลงไปอีก กำลังซื้อของประชาชนจะถดถอยต่อ โดยเงินจำนวนหนึ่งของผู้ประสบภัยน้ำท่วม จะต้องถูกนำไปใช้จ่ายค่าซ่อมแซมที่อยู่อาศัย ไม่เหลือเงินจับจ่ายสินค้าที่ไม่มีความจำเป็นต่อการดำรงชีพ
ขณะที่สหรัฐอาจขยับอัตราดอกเบี้ยอีกครั้งในเดือนตุลาคมนี้ เพราะเศรษฐกิจยังเติบโตอย่างร้อนแรง ซึ่งจะส่งแรงกระแทกไปสู่ตลาดหุ้นทั้งโลก โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและหุ้นกลุ่มชิ้นส่วนอีเลคโทรนิคส์ของไทย
นักวิเคราะห์รายหนึ่งมองว่า ดัชนีหุ้นไทยคงไม่ขยับไปมากกว่านี้ เพราะปัจจัยลบรอบด้าน ล่าสุดคือตัวเลข บอนด์ยีลด์ (Bond Yield) สหรัฐฯ พุ่งสูง กดดันต้นทุนการเงินโลก ทำให้เกิดความกังวลทิศทางอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น ซึ่งจากเดิมที่มีสงครามตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ รวมทั้งปัญหาเศรษฐกิจการเมืองในประเทศ เป็นแรงหนุนให้นักลงทุนต่างชาติทยอยเทขาย และหอบเงินลงทุนกลับอาจต่อเนื่องไปจนถึงสิ้นปี ซ้ำมีภาวะน้ำท่วมหนักที่จะทำให้เกิดปัจจัยลบต่อบริษัทจดทะเบียนหลายแห่ง ซึ่งอาจมีทั้งที่ได้รับผลบวกและผลลบ แต่มองว่าด้านลบจะมีมากกว่า ขณะที่หุ้นตัวนำตลาดอย่าง DELTA และแบงก์ใหญ่ ก็ถูกเทขายต่อเนื่องมาก ไม่เว้นแม้แต่ PTT คงต้องมาลุ้นตอนสิ้นปี ดัชนีหุ้นไทยจะปิดได้มากว่าหรือเท่าปีก่อนหรือไม่


