ย้อนเส้นทาง “CK Cheong” จากนักลงทุนหุ้นสหรัฐที่เคยบอกว่ามีผลตอบแทน “พอสมควร” จึงไม่ต้องห่วงแม้ Fastwork ยังเผาเงินทุกวัน สู่วันที่แพลตฟอร์มประกาศปิดสิ้นปี หลังตัวเลขชี้รายได้ปี 2567 อยู่เพียง 69 ล้านบาท แต่ขาดทุนถึง 65 ล้านบาท คำถามจึงเกิดขึ้นว่า “กระสุน” ที่พร้อมใส่ Fastwork ใกล้หมด หรือ CK เห็นแล้วว่าการ Burn เพิ่มไม่ได้ซื้อ Growth กลับมาเหมือนที่เคยคาดหวัง
การประกาศปิด Fastwork.co ในวันที่ 31 ธันวาคม 2569 นอกจากจะเป็นการปิดฉากแพลตฟอร์มฟรีแลนซ์รายใหญ่ของไทยแล้ว ยังทำให้ต้องย้อนกลับไปมองการเดิมพันของ CK Cheong หรือ ซีเค เจิง ผู้บริหารและเจ้าของ Fastwork ซึ่งตลอดหลายปีที่ผ่านมาแสดงจุดยืนชัดเจนว่า ยอมให้ธุรกิจขาดทุนและ “เผาเงิน” หากเงินดังกล่าวสามารถสร้างฐานผู้ใช้งานและนำ Fastwork ไปสู่เป้าหมายที่ใหญ่กว่าเดิมได้
แต่ตัวเลขผลประกอบการย้อนหลังกลับทำให้เกิดคำถามว่า เงินที่ Burn ลงไปตลอดหลายปีสามารถซื้อ “การเติบโต” กลับมาได้มากเพียงใด
Fastwork ยอมรับในประกาศปิดแพลตฟอร์มว่า บริษัทพยายามสร้างพื้นที่ให้คนไทยหางาน หาคน และสร้างอาชีพ รวมถึงมีความฝันที่จะนำความสามารถของคนไทยออกสู่ตลาดโลก แต่ความจริงคือ บริษัทขาดทุนมากขึ้นทุกปี และในที่สุดต้องยอมรับว่าไม่สามารถทำสิ่งที่ตั้งใจไว้สำเร็จ
หุ้นสหรัฐ — “กระสุน” ที่ CK เคยบอกว่าไม่ต้องห่วง
หนึ่งในคำพูดที่น่าสนใจที่สุดเมื่อย้อนกลับไปเกิดขึ้นเดือนพฤษภาคม 2568
เวลานั้น CK เคยให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อว่า Fastwork ยังขาดทุนและเขายัง “เผาเงินไปกับ FAST WORK ทุกวัน” โดยบริษัทเพิ่งลดค่าธรรมเนียมจาก 17% เหลือ 10% พร้อมทำ Cashback คืนให้ผู้ว่าจ้างอีก 50% และมีแผนจะลดค่าธรรมเนียมลงเหลือ 0% ในอนาคต เพื่อดึงคนเข้ามาใช้แพลตฟอร์มมากขึ้น ก่อนหารายได้จากช่องทางอื่น เช่น โฆษณา
CK อธิบายด้วยว่า หากต้องการให้ Fastwork มีกำไร สามารถเพิ่มค่าธรรมเนียมหรือลดพนักงานได้ แต่เขาเลือกยอมขาดทุนเพื่อเป้าหมายที่ใหญ่กว่า
และเมื่อพูดถึงความสามารถในการรับภาระขาดทุน CK โยงกลับไปยังการลงทุนของตัวเองว่า
“ไม่ต้องห่วงผม ผมลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ตั้งแต่ไปอยู่ที่นั่น และมีผลตอบแทนพอสมควร”
นั่นเท่ากับว่า ผลตอบแทนจากตลาดหุ้นสหรัฐเป็นส่วนหนึ่งของฐานความมั่งคั่งที่ทำให้เขาสามารถรับการขาดทุนของ Fastwork ได้
แต่หลังจากนั้นเพียงประมาณ 16 เดือน Fastwork กลับประกาศปิดแพลตฟอร์ม
จึงนำมาสู่คำถามว่า “กระสุน” ที่ครั้งหนึ่ง CK บอกว่าไม่ต้องห่วงนั้น เกิดอะไรขึ้น?
เงินที่ Burn ไม่ได้ทำให้ Fastwork โตตามไปด้วย
หากย้อนดูงบการเงิน จะพบประเด็นที่น่าสนใจมากกว่าเพียงคำว่า “ขาดทุน”
ปี 2563 Fastwork มีรายได้รวมประมาณ 44 ล้านบาท ขาดทุน 23 ล้านบาท
ปี 2564 รายได้รวมเพิ่มเป็น 202 ล้านบาท กำไร 121 ล้านบาท แต่กำไรปีดังกล่าวมีปัจจัยสำคัญจากรายได้พิเศษเกี่ยวกับการปรับโครงสร้างหนี้ ไม่ได้เกิดจากการเติบโตของธุรกิจหลักทั้งหมด
หลังจากนั้น ปี 2565 รายได้อยู่ที่ 59 ล้านบาท ขาดทุน 38 ล้านบาท ปี 2566 รายได้ลดลงเหลือ 55 ล้านบาท ขาดทุนเพิ่มเป็น 50 ล้านบาท
และปี 2567 แม้รายได้กลับขึ้นมาประมาณ 69 ล้านบาท แต่ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารเพิ่มเป็นประมาณ 120 ล้านบาท ส่งผลให้บริษัทขาดทุนเพิ่มเป็นประมาณ 65 ล้านบาท
นี่เป็นจุดที่น่าจับตาขนาดของการขาดทุนเพิ่มเร็วกว่าการเพิ่มขึ้นของรายได้อย่างเห็นได้ชัด จึงไม่สามารถมองได้โดยอัตโนมัติว่า ยิ่ง Burn เงินมากเท่าใด ธุรกิจก็จะยิ่งเติบโตมากขึ้นเท่านั้น
จาก “Burn เพื่อ Growth” สู่คำถาม “Burn เพื่ออะไร?”
นี่คือจุดที่แตกต่างจากแนวคิดที่ CK เคยวางไว้
CK เคยอธิบายว่า เป้าหมายไม่ได้อยู่ที่กำไรระยะสั้น แต่ต้องการเพิ่มผู้ใช้งาน Fastwork และเคยคาดหวังว่าจำนวนฟรีแลนซ์บนแพลตฟอร์มจะเพิ่มขึ้นเป็น หลายล้านราย พร้อมขยายการจ้างงานและกระจายรายได้ออกจากกรุงเทพฯ ไปทั่วประเทศ
นั่นคือการเดิมพันบนสมมติฐานว่า ยอมเสียเงินวันนี้ เพื่อสร้างแพลตฟอร์มที่ใหญ่ขึ้นในวันหน้า
แต่เมื่อรายได้ไม่ได้ขยายตัวตามขนาดของผลขาดทุน คำถามจึงเปลี่ยนไปเป็นเงินก้อนใหม่ที่ใส่เข้าไป ยังสามารถซื้อ Growth ได้อีกหรือไม่?
หรือแค่“ซื้อเวลา” ให้ธุรกิจดำเนินต่อไป
“เงินหมด” หรือ “ไม่ควรเผาต่อ”
ตรงนี้อาจเป็นกุญแจสำคัญในการอ่านการปิด Fastwork
เจ้าของกิจการสามารถมีทรัพย์สินเหลืออยู่จำนวนมาก แต่เลือกหยุดลงทุนในธุรกิจหนึ่งได้ หากเห็นว่า ผลตอบแทนจากเงินก้อนถัดไปไม่คุ้มกับความเสี่ยง
ในทางกลับกัน หากเงินสดหรือสินทรัพย์ที่พร้อมเปลี่ยนเป็นเงินสดลดลงจริง ความสามารถในการแบกรับ Cash Burn ก็ย่อมลดลงเช่นกัน
เมื่อครั้งหนึ่งผลตอบแทนจากหุ้นสหรัฐเป็น “กระสุน” ให้ CK กล้าเผาเงินกับ Fastwork แต่เมื่อเงินที่ Burn เพิ่มขึ้นกลับไม่ได้ทำให้รายได้เติบโตในอัตราเดียวกัน การหยุดครั้งนี้เกิดขึ้นเพราะกระสุนสำหรับ Fastwork ใกล้หมดหรือเพราะ CK มาถึงจุดที่เห็นแล้วว่า “ถึงมีเงิน ก็ไม่ควรเผาต่อกันแน่?


