xs
xsm
sm
md
lg

ถอดรหัสคดี Forex 1.7 หมื่นล้าน แปลงบาทเป็นคริปโตฟอกข้ามชาติ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



อัยการนัดฟังคำสั่งคดี Forex เถื่อน 5 ตุลาคมนี้ หลัง DSI ส่งสำนวนหนา 40,348 แผ่น พร้อมผู้ต้องหา 34 ราย ให้สั่งฟ้องยกล็อต ความเสียหายพุ่งทะลุ 1.7 หมื่นล้านบาท แต่สิ่งที่น่าขนลุกกว่าตัวเลขคือวิธีฟอกเงิน เพราะเงินของเหยื่อไม่ได้จบแค่ในกระเป๋าของโบรกเกอร์เถื่อน หากถูกสับเปลี่ยนสภาพเป็นบิทคอยน์และ USDT ผ่าน Hardware Wallet ก่อนเผ่นข้ามกระดานเทรดต่างประเทศไปหลายทอด จนแม้แต่เจ้าหน้าที่รัฐเองยังยอมรับว่า "ไล่ตามได้แค่เงินที่ยังหลงเหลืออยู่ในระบบธนาคารไทยเท่านั้น"

วันพฤหัสบดีที่ 24 กันยายน 2569 คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษที่ 92/2569 กองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ กรมสอบสวนคดีพิเศษ ขนสำนวน 17 ลัง 102 แฟ้ม เอกสารรวม 40,348 แผ่น พร้อมตัวผู้ต้องหา 34 ราย แบ่งเป็นนิติบุคคล 10 ราย บุคคลธรรมดา 24 ราย เดินเข้าสำนักงานอัยการสูงสุด ถนนรัชดาภิเษก เพื่อส่งมอบให้พนักงานอัยการคดีพิเศษพิจารณาสั่งฟ้อง โดยคณะพนักงานสอบสวนมีความเห็นสั่งฟ้องผู้ต้องหาทั้งหมด ไม่มีใครถูกควบคุมตัว เพราะทุกคนได้รับการประกันตัวไปก่อนหน้านี้ อัยการนัดฟังคำสั่งอีกครั้งวันที่ 5 ตุลาคม

ตัวเลขความเสียหายที่ทางการยืนยันอยู่ที่ 17,000 ล้านบาท มาจากประชาชนที่หลงเชื่อคำชักชวนให้ร่วมลงทุนซื้อขายสินทรัพย์ผ่านโบรกเกอร์ต่างประเทศที่ไม่เคยได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการในไทยแม้แต่รายเดียว ได้แก่ QRS Global, GOFX, Eterwealth และ HFM ทั้งหมดอ้างว่าจดทะเบียนในต่างประเทศแถบหมู่เกาะทะเลแคริบเบียนเพื่อหนีสายตาธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งยืนยันชัดว่าไม่เคยออกใบอนุญาตให้ใครทำธุรกิจ Forex ในราชอาณาจักรแม้แต่รายเดียวเช่นกัน


ย้อนกลับไปวันที่ 16 มิถุนายน 2569 DSI สนธิกำลังตำรวจไซเบอร์ สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ และธนาคารแห่งประเทศไทย เปิดปฏิบัติการชื่อ Shutdown the Laundering ตรวจค้นพร้อมกัน 24 จุดทั่วกรุงเทพฯ และปริมณฑล แบ่งเป็นที่ทำการบริษัท 15 แห่ง บ้านพัก 9 แห่ง ยึดเงินสดกว่า 65 ล้านบาท เงินตราต่างประเทศ 6 แสนบาท รถหรูซูเปอร์คาร์ 5 คัน รถยนต์ทั่วไป 15 คัน รถจักรยานยนต์ 4 คัน ทองคำแท่งและทองรูปพรรณหนักรวม 50 บาท เงินแท่ง 12 กิโลกรัม นาฬิกาหรู 113 เรือน กระเป๋าแบรนด์เนมกว่า 40 ใบ คอมพิวเตอร์ 55 เครื่อง และที่สำคัญที่สุดคือ Hardware Wallet บรรจุสินทรัพย์ดิจิทัลประเภทบิทคอยน์และ USDT จำนวนหนึ่ง พร้อมอายัดบัญชีธนาคาร 77 บัญชี แบ่งเป็นนิติบุคคล 20 ราย บุคคล 57 ราย


อธิบดี DSI แถลงผลปฏิบัติการว่า โครงสร้างขบวนการที่ DSI แกะออกมาแบ่งเป็นสามขาทำงานเป็นระบบ ขาแรกคือโบรกเกอร์เถื่อนที่เปิดแพลตฟอร์มรับเทรด ขาที่สองคือกลุ่มผู้แนะนำโบรกเกอร์หรือ IB ซึ่งใช้จิตวิทยาสร้างภาพลักษณ์ร่ำรวยผ่านโซเชียลมีเดียเพื่อจูงใจเหยื่อ นำโดยบุคคลที่ตั้งตนเป็นโค้ช อาจารย์มาสเตอร์ อาจารย์พี, JP Global, ลิงดำ แอ็คมี่ และที่สร้างความประหลาดใจที่สุดคือนายธีรพงษ์ (สงวนนามสกุล) หรือโค้ชเจมส์ โค้ชสอนเทรดสั้นชื่อดังเจ้าของวลี ALL IN ที่มีผู้ติดตามหลายแสนคน ถูกจับกุมวันที่ 14 กรกฎาคม 2569 ฐานแนะนำให้เหยื่อเปิดบัญชีกับ Eterwealth และ HFM ส่วนนางสาวมัลลิกา (สงวนนามสกุล) เจ้าของโบรกเกอร์ QRS ผู้เปิดสถาบันสอนเทรดย่านลาดพร้าว การันตีผลตอบแทน 20-30 เปอร์เซ็นต์ภายใน 7 วัน ถูกจับกุมวันถัดมาคือ 15 กรกฎาคม ขาที่สามคือกลุ่ม Payment Gateway เช่นบริษัท เรนนี่ คอปเปอเรชั่น จำกัด และบริษัท เพย์โซลูชั่น จำกัด ซึ่งทำหน้าที่เป็นท่อรับเงินจากเหยื่อก่อนแปลงสภาพเป็นเงินดิจิทัลผ่าน Hardware Wallet เพื่อให้ยากต่อการติดตาม


ขณะที่เหยื่อรายหนึ่งที่ออกมาให้ข้อมูลคือ น.ส.ฏีร์ญาภา วิจิตรมณีวัชร์ อดีตผู้เข้าประกวดนางงาม สูญเงินไป 70 ล้านบาท เธอเล่าว่าขบวนการใช้ซอฟต์แวร์ปลอมกราฟราคาให้เพี้ยนจากตลาดโลกจริง จงใจตัดสัญญาณเซิร์ฟเวอร์ในจังหวะที่พอร์ตกำลังเป็นกำไร ก่อนสั่งล้างพอร์ตให้เหลือศูนย์ภายในไม่กี่นาที ช่วงแรกจะปล่อยให้ถอนเงินได้จริงเพื่อสร้างความเชื่อใจ ก่อนหาเหตุอ้างเรื่องภาษีหรือค่าธรรมเนียมล่วงหน้าจนถอนไม่ได้อีก ผู้เสียหายที่ลงทะเบียนแล้วมีมากกว่า 500 ราย และตัวเลขยังขยับขึ้นเรื่อยๆอย่างต่อเนื่อง


นอกจากนี้ประเด็นที่สะเทือนวงการมากที่สุดคือเส้นทางเงินที่ DSI แกะรอยไปเจอ บริษัท ALPFX ซึ่งทำหน้าที่โบรกเกอร์ แต่ที่ตั้งจริงกลับเป็นเพียงบ้านทาวน์เฮ้าส์ โอนเงินผ่านบริษัท Spark Digital ก่อนไหลเข้าบัญชีส่วนตัวของนายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน รวม 28 ล้านบาท แบ่งโอน 14 ครั้ง ครั้งละ 2 ล้านบาท ภายในวันเดียวช่วงเดือนกรกฎาคม 2567 แต่ละรายการเสร็จสิ้นภายในไม่กี่วินาที


ขณะที่ตัวนายภาวุธเอง ออกมายืนยันภายหลังว่าไม่เกี่ยวข้องกับ Forex เงินก้อนนี้เป็นธุรกรรมลงทุนทองคำที่ขาดทุนตามปกติ ขณะที่อีกชื่อหนึ่งที่ปรากฏในผังคือนายรัฐภูมิ โตคงทรัพย์ หรือฟิล์ม อดีตพระเอกนักร้องชื่อดัง ที่มีความเชื่อมโยงในฐานะผู้ขับเคลื่อนบริษัท International Wealth ซึ่งมีสายสัมพันธ์กับโบรกเกอร์ HFM โดยพบหลักฐานโอนเงินให้พี่ชายของเขาอีกราว 60 ล้านบาท ทั้งสองคนไม่กังวลกับข้อกล่าวหา ยืนยันความบริสุทธิ์และพร้อมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมตามที่แจ้งกับสื่อในวันส่งสำนวน


แต่ประเด็นที่สังคมจับตายิ่งกว่าชื่อคนดังคือคำพูดหนึ่งที่ DSI แถลงเอง เมื่อระบุว่าการอายัดทรัพย์ครั้งนี้ครอบคลุมเฉพาะธุรกรรม Cryptocurrency หรือเงินดิจิทัลที่อยู่ภายใต้กฎหมายไทยเท่านั้น พูดง่ายๆ คือ "เงินก้อนไหนที่ถูกแปลงเป็นบิทคอยน์หรือ USDT แล้วโอนออกไปเก็บในกระเป๋าเงินดิจิทัลหรือกระดานเทรดต่างประเทศเรียบร้อยแล้ว" รัฐไทยแทบไม่มีอำนาจตามไปแตะได้เลย นี่คือจุดตายของคดีลักษณะนี้ทุกคดี เพราะทันทีที่เงินบาทของเหยื่อถูกสับสภาพเป็นคริปโตผ่าน Hardware Wallet มันก็พร้อมกระโดดข้ามพรมแดนได้ในไม่กี่วินาที ต่างจากเงินในบัญชีธนาคารที่ต้องผ่านหลายขั้นตอนกว่าจะโอนออกนอกประเทศ


ตัวเลขระดับชาติยืนยันว่านี่ไม่ใช่ปัญหาเฉพาะคดีเดียว ธนาคารแห่งประเทศไทยเปิดเผยเมื่อกลางเดือนกันยายนที่ผ่านมาว่าพบเงิน USDT โอนจากต่างประเทศเข้ามาขายแปลงเป็นเงินบาทสูงถึง 5-6 แสนล้านบาทในช่วงเวลาแค่ครึ่งปี ซึ่งเป็นช่องทางที่ ธปท. เร่งปิดควบคู่กับการจำกัดถอนเงินสดก้อนใหญ่และคุมเข้มการซื้อขายทองคำแท่ง


ด้านสำนักงาน ก.ล.ต. เพิ่งประกาศเมื่อวันที่ 17 กันยายน กำหนดเพดานโอนสเตเบิลคอยน์สกุลต่างประเทศอย่าง USDT ไม่เกิน 5 ล้านบาทต่อวัน เพื่อสกัดการใช้เป็นทางหนีเงินทุนออกนอกประเทศ พร้อมเร่งบังคับใช้มาตรการ Travel Rule ให้ผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลต้องส่งข้อมูลผู้โอนและผู้รับทุกธุรกรรม ซึ่งจะออกเกณฑ์ภายในสิงหาคม 2569 และเริ่มบังคับจริงกุมภาพันธ์ 2570 พร้อมพัฒนาเครื่องมือ Blockchain Forensic Tools ไล่ตามเส้นทางเหรียญที่เชื่อมโยงกระเป๋าเสี่ยง


ก่อนหน้านี้ตั้งแต่เดือนเมษายน 2569 ก.ล.ต. ปปง. ธปท. และกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยีเคยผนึกกำลังกันสกัดทุนเทาผ่านสินทรัพย์ดิจิทัลมาแล้วครั้งหนึ่ง ผลคืออายัดและยึดทรัพย์ได้กว่า 2 หมื่นล้านบาท แต่ตัวอย่างที่ตอกย้ำว่าคริปโตเร็วกว่ากฎหมายเสมอคือคดี "ดิ ไอคอนกรุ๊ป" ที่มีการตรวจพบเส้นทางการเงินผิดปกติกว่า 247,911,936 USDT คิดเป็นมูลค่ากว่า 8,223 ล้านบาท ถูกโอนออกไปก่อนที่ผู้ก่อตั้งเครือข่ายจะถูกจับกุมเพียงชั่วโมงเดียว เป็นบทเรียนราคาแพงที่ตอกย้ำว่าทันทีที่เหยื่อโอนเงินบาทเข้าไป ขบวนการสามารถแปลงเป็นคริปโตและกระจายออกข้ามกระดานเทรดต่างประเทศหลายทอดได้เร็วกว่าที่หน่วยงานรัฐจะขยับตัวทัน และแน่นอนว่าบิ๊กระดับสูงที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้ "ศาลพิจารณายกฟ้อง" ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว


ทั้งนี้คดี 92/2569 จึงไม่ใช่แค่เรื่องของโบรกเกอร์ปลอมกราฟหลอกเงินคนไทยกว่าห้าร้อยราย แต่เป็นภาพจำลองย่อส่วนของสงครามที่หน่วยงานกำกับดูแลกำลังสู้อยู่ทั่วประเทศ ระหว่างเงินบาทที่วิ่งช้าตามกฎหมายฟอกเงินฉบับเก่า กับคริปโตที่วิ่งเร็วข้ามพรมแดนได้ในคลิกเดียว ขั้นตอนต่อไปหลังอัยการฟังคำสั่งวันที่ 5 ตุลาคม DSI ยืนยันจะเดินหน้ากระบวนการเฉลี่ยทรัพย์คืนผู้เสียหายตามสัดส่วนความเสียหายจริง โดยเปิดให้ผู้ที่ยังไม่ได้เข้าให้ข้อมูลรีบติดต่อกองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศโดยเร็ว ก่อนที่เส้นทางเงินที่เหลือจะเผ่นข้ามกระดานเทรดไปอีกทอดจนตามคืนไม่ได้เลย