xs
xsm
sm
md
lg

'แฮกเกอร์สายขาว' กู้คืน 52 บิทคอยน์ โอนเข้ากองทุนเยียวยาเหยื่อ Coldcard

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



กลุ่มแฮกเกอร์สายขาว (White Hats) ปฏิบัติการกู้คืน 52.37 บิทคอยน์ หรือกว่า 40% ของสินทรัพย์ที่ถูกโยกย้ายในระลอกสองจากช่องโหว่ของกระเป๋าเงิน Coldcard ได้สำเร็จ ล่าสุดโอนเข้าสู่การดูแลของ Crypto Recovery Trust ในรัฐไวโอมิงเพื่อเตรียมคืนให้แก่ผู้เสียหาย เหตุการณ์นี้นับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญด้านความปลอดภัยในโลกคริปโตที่สะท้อนให้เห็นถึงการต่อสู้แย่งชิงความมั่งคั่งดิจิทัลระหว่างผู้พิทักษ์และอาชญากรไซเบอร์

อเล็กซ์ ธอร์น (Alex Thorn) หัวหน้าฝ่ายวิจัยจาก Galaxy Digital เปิดเผยผ่านแพลตฟอร์ม X ว่ามีการโอนเม็ดเงินจำนวน 52.37 บิทคอยน์ ไปยังกระเป๋าเงินภายใต้การควบคุมของ Crypto Recovery Trust ซึ่งเป็นกองทุนในรัฐไวโอมิง สหรัฐอเมริกา สินทรัพย์ก้อนนี้คือผลงานของกลุ่มแฮกเกอร์สายขาวที่เร่งกวาดบิทคอยน์ราว 40% จากยอดรวมที่ถูกเคลื่อนย้ายในระลอกสอง เป้าหมายหลักคือการสกัดกั้นไม่ให้ความมั่งคั่งตกไปอยู่ในมือของผู้ไม่หวังดี

ตัวเลขการโอนรอบล่าสุดยังรวมถึง 3.0134 บิทคอยน์ ซึ่งมาจากที่อยู่กระเป๋าเงินที่ Galaxy Digital ไม่เคยติดตามมาก่อน แม้ทีมวิจัยจะไม่อาจยืนยันแหล่งที่มาได้อย่างแน่ชัด แต่ประเมินว่าน่าจะเป็นสินทรัพย์ที่ได้รับการช่วยเหลือจากช่องโหว่ของ Coldcard เช่นกัน ปฏิบัติการครั้งนี้ตอกย้ำให้เห็นถึงการแข่งขันกับเวลาเพื่อแย่งชิงความได้เปรียบเหนือแฮกเกอร์สายดำในโลกบล็อกเชน

ย้อนกลับไปช่วงปลายเดือนกรกฎาคม 2569 นิค แบกซ์ (Nick Bax) นักวิจัยด้านความปลอดภัยและผู้ตอบสนองเหตุการณ์จาก SEAL 911 เคยมีส่วนร่วมในการกู้คืนบิทคอยน์ราว 50 เหรียญมาแล้ว ช่วงเวลานั้นสินทรัพย์กำลังจะถูกขโมยจากปัญหาช่องโหว่ด้านเอนโทรปี (Entropy flaw) ของกระเป๋าเงินรุ่นดังกล่าว ซึ่งเป็นรอยรั่วระดับโครงสร้างที่เปิดทางให้ผู้โจมตีเจาะระบบเข้ามาสวมรอยทำธุรกรรมได้

วิกฤตการณ์ด้านความปลอดภัยครั้งนี้สร้างผลกระทบเป็นวงกว้าง ข้อมูลระบุว่ามีบิทคอยน์มากถึง 1,830 เหรียญ กระจายอยู่ใน 9,162 กระเป๋าเงินที่ตกอยู่ในความเสี่ยง ขณะนี้ผู้เสียหายสามารถตรวจสอบสถานะสินทรัพย์ของตนเองผ่านเว็บไซต์ของ Crypto Recovery Trust เพื่อประเมินว่ากองทุนได้ดูแลเงินของตนไว้หรือไม่ และเข้าสู่กระบวนการรับคืนตามขั้นตอนต่อไป

ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นส่งสัญญาณเตือนภัยครั้งใหญ่ถึงนักลงทุนคริปโตทั่วโลก รวมถึงนักเทรดในไทยและภูมิภาคอาเซียนที่นิยมใช้งานกระเป๋าเงินฮาร์ดแวร์แบบเก็บรักษาด้วยตนเอง (Self-Custody) แม้อุปกรณ์ระดับองค์กรจะได้รับการยกย่องว่ามีมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุด หากแต่บทเรียนจาก Coldcard พิสูจน์ให้เห็นถึงความเสี่ยงที่ซ่อนเร้นอยู่ สิ่งที่น่าจับตาคือมาตรฐานการปกป้องสินทรัพย์ดิจิทัลหลังจากนี้ ผู้ถือครองคริปโตไม่อาจวางใจระบบใดระบบหนึ่งได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ต้องหมั่นติดตามข่าวสารอัปเดตช่องโหว่เพื่อรับมือกับภัยคุกคามที่พัฒนาความซับซ้อนขึ้นอย่างต่อเนื่อง