ความพยายามผลักดันกฎหมายกำกับดูแลคริปโตของอเมริกาสะดุดครั้งใหญ่ หลังจากเมื่อวันอังคาร (15 ก.ย.) วุฒิสมาชิกรีพับลิกันและเดโมแครตไม่สามารถตกลงกันได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นจริยธรรมของทรัมป์
ร่างกฎหมาย Digital Asset Market Clarity Act หรือ CLARITY Act ไม่สามารถรวบรวมเสียงสนับสนุนได้ถึง 60 เสียง ซึ่งจำเป็นสำหรับการนำร่างกฎหมายเข้าสู่การอภิปรายในวุฒิสภา โดยหนึ่งในอุปสรรคสำคัญคือมาตรการควบคุมผลประโยชน์ด้านคริปโตของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์
เอลิซาเบธ วอร์เรน วุฒิสมาชิกจากรัฐแมสซาชูเซตส์และสมาชิกอาวุโสของพรรคเดโมแครตในคณะกรรมาธิการการธนาคารวุฒิสภา ชี้ว่า ร่างกฎหมายนี้ก่อให้เกิดความเสี่ยงมหาศาลต่อครอบครัวอเมริกันชน ความมั่นคงและเศรษฐกิจของชาติ พร้อมสำทับว่า ในช่วงที่ประชาชนทั่วประเทศกำลังเผชิญวิกฤตค่าครองชีพ CLARITY Act จะยิ่งเปิดทางให้ทรัมป์กอบโกยรายได้จากคริปโตเพิ่มขึ้นอีกหลายพันล้านดอลลาร์
ความพ่ายแพ้นี้ถือเป็นแรงกระแทกครั้งใหญ่ต่อความพยายามจัดทำกรอบกำกับดูแลตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลระดับรัฐบาลกลางแบบครอบคลุมเป็นครั้งแรก และยังสะท้อนความยากลำบากของคองเกรสส์ในการออกกฎหมายให้ทันเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ขณะที่ฝ่ายนิติบัญญัติกำลังเผชิญการถกเถียงซับซ้อนไม่แพ้กันในประเด็น AI
ร่างกฎหมาย CLARITY Act ที่มีความยาวกว่า 600 หน้า มีเป้าหมายแบ่งอำนาจในการกำกับดูแลสินทรัพย์ดิจิทัลระหว่างคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (SEC) และคณะกรรมการกำกับดูแลการซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์ล่วงหน้า (CFTC) เป็นหลัก เพื่อทดแทนระบบกำกับดูแลที่กระจัดกระจายและเปลี่ยนแปลงไปตามรัฐบาลแต่ละชุด
อนึ่ง ร่างกฎหมายนี้ผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรเมื่อปีที่แล้ว และคณะกรรมาธิการการธนาคารของวุฒิสภาได้ให้ความเห็นชอบร่างดังกล่าวในเดือนพ.ค.
อย่างไรก็ดี การเจรจาที่ดำเนินมาหลายเดือนไม่สามารถหาข้อสรุปที่เป็นที่พอใจของวุฒิสมาชิกทั้งสองพรรค แม้อุตสาหกรรมคริปโตพยายามล็อบบี้อย่างหนัก และฝ่ายรีพับลิกันเร่งแก้ไขร่างกฎหมายในช่วงโค้งสุดท้ายก็ตาม
ขณะเดียวกัน การเลือกตั้งกลางเทอมในวันที่ 3 พ.ย.ที่ใกล้เข้ามา ประกอบกับวาระการทำงานของสภาคองเกรสส์ชุดปัจจุบันที่เหลืออยู่ไม่มากนัก อาจทำให้ความพยายามผลักดัน CLARITY Act ถูกพักไว้จนกว่าคองเกรสส์ชุดใหม่จะเข้ารับตำแหน่ง
จริยธรรมเป็นเหตุ
ทั้งนี้ จากข้อมูลการเปิดเผยทางการเงินพบว่า ปีที่ผ่านมาทรัมป์และสมาชิกครอบครัวมีรายได้กว่า 1,000 ล้านดอลลาร์จากธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับคริปโต ส่งผลให้ผลประโยชน์ทางธุรกิจของผู้นำสหรัฐฯ กลายเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญที่พรรคเดโมแครตคัดค้าน
ในช่วงท้ายๆ ก่อนเข้าสู่ขั้นตอนการโหวต รีพับลิกันได้แก้ไขร่างกฎหมายเพื่อเพิ่มความเข้มงวดด้านจริยธรรม เช่น ห้ามเจ้าหน้าที่ที่มาจากการเลือกตั้งออกคริปโต เพิ่มข้อกำหนดเกี่ยวกับการถือครองสินทรัพย์ดิจิทัลบางประเภท และเพิ่มอำนาจในการบังคับใช้กฎหมายให้แก่อัยการสูงสุดของแต่ละรัฐ
ซินเธีย ลัมมิส วุฒิสมาชิกรีพับลิกันจากรัฐไวโอมิง และหนึ่งในผู้ผลักดันสำคัญสำหรับร่างกฎหมายนี้ เผยว่า ร่างฉบับสุดท้ายมีการปรับแก้ตามข้อเรียกร้องของเดโมแครตมากกว่า 120 ประเด็น
ก่อนโหวต ลัมมิสเตือนว่า การลงคะแนนคัดค้านร่างกฎหมายฉบับนี้จะเท่ากับเป็นการคัดค้านการปฏิรูปจริยธรรมที่แท้จริงเกี่ยวกับการลงทุนส่วนตัวของนักการเมือง รวมทั้งเป็นการปล่อยให้สถานะผู้นำด้านสินทรัพย์ดิจิทัลของอเมริกาตกไปอยู่ในมือต่างชาติ และปล่อยให้คนอเมริกันไม่มีมาตรการคุ้มครองใดๆ ในตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล
ทว่า เดโมแครตแย้งว่า มาตรการดังกล่าวยังมีช่องโหว่ และให้อำนาจในการบังคับใช้กฎหมายแก่เจ้าหน้าที่ที่ทรัมป์แต่งตั้งเข้ามามากเกินไป
ความขัดแย้งเกี่ยวกับกฎหมายนี้ไม่ได้เกิดขึ้นระหว่างสองพรรคการเมืองใหญ่เท่านั้น แต่ธนาคารระดับชุมชนหลายแห่งคัดค้านอย่างรุนแรงต่อบทบัญญัติที่อนุญาตให้มีการจ่ายผลตอบแทนสำหรับการถือครองสเตเบิลคอยน์ โดยมองว่า แนวทางดังกล่าวอาจดึงเงินฝากออกจากระบบธนาคารแบบดั้งเดิม และทำให้เงินทุนสำหรับเกษตรกรและธุรกิจขนาดเล็กลดลง
วุฒิสมาชิกรีพับลิกันหลายคนแสดงความกังวลต่อบทบัญญัติเหล่านั้นเช่นกัน ทำให้บรรดาผู้นำพรรครวบรวมเสียงสนับสนุนยากขึ้น
ความท้าทายด้านเทคโนโลยี
ความล้มเหลวของอุตสาหกรรมคริปโตในการผลักดันร่างกฎหมายนี้เกิดขึ้นทั้งที่มีการเจรจากันมาหลายปี มีการล็อบบี้อย่างเข้มข้น และมีการใช้จ่ายทางการเมืองรวมกันหลายร้อยล้านดอลลาร์
ฝ่ายสนับสนุนให้เหตุผลว่า จำเป็นต้องมีกฎหมายถาวรเพื่อให้ภาคธุรกิจและผู้บริโภคมีกฎเกณฑ์ที่ชัดเจน แทนที่จะปล่อยให้แนวทางกำกับดูแลขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของหน่วยงานรัฐบาลกลางเป็นหลัก
ทำเนียบขาวสนับสนุนร่างกฎหมายนี้อย่างแข็งขัน โดยมองว่า คริปโตเป็นส่วนหนึ่งของการแข่งขันทางเทคโนโลยีระดับโลก ซึ่งอเมริกามีความเสี่ยงที่จะสูญเสียความได้เปรียบให้กับคู่แข่ง
ความล้มเหลวนี้เกิดขึ้นในช่วงเดียวกับที่คองเกรสส์กำลังเผชิญความท้าทายที่ซับซ้อนยิ่งกว่าในการกำกับดูแล AI ขณะที่ผู้บริหารบริษัท AI ชั้นนำและนักวิจัยจำนวนมากออกมาเตือนถึงอันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากระบบ AI ที่มีขีดความสามารถสูงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งทำให้สมาชิกสภาจากทั้งสองพรรคเรียกร้องให้มีมาตรการป้องกันเพิ่มเติม
ทว่า นักการเมืองในวอชิงตันยังมีความเห็นต่างกันมากว่า จำเป็นต้องเร่งกำกับดูแล AI หรือไม่ หรือการออกกฎระเบียบมากเกินไปอาจเป็นตัวถ่วงการสร้างสรรค์นวัตกรรมของอเมริกา และทำให้จีนได้เปรียบในการแข่งขัน
ตลอดหลายปีที่ผ่านมาอุตสาหกรรมคริปโตถูกคองเกรสส์ตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังเป็นอุตสาหกรรมที่มีความพร้อมและมีเงินทุนก้อนโตในการผลักดันให้เกิดกฎเกณฑ์ที่ชัดเจน ดังนั้น การที่ร่างกฎหมายสำคัญนี้ไม่สามารถผ่านสภาสูงได้จึงสะท้อนความท้าทายที่ฝ่ายนิติบัญญัติกำลังเผชิญในการกำกับดูแลเทคโนโลยีที่พัฒนาและเปลี่ยนแปลงเร็วกว่ากระบวนการออกกฎหมายอย่างมาก
ทั้งนี้ ภายหลังการโหวต ราคาบิตคอยน์ ซึ่งเป็นคริปโตที่มีมูลค่าตลาดสูงสุด ดิ่งลงราว 5% อยู่ที่ 75,039 ดอลลาร์ เมื่อเวลา 18.50 GMT วันอังคาร (01.50 น.วันพุธตามเวลาไทย)


