วอชิงตันกำลังขยับหมากกระดานใหญ่ เมื่อรัฐบาลภายใต้การนำของ โดนัลด์ ทรัมป์ ซุ่มเจรจาปั้นโปรเจกต์ระดับชาติ ดัน "สเตเบิลคอยน์" ที่อิงกับเงินดอลลาร์ออกสู่ตลาดต่างประเทศ หวังใช้เป็นหัวหอกทะลวงฟันเพื่อตอกย้ำความเป็นเจ้ามหาอำนาจของสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ บนเวทีโลก แผนลึกครั้งนี้ไม่ได้มาเล่นๆ แต่ดึงกระทรวงการคลัง กระทรวงการต่างประเทศ และบรรษัทเงินทุนเพื่อการพัฒนาประเทศ ร่วมผนึกกำลังกับภาคเอกชน หวังสร้างดีมานด์มหาศาลเพื่ออุ้มพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ในยุคที่จีนและยุโรปกำลังเร่งสปีดเครื่องยนต์สกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลางชนิดหายใจรดต้นคอ ศึกชิงจ้าวแห่งระบบชำระเงินดิจิทัลโลกครั้งนี้ดุเดือดและมีเสถียรภาพของดอลลาร์เป็นเดิมพัน!
สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานล่าสุดเมื่อวันพุธที่ผ่านมา กลายเป็นแรงสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งวงการเศรษฐกิจและตลาดคริปโต เมื่อมีแหล่งข่าววงในระบุชัดเจนว่า รัฐบาลสหรัฐฯ กำลังพิจารณาแผนการครั้งสำคัญในการผลักดันให้เกิดการใช้งาน "สเตเบิลคอยน์" ที่มีเงินดอลลาร์หนุนหลังในต่างประเทศอย่างจริงจัง เป้าหมายสูงสุดของยุทธศาสตร์นี้ไม่ใช่แค่การสนับสนุนนวัตกรรมทางการเงิน แต่คือการประกาศกร้าวเพื่อปกป้องและรักษาบัลลังก์สกุลเงินสำรองของโลกที่ดอลลาร์สหรัฐฯ ยึดครองมาอย่างยาวนาน
ปฏิบัติการครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า วอชิงตันไม่ได้มองโลกคริปโตเป็นเพียงของเล่นทางการเงินอีกต่อไป การขับเคลื่อนนโยบายนี้อาจมาในรูปแบบของการตั้งบริษัทร่วมทุนระหว่างหน่วยงานภาครัฐและบริษัทในภาคเอกชน โดยมีการระดมสรรพกำลังจากหน่วยงานระดับบิ๊กเนม ไม่ว่าจะเป็น กระทรวงการคลังสหรัฐฯ กระทรวงการต่างประเทศ รวมถึงบรรษัทเงินทุนเพื่อการพัฒนาประเทศแห่งสหรัฐอเมริกา หรือ DFC
ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว "ขยายอิทธิพลดอลลาร์และอุ้มหนี้ประเทศ"
หากเจาะลึกลงไปในความมุ่งหมายของโครงการนี้ รัฐบาล โดนัลด์ ทรัมป์ กำลังเล่นเกมกลยุทธ์ที่เฉียบขาด การส่งออกสเตเบิลคอยน์สกุลเงินดอลลาร์ไปทั่วโลก ไม่เพียงแต่จะทำให้คนทั่วโลกเข้าถึงและใช้งานดอลลาร์ได้ง่ายขึ้นในรูปแบบของสินทรัพย์ดิจิทัล แต่ยังเป็นกุญแจดอกสำคัญที่จะไปกระตุ้นความต้องการซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อย่างมหาศาล เนื่องจากพันธบัตรเหล่านี้ถูกใช้เป็นสินทรัพย์สำรองหลักในการหนุนหลังมูลค่าของสเตเบิลคอยน์
การขยับตัวของสหรัฐฯ ในครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางแรงกดดันทางภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจที่หนักหน่วง เมื่อมหาอำนาจขั้วตรงข้ามอย่างจีน ไม่ได้หยุดนิ่ง เงินหยวนดิจิทัลของจีนได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของ "โปรเจกต์ เอ็มบริดจ์" ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มสำหรับการทำธุรกรรมข้ามพรมแดนด้วยสกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลางเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ในขณะเดียวกัน ธนาคารกลางยุโรปก็กำลังเตรียมการทดลองใช้เงินยูโรดิจิทัลระยะเวลา 12 เดือน ซึ่งคาดว่าจะเริ่มขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปีพุทธศักราช 2570
จากวิสัยทัศน์ สู่การตรากฎหมาย "จีเนียส"
เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ หลายรายได้ส่งสัญญาณอย่างต่อเนื่องว่า การเติบโตของสเตเบิลคอยน์ที่ผูกกับดอลลาร์นั้น เป็นเสมือนเส้นเลือดใหญ่ที่จะช่วยรักษาบทบาทนำของดอลลาร์ในเวทีโลก และเป็นการปั๊มความต้องการซื้อหนี้ของรัฐบาลสหรัฐฯ ให้พุ่งสูงขึ้น
ย้อนกลับไปเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ปีพุทธศักราช 2568 เดวิด แซคส์ นักลงทุนรายใหญ่ผู้ซึ่งดำรงตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายคริปโตและปัญญาประดิษฐ์ของทำเนียบขาวในขณะนั้น ได้เคยกล่าวไว้อย่างน่าสนใจว่า สเตเบิลคอยน์สามารถ "ขยายความยิ่งใหญ่ของดอลลาร์ในระดับสากล" และมีศักยภาพที่จะสร้างความต้องการซื้อหนี้รัฐบาลสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นอีกหลายล้านล้านดอลลาร์
สอดรับกับท่าทีของ สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ที่ได้ออกมาย้ำจุดยืนเมื่อเดือนกรกฎาคม ปีพุทธศักราช 2568 ว่า กฎหมายจีเนียส ซึ่งเป็นกฎหมายที่สร้างกรอบการกำกับดูแลระดับรัฐบาลกลางสำหรับสเตเบิลคอยน์เพื่อการชำระเงิน จะเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับสถานะของเงินดอลลาร์ในฐานะสกุลเงินสำรองของโลก ขยายโอกาสการเข้าถึงเศรษฐกิจที่อิงกับดอลลาร์ และเพิ่มปริมาณความต้องการซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ
ล่าสุด กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ยังคงเดินหน้าบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวอย่างเข้มข้น โดยเมื่อวันที่ 17 สิงหาคมที่ผ่านมา ได้มีการออกประกาศร่างกฎระเบียบเพื่อรับฟังความคิดเห็นจากสาธารณชน เกี่ยวกับข้อกำหนดในการออก การเสนอขาย และการจำหน่ายสเตเบิลคอยน์เพื่อการชำระเงิน ซึ่ง สก็อตต์ เบสเซนต์ ได้กล่าวย้ำอย่างหนักแน่นว่า กฎระเบียบเหล่านี้จะเป็นตัว "ตอกเสาเข็ม" ค้ำยันสถานะของดอลลาร์สหรัฐฯ ในฐานะสกุลเงินสำรองของโลกให้มั่นคงสืบไป
แม้ทางสำนักข่าวคอยน์เทเลกราฟ ที่รายงานข่าวชิ้นนี้ในวันที่ 24 กันยายน พุทธศักราช 2569 จะพยายามติดต่อไปยังกระทรวงการคลังสหรัฐฯ หน่วยงาน DFC รวมถึงบริษัทผู้พัฒนาสเตเบิลคอยน์หลายแห่งในสหรัฐฯ เพื่อขอความเห็นในประเด็นดังกล่าว แต่ก็ยังไม่ได้รับการตอบกลับใดๆ
บทสรุปของสมรภูมินี้จึงชัดเจนว่าสหรัฐฯ กำลังใช้เทคโนโลยีคริปโตเป็นอาวุธทางเศรษฐกิจ เพื่อต้านทานกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลก และปกป้องอำนาจของเงินดอลลาร์มิให้เสื่อมคลาย ไม่ว่าสกุลเงินดิจิทัลกระแสหลักอย่างบิทคอยน์ จะผันผวนไปในทิศทางใด แต่สำหรับเสถียรภาพและอิทธิพลของดอลลาร์แล้ว งานนี้วอชิงตันพร้อมทุ่มหมดหน้าตักอย่างแน่นอน!


