โลกการเงินกำลังถูกสั่นคลอนอีกครั้ง เมื่อยักษ์ใหญ่ผู้จัดการสินทรัพย์อันดับหนึ่งของโลกอย่าง BlackRock โยนหินถามทางผ่านรายงานสมุดปกขาวฉบับล่าสุด ชี้ชัดว่า "ปัญญาประดิษฐ์ (AI)" กำลังก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมและจะกลายมาเป็น "เครื่องยนต์สูบฉีดความต้องการ" ของตลาดคริปโตเคอร์เรนซีและสเตเบิลคอยน์ (Stablecoin) ชนิดที่ธนาคารดั้งเดิมต้องหนาวๆ ร้อนๆ ทว่า ภายใต้วิสัยทัศน์ที่ดูหรูหราเกี่ยวกับ "ระบบเศรษฐกิจสายพันธุ์จักรกล" (Machine-Native Economy) แท้จริงแล้วมันคือแนวโน้มแห่งอนาคตที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง หรือเป็นเพียงกลเกมอันแยบยลของทุนยักษ์ที่หวังปั่นกระแสเพื่อป้อนผลประโยชน์เข้าสู่กองทุนสินทรัพย์ดิจิทัลของตนเองกันแน่ MGR จะพาไปชำแหละเบื้องลึกของรายงานฉบับนี้แบบเจาะลึก
จุดบรรจบของสองขั้วเทคโนโลยีเมื่อ AI ต้องการ "กระเป๋าเงิน"
รายงานของ BlackRock ที่มีชื่อว่า The Machine-Native Economy ซึ่งเขียนโดยทีมวิจัยสินทรัพย์ดิจิทัลของ BlackRock ระบุถึงจุดเปลี่ยนผ่านที่สำคัญ นั่นคือการที่ AI กำลังพัฒนาไปสู่ระบบ "Agentic" หรือการเป็นผู้ช่วยอัจฉริยะที่สามารถคิด วิเคราะห์ และดำเนินงานหลายขั้นตอนได้เองโดยไม่ต้องพึ่งพามนุษย์ ปัญหาคือ เมื่อ AI เหล่านี้ต้องทำธุรกรรมซื้อขาย เช่น การเช่าพื้นที่เก็บข้อมูล หรือการซื้อพลังการประมวลผล (Compute) ระบบการเงินในโลกปัจจุบันกลับกลายเป็นคอขวดที่ขัดขวางการทำงาน
การเปรียบเทียบเชิงโครงสร้างที่น่าสนใจคือ ทั้งโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLMs) และบล็อกเชน (Blockchain) ต่างทำงานอยู่บนพื้นฐานของการแปลงข้อมูลเป็น "โทเคน" (Tokenization) หาก LLM คือการแปลงภาษามนุษย์ให้เป็นตัวเลขที่คอมพิวเตอร์เข้าใจ บล็อกเชนก็คือการแปลงมูลค่าและสิทธิ์ความเป็นเจ้าของให้เป็นโทเคนที่เครื่องจักรสามารถตรวจสอบและโอนย้ายได้โดยไม่ต้องผ่านคนกลาง เมื่อนำทั้งสองสิ่งมาประกบกัน AI ที่เคยมีแค่สมองในการคิดวิเคราะห์ จะมีอำนาจในการตัดสินใจและชำระเงินได้อย่างสมบูรณ์แบบ กลายเป็นผู้เล่นเต็มตัวในระบบเศรษฐกิจ
อวสานระบบชำระเงินเก่าทำไมบัตรเครดิตถึง "สอบตก"
รายงานชี้ให้เห็นถึงจุดอ่อนฉกรรจ์ของระบบชำระเงินแบบดั้งเดิม ไม่ว่าจะเป็นระบบโอนเงิน ACH หรือเครือข่ายบัตรเครดิต ระบบเหล่านี้เต็มไปด้วยความล่าช้า (Friction) ทั้งขั้นตอนการเปิดบัญชี การยืนยันตัวตนที่ต้องใช้คน และที่สำคัญที่สุดคือ "ค่าธรรมเนียม" ที่ทำให้การทำธุรกรรมมูลค่าต่ำมากๆ (Micro-transactions) ของ AI กลายเป็นเรื่องที่ไม่คุ้มค่า
ในทางกลับกัน สเตเบิลคอยน์และคริปโตเคอร์เรนซีสามารถชำระราคาได้ตลอด 24 ชั่วโมงต่อวัน รองรับการตั้งเงื่อนไขการจ่ายเงินด้วยโปรแกรม และจัดการธุรกรรมขนาดเล็กจิ๋วได้อย่างมีประสิทธิภาพโดย BlackRock ได้ยกตัวอย่างถึงโปรโตคอลเกิดใหม่ที่ถูกสร้างมาเพื่อการนี้โดยเฉพาะ เช่น โปรโตคอล x402 ที่ปลุกผีรหัส HTTP 402 (Payment Required) กลับมาใช้สำหรับการชำระเงินข้ามบล็อกเชนโดย Coinbase, โปรโตคอล ACP จากการร่วมมือของ Stripe และ OpenAI หรือแม้แต่มาตรฐานของฝั่ง Google และ Anthropic การที่ Stripe เข้าซื้อกิจการ OpenRouter เมื่อเดือนสิงหาคม 2569 จึงเป็นสัญญาณที่ชี้ชัดว่า โครงสร้างพื้นฐานทางการเงินกำลังถูกปรับโฉมเพื่อห้อมล้อมการใช้งาน AI อย่างเต็มสูบ
ตัวเลขสถิติชี้ชัดตลาดแสนล้านที่เบียดรัศมี Visa
เพื่อตอกย้ำให้เห็นถึงขนาดของโอกาส BlackRock ได้งัดเอาชุดตัวเลขขึ้นมาสนับสนุน โดยระบุว่ามูลค่าตลาดของสเตเบิลคอยน์ในเดือนกันยายน 2569 ทะลุ 3 แสนล้านดอลลาร์ไปแล้ว และมีปริมาณการทำธุรกรรมที่ปรับปรุงแล้วในปี 2568 สูงถึง 11 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นตัวเลขที่ก้าวขึ้นมาอยู่ในระดับเดียวกับปริมาณการชำระเงินรายปีของยักษ์ใหญ่อย่าง Visa และ Mastercard รวมกัน สเตเบิลคอยน์ยังมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) สูงถึง 80% ระหว่างปี 2020-2025 ทิ้งห่างระบบ ACH ที่โตเพียง 8.5%
นอกจากนี้ "พลังประมวลผล" (Compute) กำลังจะกลายเป็นทรัพยากรทางเศรษฐกิจใหม่ คาดการณ์ว่ารายได้ของยักษ์ใหญ่คลาวด์คอมพิวติ้งระดับไฮเปอร์สเกล (AWS, Microsoft, Google) จะทะยานแตะระดับ 1.1 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2030 ซึ่งในโลกอนาคตอันใกล้นี้ AI Agents จะสามารถวิ่งหาและจ่ายเงินเพื่อซื้อพลังประมวลผลเหล่านี้กันเองผ่านบล็อกเชน
ชำแหละวาระซ่อนเร้น วิสัยทัศน์โลกอนาคต หรือ แคมเปญของทุนยักษ์?
แม้รายงานจะนำเสนอภาพอนาคตที่สมเหตุสมผล แต่จุดที่ต้อง "ขีดเส้นใต้" คือข้อสงวนสิทธิ์ในเอกสารที่ยอมรับโต้งๆว่า "ระบบเศรษฐกิจสายพันธุ์จักรกลนี้ ยังไม่ได้เกิดขึ้นจริง" ทุกอย่างยังเป็นเพียงสมมติฐาน ข้อมูลที่อ้างว่า AI เลือกใช้สเตเบิลคอยน์เพื่อจ่ายเงินรายวันและใช้บิตคอยน์เพื่อรักษามูลค่าระยะยาวนั้น เป็นเพียงผลลัพธ์จากการทดลองบทบาทสมมติในห้องแล็บ ไม่ใช่พฤติกรรมที่เกิดขึ้นจริงในสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่สเกลระดับโลก โครงสร้างพื้นฐานนั้นถูกสร้างขึ้นมาเสร็จก่อนที่ AI Agents จะปรากฏตัวขึ้นมาใช้งานจริงเสียอีก
ประเด็นที่แหลมคมที่สุดคือ บริบทและจุดยืนของ BlackRock ในเกมนี้ ในฐานะผู้จัดการสินทรัพย์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก พวกเขาไม่ใช่ "ผู้สังเกตการณ์ที่วางตัวเป็นกลาง" แต่เป็นผู้เล่นที่มีผลประโยชน์ทางพาณิชย์โดยตรง BlackRock เป็นเจ้าของกองทุน iShares Spot Bitcoin และ Ether ETF รวมถึงเพิ่งเปิดตัวกองทุนแบบ Tokenized สำหรับสถาบันอย่าง BUIDL และส่งสัญญาณชัดเจนว่าต้องการทำ Tokenization กับ ETF และสินทรัพย์อื่นๆ การออกรายงานที่ชี้ว่า AI จะสร้างดีมานด์มหาศาลให้กับสเตเบิลคอยน์และบล็อกเชน จึงปฏิเสธไม่ได้ว่านี่คือทฤษฎีที่สอดรับและผลักดันวาระทางธุรกิจของตนเองอย่างลงตัว
ความสำคัญของการขยับตัวครั้งนี้ไม่ได้อยู่ที่ความแม่นยำของตัวเลขคาดการณ์ แต่อยู่ที่ "ผู้ส่งสาร" เมื่อองค์กรระดับเบอร์หนึ่งของโลกลุกขึ้นมาตั้งข้อสังเกตผนวก AI เข้ากับคริปโตฯ มันคือการยกระดับเรื่องราวจากวงสนทนาเฉพาะกลุ่มของโปรแกรมเมอร์ ให้กลายมาเป็นกรอบความคิดเชิงกลยุทธ์ ที่ดึงดูดเม็ดเงินจากนักลงทุนสถาบันกระแสหลัก ในโลกการเงินที่ขับเคลื่อนด้วยผลประโยชน์ ผู้ที่สามารถสถาปนาความเชื่อและกำหนดโครงสร้างพื้นฐานได้ก่อน ย่อมเป็นผู้ที่กอบโกยผลกำไรได้มากที่สุดในยุคเศรษฐกิจจักรกลที่กำลังจะมาถึง


