มหาอุทกภัยน้ำท่วม แม้ไม่ส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นอย่างรุนแรง โดยการซื้อขายหุ้นเมื่อวันจันทร์ที่ 28 กันยายนที่ผ่านมา ดัชนีฯ ปรับตัวลงเพียง 5.26 จุด ปิดที่ 1,602.37 จุด ซึ่งเกิดจากการทรุดตัวของหุ้น DELTA มากกว่า แต่ความเสียหายทางเศรษฐกิจจะส่งผลต่อหุ้นในช่วง 3 เดือนสุดท้าย จนไม่มีโอกาสกระเตื้องขึ้นมาอีก
ประมาณการผลกระทบต่อ GDP เบื้องต้นจากบางสำนักวิจัย คาดว่าอาจถูกฉุดให้ลดลงราว 0.26% ทำให้อัตราการเติบโตของ GDP ปีนี้ที่ต่ำอยู่แล้ว ต้องต่ำลงไปอีก
หุ้นในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ ร้านอาหาร ประกันภัย สินเชื่อส่วนบุคคล รถยนต์ และท่องเที่ยว จะได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม ขณะที่หุ้นค้าปลีก สินค้าอุปโภคบริโภค และวัสดุก่อสร้างจะได้รับอานิสงส์ ราคาหุ้นขยับขึ้นรับข่าวชัดเจน
วิกฤตน้ำท่วมใหญ่สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจในกรุงเทพฯ และปริมณฑล เป็นปัจจัยลบใหม่ที่แทรกซ้อนเข้ามา นอกเหนือจากสงครามตะวันออกกลาง ปัญหาเสถียรภาพรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล และแรงขายหุ้นจากนักลงทุนต่างชาติ ทำให้แนวโน้มตลาดหุ้นไตรมาสสุดท้ายปีนี้มืดมน
เศรษฐกิจที่ซบเซาอยู่แล้วจะฟุบหนักลงไปอีก กำลังซื้อประชาชนถดถอย เงินจำนวนหนึ่งต้องนำไปซ่อมแซมบ้านเรือน ไม่เหลือใช้จ่ายสินค้าที่ไม่จำเป็น
สหรัฐอาจขยับดอกเบี้ยอีกครั้งในเดือนตุลาคม เพราะเศรษฐกิจยังร้อนแรง ซึ่งจะส่งแรงกระแทกต่อตลาดหุ้นโลก โดยเฉพาะหุ้นเทคโนโลยีและชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ของไทย
เป้าหมายดัชนีฯ สิ้นปีที่ 1,700 จุด ความหวังริบหรี่เต็มที แม้แต่ระดับ 1,600 จุดก็อาจไม่ยืนอยู่ เพราะไม่มีปัจจัยบวกเข้ามากระตุ้น แต่ถูกรุมล้อมด้วยข่าวร้าย และหากต่างชาติขนเงินกลับ ไตรมาส 4 อาจเป็นช่วงเวลาที่แย่ที่สุดของปี
ผลกระทบน้ำท่วม ตลาดหุ้นซึมซับข่าวไปแล้ว แต่เป็นเพียงปฏิกิริยาระยะสั้น ผลกระทบจริงจะคงอยู่ต่อไปจนไตรมาสหน้า จากเศรษฐกิจที่ถดถอยและ GDP ที่ชะลอตัว
เสน่ห์ตลาดหุ้นไทยจางหายลง และอาจทำให้หุ้นซึมยาวจนถึงต้นปีหน้า
ใครอยากช้อนซื้อหุ้นเก็บ ยังมีเวลารอเลือกซื้อของถูกอีกหลายเดือน ไม่จำเป็นต้องรีบร้อน “รับ” หุ้นในแนวโน้มขาลง โดยเฉพาะกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่เสี่ยงต่อดอกเบี้ยขาขึ้น


