YLG มองทองคำปรับลดลงแค่ช่วงสั้น ส่วนระยะยาวยังเป็นทิศทางขาขึ้น ชี้ปัจจัยสนับสนุนหลายด้าน โดยเฉพาะแรงซื้อจากธนาคารกลางทั่วโลก พร้อมเผยตัวเลขการถือครองทองคำ TOP 20 พบ อุซเบกิสถาน นำโด่ง สมฐานะประเทศเหมืองทองถือครอง 87% ตามด้วยสหรัฐฯ ถือครอง 84%
ขณะที่ประเทศตลาดเกิดใหม่ ยังถือครองสัดส่วนน้อย ส่วนไทยถือครองประมาณ 10% อยู่ลำดับ 23 ของโลก แต่ครองเบอร์ 1 อาเซียน ขณะที่จีน ถือครอง 8% เพิ่มโอกาสเดินหน้าสะสมทองต่อเนื่อง หนุนระยะยาวทองยังเป็นขาขึ้น
นางพวรรณ์ นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (YLG) เปิดเผยว่า YLG ยังคงมีมุมมองต่อเทรนด์ของราคาทองคำที่เป็นภาพใหญ่ว่ายังอยู่ในรอบขาขึ้น โดยปัจจัยหลักอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อราคาทอง คือ การเข้าซื้อของธนาคารกลางทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศขนาดใหญ่ เช่น จีน ที่เดินหน้าเก็บทองคำเข้าพอร์ตอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดนำเข้าทองคำสะสมตั้งแต่ต้นปีจนถึงเดือนสิงหาคม มากกว่า 1,000 ตัน สูงกว่าปริมาณนำเข้าตลอดทั้งปี 2568
รวมถึงประเทศขนาดกลาง อย่างโปแลนด์ ที่ซื้อทองคำสะสมมาตั้งแต่ปี 2561 (2018) หรือตั้งแต่ก่อนยุคโควิด 19 และแม้โปแลนด์จะสะสมทองคำ จนมีสัดส่วนประมาณ 30% ของทุนสำรองระหว่างประเทศแล้ว แต่ก็ยังตั้งเป้าหมายว่าจะซื้อต่อเนื่องจนกว่าจะสะสมครบ 700 ตัน
ทั้งนี้ หากพิจารณาจากสัดส่วนทองคำต่อทุนสำรองระหว่างประเทศของประเทศต่าง ๆ จะพบว่า ประเทศมหาอำนาจส่วนใหญ่มีสัดส่วนการถือครองทองคำที่สูงมาก ขณะที่ประเทศตลาดเกิดใหม่ กลับมีการถือครองต่ำกว่า 10% และอาจจะเป็นสัญญาณว่าอีกหลายประเทศ จะยังคงต้องการซื้อทองคำเพิ่ม โดยสัดส่วนการถือครองทองคำ สูงสุด 20 อันดับทั่วโลก เผยแพร่โดยสภาทองคำโลก ที่ได้รวบรวมจากสถิติของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF ณ ไตรมาส 2/2569 มีดังนี้
1. อุซเบกิสถาน (Uzbekistan): มีสัดส่วนทองคำสูงถึง 8687% คิดเป็นปริมาณทองคำสำรองประมาณ 416 ตัน
2. สหรัฐอเมริกา (United States): มีสัดส่วนทองคำอยู่ที่ 84% โดยเป็นผู้ถือครองทองคำมากที่สุดในโลกด้วยปริมาณ 8,133.5 ตัน
3. เยอรมนี (Germany): มีสัดส่วนทองคำอยู่ที่ 84% คิดเป็นปริมาณทองคำสำรอง 3,350.3 ตัน
4. เลบานอน (Lebanon): มีสัดส่วนทองคำอยู่ที่ 82% คิดเป็นปริมาณทองคำสำรอง 286.8 ตัน
5. ฝรั่งเศส (France): มีสัดส่วนทองคำอยู่ที่ 81.8% คิดเป็นปริมาณทองคำสำรอง 2,437 ตัน
6. อิตาลี (Italy): มีสัดส่วนทองคำอยู่ที่ 81.3% คิดเป็นปริมาณทองคำสำรอง 2,451.8 ตัน
7. โปรตุเกส (Portugal): มีสัดส่วนทองคำอยู่ที่ 79.9% คิดเป็นปริมาณทองคำสำรอง 382.7 ตัน
8. คาซัคสถาน (Kazakhstan): มีสัดส่วนทองคำอยู่ที่ 77% คิดเป็นปริมาณทองคำสำรอง 339.9 ตัน
9. เนเธอร์แลนด์ (Netherlands): มีสัดส่วนทองคำอยู่ที่ 74.2% คิดเป็นปริมาณทองคำสำรอง 612.5 ตัน
10. กรีซ (Greece): มีสัดส่วนทองคำอยู่ที่ 6465% คิดเป็นปริมาณทองคำสำรอง 115 ตัน
11. ไซปรัส (Cyprus): มีสัดส่วนทองคำอยู่ที่ 62.4% คิดเป็นปริมาณทองคำสำรอง 13.9 ตัน
12. ตุรกี (Turkey): มีสัดส่วนทองคำอยู่ที่ 53.4% คิดเป็นปริมาณทองคำสำรอง 603 ตัน
13. รัสเซีย (Russia): มีสัดส่วนทองคำอยู่ที่ 47% คิดเป็นปริมาณทองคำสำรอง 2,317 ตัน
14. สเปน (Spain): มีสัดส่วนทองคำอยู่ที่ 33.8% คิดเป็นปริมาณทองคำสำรอง 281.6 ตัน
15. โปแลนด์ (Poland): มีสัดส่วนทองคำอยู่ที่ 30.1% คิดเป็นปริมาณทองคำสำรอง 582 ตัน
16. คูราเซาและซินต์มาร์เติน (Curaao & Sint Maarten): มีสัดส่วนทองคำอยู่ที่ 29.9% คิดเป็นปริมาณทองคำสำรอง 13.1 ตัน
17. เบลารุส (Belarus): มีสัดส่วนทองคำอยู่ที่ 28.4% คิดเป็นปริมาณทองคำสำรอง 53.8 ตัน
18. ธนาคารกลางยุโรป (European Central Bank ECB): มีสัดส่วนทองคำอยู่ที่ 28.1% คิดเป็นปริมาณทองคำสำรอง 504.8 ตัน
19. สโลวาเกีย (Slovak Republic): มีสัดส่วนทองคำอยู่ที่ 23.2% คิดเป็นปริมาณทองคำสำรอง 31.7 ตัน
20. สหราชอาณาจักร (United Kingdom): มีสัดส่วนทองคำอยู่ที่ 22.5% คิดเป็นปริมาณทองคำสำรอง 310.3 ตัน
ขณะที่ประเทศไทย มีสัดส่วนทองคำอยู่ที่ 10.5% คิดเป็นปริมาณทองคำสำรอง 234.5 ตัน อยู่ลำดับที่ 23 ของโลก และอยู่อันดับ 1 ของประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ส่วนใหญ่ถือครองอยู่ประมาณ 5% ของทุนสำรองระหว่างประเทศ
ทั้งนี้ จากตัวเลข 20 อันดับแรกจะพบว่า 1 10 อันดับแรก เป็นชาติมหาอำนาจที่ส่งต่อความมั่งคั่งมาตั้งแต่ยุคก่อน รวมถึงประเทศที่มีเหมืองทองคำ เช่น อุซเบกิสถาน ขณะที่ลำดับ 11 20 เริ่มมีประเทศที่เร่งกำลังสะสมทองคำเข้าไปอยู่ในกลุ่ม เช่น โปแลนด์ ซึ่งเป็นประเทศที่ตั้งอยู่ใกล้ยูเครน และรัสเซีย การสะสมทองคำของโปแลนด์ จึงเป็นสัญญาณว่าให้ความเชื่อถือทองคำในระยะยาวมากขึ้น
ขณะที่จีน มีสัดส่วนทองคำต่อสำรองอยู่ที่ 2,366 ตัน หรือคิดเป็นประมาณ 5% ดังนั้นเมื่อเทียบกับสัดส่วนทองคำของชาติมหาอำนาจอื่น ๆ จีนจึงถือว่ายังอยู่ห่างไกล ทำให้จีนเข้าสะสมทองคำในทุกราคา และจะยังคงสะสมเพิ่มต่อไป
ปัจจัยเรื่องการสะสมทองคำของธนาคารกลางทั่วโลก เป็นเพียงปัจจัยหนึ่งเท่านั้น แต่ยังมีเรื่องอัตราดอกเบี้ย และเรื่องผลตอบแทนของสินทรัพย์อื่น ๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง ทำให้ระหว่างทางราคาทองคำ จะเกิดการแกว่งตัวจากการขายทำกำไร แต่มองว่าระยะยาวราคา จะยังคงเป็นทิศทางขาขึ้น คาดว่าครึ่งหลังของปีหน้าจะได้เห็นราคาขึ้นไปแตะจุดสูงสุดเดิมอีกครั้ง ส่วนการปรับลดลงของทองคำในช่วงนี้ มองว่าเป็นการขายเพื่อทำกำไรของพอร์ตในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยพันธบัตรสหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้น อย่างไรก็ดี ระยะยาวมองว่ายังเป็นขาขึ้น นางพวรรณ์ กล่าว


