รายงานระดับโลกจาก Capgemini เขย่าวงการการเงินด้วยการเตือนว่า รายได้ประมวลผลการชำระเงินและค่าธรรมเนียมของธนาคารพาณิชย์สูงถึง 2.3 แสนล้านดอลลาร์กำลังตกอยู่ในความเสี่ยงจากการรุกคืบของสเตเบิลคอยน์ เงินฝากโทเคน และ CBDC จังหวะเดียวกับที่ Circle เปิดตัวระบบ "Arc" ดึงเอา Socure เข้ามาแปรรูปด่านตรวจตัวตน (KYC/AML) ไปอยู่นอกระบบงบดุลแบงก์อย่างสมบูรณ์ ท่ามกลางเกมตั้งรับล้อมรั้วของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ทว่าเมื่อเจาะลึกเบื้องหลังตัวเลขนี้ กลับพบทั้งจุดอ่อนเชิงกลยุทธ์ของระบบแบงก์เดิมที่เกาะกินส่วนต่างค่าธรรมเนียม
รายได้ 2.3 แสนล้านดอลลาร์ในความเสี่ยง และอาการ "ทนไม่ไหว" ของภาคเอกชน
โครงสร้างการเงินโลกกำลังก้าวเข้าสู่จุดหักเหเชิงยุทธศาสตร์ที่น่ากลัวที่สุดสำหรับสถาบันการเงินแบบดั้งเดิม นี่ไม่ใช่เพียงการพ่ายแพ้ในศึกแย่งชิงลูกค้ารายย่อย แต่คือการถูกรื้อถอนส่วนแบ่งรายได้องค์กรทีละชั้น หากธนาคารพาณิชย์ยังคงกอดงบดุลแบบเดิมอย่างเดิม โดยไม่ยอมแก้ไขความล่าช้าและต้นทุนแฝงในการโอนเงินข้ามประเทศ งบกำไรขาดทุนที่เคยมีมูลค่ามหาศาลก็พร้อมจะพังทลายลงมาในระยะเวลาอันสั้น
รายงาน World Payments Report 2027 โดยสถาบันวิจัย Capgemini (เผยแพร่เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2569) ได้ประเมินสถิติสำคัญว่า ภายในปี 2573 สเตเบิลคอยน์ (Stablecoins), เงินฝากที่แปลงเป็นโทเคน (Tokenized Deposits) และสกุลเงินดิจิทัลที่ออกโดยธนาคารกลาง (CBDC) จะผงาดขึ้นมากินสัดส่วนราว 4% ของปริมาณการชำระเงินทั่วโลก ซึ่งจะเข้าไปกัดกร่อนรายได้หลัก 4 ขาของธนาคารพาณิชย์โดยตรง ได้แก่ ส่วนต่างอัตราแลกเปลี่ยน (FX Spread), ค่าธรรมเนียมธนาคารตัวแทน (Correspondent Banking Fees), ค่าธรรมเนียมการประมวลผลธุรกรรม และที่สำคัญที่สุดคือ ดอกเบี้ยจากเงินพักรอการโอน (Float Interest)
ความจริงที่น่าตื่นตระหนกยิ่งกว่าตัวเลขประมาณการ คือความอดทนของลูกค้าองค์กรขนาดใหญ่ที่สิ้นสุดลง สถิติจากกลุ่มตัวอย่างในรายงานสะท้อนจุดเจ็บปวด (Pain Points) ที่สะเทือนสถาบันการเงินเดิมอย่างรุนแรงได้แก่
1. กว่า 74% ของบริษัทขนาดใหญ่ ประเมินว่าระบบการโอนเงินข้ามประเทศของแบงก์ในปัจจุบันทั้ง "ช้า แพง และคาดเดาไม่ได้" โดยมีระยะเวลาเฉลี่ยตั้งแต่สั่งจ่ายจนกระทบยอดนานถึง 3.5 วัน และมีต้นทุนรวมสูงถึง 2% ของมูลค่าธุรกรรม
2. มากกว่า 57% ขององค์กร ระบุว่าไม่เคยเห็นสถานะเงินสด ยอดเงินสด หรือราคาแบบเรียลไทม์ได้เลยในระบบแบงก์เดิม
3. สัดส่วน 36% ของปริมาณการชำระเงินระหว่างธุรกิจ (B2B) ไหลออกไปใช้บริการของผู้ให้บริการนอกระบบธนาคาร (Non-bank) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
4. เกือบ 60% ของบริษัทองค์กร ยืนยันว่าพร้อมหันไปซื้อบริการสเตเบิลคอยน์จาก non-bank ทันที หากธนาคารพาณิชย์เดิมยังตามเทคโนโลยีไม่ทัน
เมื่อเจาะลึกความขัดแย้งเชิงโครงสร้าง รายงานชี้ว่ามี "เงินพักรอโอน" (Float) จมอยู่ในบัญชีการชำระเงินและสภาพคล่องทั่วโลกสูงถึงราว 4 ล้านล้านดอลลาร์ เงินก้อนนี้คือต้นทุนจมที่ลูกค้าเกลียดชังที่สุดเพราะถูกแช่แข็งจนเสียโอกาสในการทำกำไร ทว่าในทางกลับกัน มันคือ "บ่อทองคำ" ที่ทำเงินจากดอกเบี้ยพักเงินให้ธนาคารพาณิชย์มากที่สุด สถาบันการเงินเดิมจึงถูกขับเคลื่อนด้วยแรงจูงใจที่ขัดแย้งอย่างรุนแรง นั่นคือแบงก์ไม่มีแรงจูงใจที่จะพัฒนาระบบโอนเงินให้เร็วขึ้น เพราะความเชื่องช้าของลูกค้าคือขุมทรัพย์ทางภาษีและดอกเบี้ยที่แบงก์หวงแหนที่สุด และนั่นคือความหัวหมอของสถาบันการเงิน "สิ่งที่ลูกค้าเกลียดที่สุด กลับเป็นสิ่งที่ทำเงินให้แบงก์มากที่สุด"
อย่างไรก็ดีหากมองในเชิงยุทธศาสตร์ แม้ศัตรูจะประชิดกำแพงเมือง แต่ความพร้อมของภาคธนาคารกลับอยู่ในขั้นย่ำแย่ มีผู้บริหารธนาคารพาณิชย์เพียง 21% เท่านั้นที่ถูกจัดอยู่ใน "กลุ่มผู้นำ" ซึ่งเริ่มขยับตัวลงมือขยายเครื่องมือเงินดิจิทัล โดย Capgemini คาดว่ากลุ่มนี้จะสามารถสร้างรายได้ใหม่มาชดเชยค่าธรรมเนียมที่สูญเสียไปได้ภายใน 15 เดือน ขณะที่อีก 79% ที่เหลือนั่งมองตาปริบๆ รอศึกษาความเป็นไปได้ทั้งด้านบวกและลบ และคาดว่าจะต้องใช้เวลานานถึง 25 เดือน ยิ่งไปกว่านั้น แม้แต่ในกลุ่มผู้นำเอง มีเพียง 56% เท่านั้นที่มีบุคลากรและทักษะพร้อมสำหรับการพัฒนาโทเคน สมาร์ตคอนแทรกต์ และการเชื่อมต่อข้ามบล็อกเชน
สิ่งที่น่าขำคือ ธนาคารส่วนใหญ่เลือกตั้งรับด้วยการดัน "เงินฝากโทเคน" (Tokenized Deposits) เป็นอันดับแรก "ไม่ใช่เพราะมันดีที่สุดสำหรับลูกค้า แต่เพราะมันช่วยตรึงเงินให้อยู่ในงบดุลแบงก์ภายใต้กฎเกณฑ์เดิม" ส่วนสเตเบิลคอยน์ที่ออกโดยเอกชนภายนอกเปรียบเสมือนเงินที่โชว์หราว่ากำลังไหลออกจากบ้านไปวิ่งอยู่บนรางของคนอื่น ซึ่งนำไปสู่การสูญเสียอำนาจการควบคุมในด่านต่อไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ระบบตรวจสอบตัวตนย้ายออกนอกระบบเมื่อ Circle & Socure ยึดประตูความไว้ใจ
ศึกการเงินดิจิทัลได้ก้าวข้ามการแย่งชิงงบดุลบัญชี ไปสู่การชิงเค้กที่ลึกกว่า นั่นคือการเข้ายึด "โครงสร้างพื้นฐานและด่านตรวจ KYC/AML" ซึ่งแต่เดิมเคยเป็นกำแพงเมืองปกป้องความไว้ใจของธนาคารพาณิชย์
เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2569 Circle ได้ประกาศเปิดตัวเมนเน็ตสาธารณะของ Arc บล็อกเชน Layer-1 แบบอนุญาต (Permissioned Blockchain) ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับตลาดการเงินและการโอนเงินทันทีโดยเฉพาะ ความน่าสนใจคือการดึงด่านหน้าสถาบันการเงินระดับโลกอย่าง BlackRock, DTCC, Visa, Mastercard, ICE และ Standard Chartered เข้ามาร่วมเป็นผู้ตรวจสอบธุรกรรม (Validators) ในกลุ่มแรก แต่เกมนี้ Circle คือผู้คุมกติกาแต่เพียงผู้เดียวในการเลือกหรืออนุมัติสิทธิ์การเป็น Validator
แต่จุดที่เจาะไข่แดงระบบแบงก์อย่างแท้จริง คือการที่ Socure ผู้เชี่ยวชาญด้านการตรวจตัวตนและป้องกันการฉ้อโกง นำแพลตฟอร์ม RiskOS เข้าไปฝังไว้ใน Arc Onramp ซึ่งเป็นประตูแปลงเงินสดจริงเป็น USDC ส่งผลให้การตรวจสอบตัวตน ประเมินความเสี่ยง และฟอกเงิน ถูกย้ายไปทำจนเสร็จสิ้น ณ จุดที่เงินเริ่มเข้าสู่โลกดิจิทัลนอกงบดุลแบงก์
"การชำระบัญชีสามารถทำให้เร็วขึ้นจากหลายวันเหลือไม่ถึงวินาทีได้ แต่กระบวนการตัดสินใจว่าจะเชื่อใจคู่ค้าหรือไม่นั้น ยังคงใช้มาตรฐานเดิม และช่องว่างของความกังขาตรงนั้นเองคือจุดที่การฉ้อโกงแฝงตัวอยู่" จอห์นนี เอเยอร์ส (Johnny Ayers) ซีอีโอของ Socure กล่าว
ซึ่งกระบวนการ KYC และ AML ที่เคยเป็นทั้งต้นทุนอันหนักอึ้งและเป็น "กำแพงเมือง" ถือครองความได้เปรียบของแบงก์ บัดนี้ได้ถูกถอดสลักออกมาแพ็กเป็นบริการสำเร็จรูป (KYC-as-a-Service) นอกระบบธนาคาร ใครก็ตามที่เรียกใช้บริการตรงประตูทางเข้านี้ได้ ก็สามารถสร้างความน่าเชื่อถือได้เท่าเทียมกับแบงก์ เมื่อระบบชำระเงินดิจิทัลโอนได้เร็วและย้อนกลับไม่ได้ ผู้คุมด่านตรวจ KYC/AML ก่อนเงินเคลื่อนไหว จึงกลายเป็นผู้คุม "ความไว้ใจ" คนใหม่แทนที่ธนาคารพาณิชย์ทันที
อย่างไรก็ตาม เบื้องหลังการประโคมข่าวอย่างคึกโครม มีข้อเท็จจริง 4 ประการที่แถลงข่าวพยายามซุกไว้ใต้พรม เช่น
1. Socure ไม่ใช่ผู้ให้บริการรายเดียว : ประกาศของ Socure ไม่ได้ระบุว่าตนเองเป็นผู้ให้บริการตรวจตัวตนแต่เพียงผู้เดียว (Exclusive Provider) ในระบบ Arc
2. หมกเม็ดเงื่อนไขทางการค้า : ไม่มีรายละเอียดหรือเงื่อนไขผลตอบแทนทางการค้าถูกเปิดเผยแม้แต่น้อย
3. ไร้ตัวตนในวันเปิดตัว : ชื่อของ Socure ไม่ได้ปรากฏอยู่ในรายชื่อผู้ตรวจสอบธุรกรรม (Validator) หรือกลุ่มผู้พัฒนาหลักวันแรกที่ Circle ประกาศเปิดตัว Arc
4. ขายโครงการอนาคต : แผนการของ DTCC ที่จะนำสินทรัพย์ภายใต้การดูแลมาทำโทเคนบน Arc เป็นเพียงโครงการที่วางไว้ในครึ่งหลังของปี 2570 ไม่ใช่ความจริงทางการค้าในวันนี้
ที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือ กรณีของ Standard Chartered ที่ไม่ได้นั่งรอความตายอย่างสถาบันการเงินโบราณ แต่เลือกเหยียบเรือสองแคม ด้วยการเข้าไปนั่งเป็นหนึ่งใน Validator บน Arc ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณชัดเจนว่า แบงก์ระดับโลกที่ฉลาดเริ่มตระหนักแล้วว่า หากไม่สามารถขัดขวางระบบการเงินใหม่ได้ ก็ต้องเข้าไปนั่งร่วมเขียนกติกาบนรางนั้นเพื่อเอาชีวิตรอด
เกมตั้งรับของ ธปท. และโจทย์ใหญ่ที่แบงก์ไทยต้องตอบ
ตัดสลับมาที่บริบทของประเทศไทย ท่าทีของผู้กำกับดูแลอย่างธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ชัดเจนว่ากำลังใช้นโยบาย "ล้อมรั้วขีดวงจำกัด" เพื่อรักษาอำนาจในการควบคุมงบดุลสถาบันการเงินให้อยู่ในสายตา
นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการ ธปท. ได้ออกมากำหนดทิศทางศึกษา Thai Baht Stablecoin (แถลงเมื่อ 26 มิถุนายน และย้ำอีกครั้งเมื่อ 15 กรกฎาคม 2569) โดยเตรียมเปิดรับฟังความคิดเห็นและเล็งออกใบอนุญาตจำนวนจำกัด ซึ่งมีเงื่อนไขเหล็ก
1.ต้องมีเงินบาทสดหนุนหลังเต็ม 100% (1 ต่อ 1) ไม่อนุญาตให้นำพันธบัตรรัฐบาลหรือตราสารหนี้มาใช้ค้ำประกัน
2.ผู้ออกต้องได้รับใบอนุญาตเฉพาะจาก ธปท. และไม่ถือเป็นการสร้างสกุลเงินตราใหม่
3.เปิดทางให้แบงก์พาณิชย์และสถาบันการเงินเข้าทำธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลได้บางประเภท
ยุทธศาสตร์ของ ธปท. มีตรรกะเดียวกับธนาคารกลางทั่วโลก คือพยายามผลักดันระบบ "เงินฝากโทเคน" เพื่อต้อนให้เงินดิจิทัลวิ่งอยู่ในรั้วงบดุลของธนาคารพาณิชย์ไทย ทว่าในโลกการค้าจริง ตลาดสเตเบิลคอยน์ทั่วโลกเกือบ 100% วิ่งบนสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ ภาคการส่งออก-นำเข้า และผู้ให้บริการโอนเงินของไทยมีความจำเป็นต้องรอ "บาทดิจิทัล" หรือไม่? หากรางการโอนเงินดอลลาร์ภายนอกมีประสิทธิภาพ ความเร็ว และต้นทุนที่ต่ำกว่าอย่างเทียบไม่ติด
ในเมื่อรายงานของ Capgemini ไม่ได้มีตัวเลขการสำรวจตลาดไทย แบงก์ไทยจึงยังไม่ต้องตื่นตกใจกับตัวเลข 2.3 แสนล้านดอลลาร์ แต่คำถามแทงใจดำที่ผู้บริหารธนาคารพาณิชย์ไทยต้องกลับไปเปิดงบการเงินและตอบตัวเองให้ได้คือ
1.รายได้จากส่วนต่างอัตราแลกเปลี่ยน (FX), ค่าธรรมเนียมโอนเงินข้ามประเทศ และดอกเบี้ยจากเงินพักรอโอนของลูกค้าองค์กร คิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของรายได้รวมในปัจจุบัน?
2. หากวันใดที่กลุ่มลูกค้าองค์กรขนาดใหญ่ในไทย เริ่มเรียกร้องอัตราค่าบริการ ความโปร่งใส และความเร็วในระดับเดียวกับสเตเบิลคอยน์ดอลลาร์ แบงก์ไทยมีท่อระบบการเงินดิจิทัล การให้บริการที่พร้อมตอบสนองแล้วหรือยัง?
ระบบการเงินดิจิทัลใหม่ ที่เงินวิ่งสามารถเปลี่ยนได้เร็วกว่าที่ความไว้ใจของลูกค้าจะเปลี่ยน แบงก์ที่เหลือแต่ความไว้ใจโดยไม่มีราง ก็มีเวลาเท่าที่ลูกค้ายังอดทนรอ


