xs
xsm
sm
md
lg

บิ๊ก ก.ล.ต. สหรัฐฯ ชงรื้อระบบ KYC เสนอใช้ ZK Proofs สกัดนายทุนฮุบข้อมูลส่วนบุคคล

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


เฮสเตอร์ เพียร์ซ กรรมการคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์แห่งสหรัฐอเมริกา (ก.ล.ต.)
เฮสเตอร์ เพียร์ซ กรรมการคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์แห่งสหรัฐอเมริกา (ก.ล.ต.) โยนหินถามทางครั้งใหญ่ เสนอแนวทางปฏิวัติการตรวจสอบตัวตน (KYC) และการป้องกันการฟอกเงิน (AML) ชูเทคโนโลยี Zero-Knowledge Proofs เป็นทางออกเพื่อหยุดยั้งสถาบันการเงินจากการแอบเก็บข้อมูลส่วนบุคคล ที่เธอมองว่ากำลังเปลี่ยนโครงสร้างพื้นฐานทางการเงิน แม้จุดยืนนี้จะเป็นเพียงความเห็นส่วนตัวช่วงโค้งสุดท้ายของการดำรงตำแหน่ง แต่ก็สร้างแรงสั่นสะเทือนวงการคริปโตอย่างรุนแรง นอกจากนี้ยังพ่วงประเด็นร้อนเรื่องข้อยกเว้นทางนวัตกรรม 5 ปีสำหรับหุ้นโทเคน ที่เพิ่งประกาศใช้ ท่ามกลางเสียงค้านจากฝั่งสถาบันว่าอาจสร้างความสับสนและทุบสภาพคล่องในตลาด นี่คือรอยต่อสำคัญที่โลกการเงินต้องจับตาอย่างใกล้ชิด

เฮสเตอร์ เพียร์ซ กรรมการ ก.ล.ต. สหรัฐฯ ขึ้นเวทีสัมมนาสินทรัพย์ดิจิทัลของสมาคมอุตสาหกรรมหลักทรัพย์และตลาดการเงิน (SIFMA) เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2569 และได้จุดพลุประเด็นที่ท้าทายระบบการเงินแบบดั้งเดิมอย่างหน้ามือเป็นหลังมือ

เพียร์ซ ชี้ให้เห็นถึงรอยรั่วและอันตรายของระบบการเงินในปัจจุบันที่บีบบังคับให้สถาบันต่างๆ ต้องกว้านเก็บข้อมูลส่วนบุคคลและข้อมูลธุรกรรมมหาศาลเพื่อตอบสนองต่อกฎเกณฑ์การทำความรู้จักลูกค้า (KYC) และการต่อต้านการฟอกเงิน (AML) เธอนิยามคลังข้อมูลเหล่านี้ว่าเป็น "กองฟางข้อมูลที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ" และการเก็บข้อมูลซ้ำซากนี้กำลังเปลี่ยนโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินให้กลายเป็น "เรือนจำแห่งการจับตาดู" หรือ Panopticon ที่ลิดรอนสิทธิความเป็นส่วนตัวของประชาชน

ข้อเสนอของเธอ คือการนำเทคโนโลยี Zero-Knowledge Proofs (การพิสูจน์โดยไม่เปิดเผยความรู้) และข้อมูลรับรองแบบระบุคุณลักษณะ มาใช้แทนการใช้รูปแบบข้อมูลเดิม เทคโนโลยีนี้จะช่วยยืนยันข้อเท็จจริงที่สำคัญ เช่น อายุ สัญชาติ สถานะนักลงทุนที่ได้รับการรับรอง หรือแม้แต่การผ่านการคัดกรองมาตรการคว่ำบาตร โดยที่สถาบันการเงินไม่จำเป็นต้องเข้าถึงหรือล้วงลึกถึงข้อมูลพื้นฐานส่วนตัวอย่างชื่อ ที่อยู่ หรือรายได้อีกต่อไป นี่คือข้อเสนอให้หน่วยงานกำกับดูแลเปลี่ยนผ่านจากการออกคำสั่งให้กักเก็บข้อมูลแบบตายตัว ไปสู่การตรวจสอบที่อาศัยเทคโนโลยีชั้นสูงเป็นกลไกขับเคลื่อน

อย่างไรก็ดี เพียร์ซ ย้ำจุดยืนชัดเจนว่าข้อเสนอนี้เป็นเพียงมุมมองเชิงนโยบายส่วนตัว ไม่ใช่มติของ ก.ล.ต. สหรัฐฯ หรือเพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ และไม่ได้หมายความว่ากฎเกณฑ์ KYC หรือ AML ในปัจจุบันจะถูกยกเลิกแต่อย่างใด สถาบันการเงินยังคงต้องปฏิบัติตามกฎหมายการรักษาข้อมูลระบุตัวตนลูกค้าตามเดิมทุกประการ เพียงแต่เปิดช่องให้มีการพึ่งพาระบบยืนยันตัวตนจากบุคคลที่สามที่เชื่อถือได้ง่ายขึ้น ภายใต้กรอบของกฎหมาย

สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือ ข้อเสนอนี้ไม่ใช่เรื่องที่เพิ่งคิดค้นขึ้นมาลอยๆ เมื่อเจาะลึกเข้าไปในรายงานการประชุมของคณะทำงานด้านคริปโตแห่ง ก.ล.ต. สหรัฐฯ พบว่าเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 ทีมงานได้หารือร่วมกับตัวแทนจากบริษัท แอซเทก ลาบอราโทเรียม ลิมิเต็ด เกี่ยวกับประเด็นด้านกฎระเบียบของสินทรัพย์คริปโตและระบบ ซีเคพาสสปอร์ต (ZKPassport)

ระบบดังกล่าวถูกนำเสนอว่าสามารถตรวจสอบเอกสารยืนยันตัวตนที่ออกโดยรัฐบาลได้โดยตรงบนอุปกรณ์ของผู้ใช้งาน จากนั้นระบบจะสร้างหลักฐานการเข้ารหัสเพื่อยืนยันข้อเท็จจริงตามที่ร้องขอ โดยไม่ต้องส่งข้อมูลตัวตนนั้นไปยังกลุ่มทุนหรือภาคธุรกิจ แม้ว่า ก.ล.ต. สหรัฐฯ จะไม่ได้ให้การรับรองผลิตภัณฑ์นี้ แต่การหารือดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าภาครัฐกำลังตั้งคำถามอย่างจริงจังว่า หลักฐานทางคริปโตแกรมจะสามารถนำมาทดแทนการจัดเก็บข้อมูลตามกฎหมายได้อย่างไร สอดคล้องกับรายงานของคณะทำงานประธานาธิบดีในปี 2568 ที่เคยหยิบยกประเด็นเทคโนโลยี Zero-Knowledge Proofs มาหารือในฐานะกลไกตรวจสอบตัวตนล่วงหน้าไปแล้ว

นอกเหนือจากประเด็น KYC เพียร์ซ ยังได้เจาะลึกถึงคำสั่งยกเว้นทางนวัตกรรม (Innovation Exemption) ที่ ก.ล.ต. สหรัฐฯ เพิ่งประกาศไปเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2569 ซึ่งถือเป็นการเปิดประตูบานใหญ่ให้กับการซื้อขายหลักทรัพย์รูปแบบใหม่ โดยอนุญาตให้หลักทรัพย์ที่ถูกแปลงเป็นโทเคน (Tokenized Stocks) สามารถซื้อขายผ่านระบบดูแลสภาพคล่องอัตโนมัติ ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด เพื่อป้องกันไม่ให้ตลาดทุนของสหรัฐฯ สูญเสียความสามารถในการแข่งขันให้กับแพลตฟอร์มต่างชาติ

ระยะเวลาผ่อนผันนี้กินเวลาถึง 5 ปีเต็ม เริ่มตั้งแต่ 17 กันยายน 2569 ไปจนถึง 17 กันยายน 2574 โดยมีการแบ่งระดับการควบคุมอย่างรัดกุม หุ้นโทเคนเหล่านี้ต้องรักษาสิทธิของผู้ถือหุ้นดั้งเดิมไว้อย่างครบถ้วน ไม่ใช่เพียงแค่ผลิตภัณฑ์สังเคราะห์ที่เกาะติดการเคลื่อนไหวของราคา การทดลองนี้ถูกตีกรอบด้วยเงื่อนไขที่เข้มงวด สำหรับหลักทรัพย์ระดับที่ 1 จำกัดสัญลักษณ์เพียง 75 รายการ และปริมาณการซื้อขายไม่เกิน 0.25 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ระดับที่ 2 ขยายเพดานเป็น 250 รายการ และจำกัดปริมาณที่ 2.5 เปอร์เซ็นต์ พร้อมเงื่อนไขบังคับให้แพลตฟอร์มต้องเปิดเผยข้อมูลธุรกรรมสู่สาธารณะภายใน 10 นาที ซึ่งทาง พอล แอตกินส์ ประธาน ก.ล.ต. สหรัฐฯ มองว่าสิ่งนี้คือสะพานเชื่อมไปสู่การร่างกฎระเบียบที่ถาวรในอนาคต

แม้นวัตกรรมจะเดินหน้า แต่เสียงสะท้อนจากฝั่งสถาบันก็ดุเดือดไม่แพ้กัน เคนเนธ เบนท์เซน จูเนียร์ ประธานและซีอีโอของ SIFMA ตั้งข้อสังเกตว่า การปล่อยให้มีหลักทรัพย์เวอร์ชันโทเคนหลายรูปแบบซื้อขายในตลาดคู่ขนาน อาจกลายเป็นดาบสองคมที่สร้างความสับสนให้กับนักลงทุน และทำให้เกิดการกระจายตัวของสภาพคล่องอย่างควบคุมได้ยาก

เพียร์ซ ตอบรับข้อกังวลดังกล่าว โดยชี้ว่าข้อยกเว้นนี้เป็นเพียงก้าวแรกของกระบวนการอันยาวนาน ในขณะที่งานใหญ่ของ ก.ล.ต. สหรัฐฯ คือการวางกรอบกฎหมายสำหรับตัวกลางและแพลตฟอร์มที่ต้องจัดการกับหลักทรัพย์โทเคนรูปแบบใหม่ๆ ที่กฎเกณฑ์ในอดีตไม่เคยคาดคิด บทสรุปของการสืบสวนเชิงลึกครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า โลกการเงินกำลังก้าวเข้าสู่สมรภูมิแห่งการเผชิญหน้าระหว่างความปลอดภัยในการระบุตัวตน สิทธิความเป็นส่วนตัว และการเปิดรับนวัตกรรมคริปโต ซึ่งกฎเกณฑ์ที่กำลังจะถูกร่างขึ้นหลังจากนี้ จะเป็นตัวชี้ชะตาทิศทางของระบบนิเวศทางการเงินโลกในทศวรรษหน้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้