xs
xsm
sm
md
lg

รู้จัก Insider Threat ภัยคุกคามภายในและวิธีรับมือเชิงรุก

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



เมื่อพูดถึงภัยคุกคามทางไซเบอร์ หลายองค์กรมักให้ความสำคัญกับการป้องกันการโจมตีจากภายนอก เช่น Phishing, Ransomware หรือการโจมตีช่องโหว่ของระบบ แต่ในความเป็นจริง ความเสี่ยงด้าน Cybersecurity อาจเกิดจากบุคคลที่มีสิทธิ์เข้าถึงระบบ เครือข่าย แอปพลิเคชัน หรือข้อมูลขององค์กรอยู่แล้ว

Insider Threat จึงเป็นความเสี่ยงที่องค์กรไม่ควรมองข้าม เพราะอาจเกิดได้ทั้งจากการกระทำโดยเจตนา ความผิดพลาดของผู้ใช้งาน หรือกรณีที่บัญชีภายในถูกผู้ไม่หวังดียึดครอง

การรับมือกับ Insider Threat จึงไม่ควรพึ่งพาเพียงการอบรมพนักงานหรือการติดตั้งระบบรักษาความปลอดภัยเพียงประเภทเดียว แต่ควรบริหารจัดการร่วมกันทั้ง Identity, Access Control, Least Privilege, Monitoring, Security Awareness และ Zero Trust เพื่อป้องกัน ตรวจจับ และจำกัดผลกระทบเมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้น

บทความนี้จะพาไปทำความรู้จักว่า Insider Threat คืออะไร เกิดขึ้นได้จากใครบ้าง มีกี่ประเภท มีสัญญาณอะไรที่องค์กรควรเฝ้าระวัง และควรรับมืออย่างไรให้เหมาะกับสภาพแวดล้อมการทำงานยุค Cloud และ Hybrid Work

Insider Threat คืออะไร


Insider Threat คือภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่เกิดจากบุคคลซึ่งมีสิทธิ์เข้าถึงระบบ เครือข่าย แอปพลิเคชัน หรือข้อมูลขององค์กร โดยอาจเป็นพนักงาน ผู้รับเหมา Vendor คู่ค้า หรือบุคคลภายนอกที่ได้รับสิทธิ์เข้าถึงทรัพยากรขององค์กร

Insider Threat สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งจาก เจตนาร้าย ความประมาท หรือบัญชีผู้ใช้งานที่ถูกโจมตี ตัวอย่างเช่น พนักงานตั้งใจนำข้อมูลสำคัญออกจากองค์กร พนักงานส่งไฟล์ผิดคน หรือบัญชีของผู้ใช้งานถูกขโมย Username และ Password แล้วถูกนำไปใช้เข้าถึงระบบภายใน

ความท้าทายสำคัญคือ Insider หรือบัญชีที่ถูก Compromise อาจมีสิทธิ์เข้าถึงระบบอยู่แล้ว ทำให้การตรวจจับและแยกแยะกิจกรรมที่เป็นอันตรายออกจากการทำงานตามปกติทำได้ยากกว่าการโจมตีจากผู้ใช้งานภายนอก

Insider Threat เกิดขึ้นได้อย่างไร


Insider Threat ไม่ได้เกิดจาก “คนในองค์กรที่มีเจตนาร้าย” เพียงอย่างเดียว แต่สามารถเกิดจากหลายปัจจัย เช่น

● Excessive Access ผู้ใช้งานได้รับสิทธิ์มากกว่าที่จำเป็นต่อการทำงาน

● Credential Compromise Username, Password หรือ Session ของผู้ใช้งานถูกขโมย

● Human Error ผู้ใช้งานทำผิดพลาด เช่น ส่งข้อมูลผิดคนหรือเปิดไฟล์ที่เป็นอันตราย

● Malicious Behavior บุคคลที่มีสิทธิ์เข้าถึงระบบนำสิทธิ์ดังกล่าวไปใช้สร้างความเสียหาย

● Third-Party Access Vendor หรือผู้รับเหมามีสิทธิ์เข้าถึงระบบโดยไม่มีการควบคุมที่เหมาะสม

● Poor Offboarding บัญชีหรือสิทธิ์ของอดีตพนักงานไม่ได้ถูกยกเลิกอย่างครบถ้วน

ดังนั้น การบริหาร Insider Threat จำเป็นต้องมองทั้ง บุคลากร บัญชี สิทธิ์การเข้าถึง อุปกรณ์ ข้อมูล และพฤติกรรมการใช้งาน ร่วมกัน

ใครบ้างที่อาจเป็น Insider


คำว่า Insider ไม่ได้หมายถึงพนักงานประจำเพียงอย่างเดียว แต่หมายถึงบุคคลที่มีสิทธิ์เข้าถึงทรัพยากรขององค์กร ตัวอย่างเช่น

● พนักงานปัจจุบัน ที่ได้รับสิทธิ์เข้าถึงข้อมูลตามหน้าที่

● อดีตพนักงาน ที่บัญชีหรือ Remote Access ยังไม่ได้ถูกยกเลิก

● พนักงานสัญญาจ้าง ที่ได้รับสิทธิ์เพื่อทำงานในโครงการ

● ผู้รับเหมาและ Vendor ที่ต้องเข้าถึงระบบเพื่อให้บริการ

● คู่ค้าหรือบุคคลภายนอก ที่ได้รับสิทธิ์เข้าถึงทรัพยากรขององค์กร

● บัญชีผู้ใช้งานที่ถูก Compromise ซึ่งผู้โจมตีนำบัญชีจริงมาใช้เพื่อเข้าถึงระบบ

ดังนั้น การรับมือกับ Insider Threat จึงต้องพิจารณาทั้งบุคลากรภายในและบุคคลภายนอกที่มีสิทธิ์เข้าถึงทรัพยากรขององค์กร

Insider Threat มีกี่ประเภท




โดยทั่วไป Insider Threat สามารถแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ Malicious Insider, Negligent Insider และ Compromised Insider

1. Malicious Insider ผู้ที่ตั้งใจสร้างความเสียหาย


เป็นกรณีที่บุคคลภายในใช้สิทธิ์ที่ตนเองมีเพื่อสร้างความเสียหายหรือแสวงหาผลประโยชน์ เช่น คัดลอกฐานข้อมูลลูกค้า นำข้อมูลสำคัญไปเผยแพร่ หรือแก้ไขและลบข้อมูลขององค์กร โดยแรงจูงใจอาจมาจากผลประโยชน์ส่วนตัว ความไม่พอใจต่อองค์กร หรือการได้รับการว่าจ้างจากบุคคลภายนอก

2. Negligent Insider ผู้ที่สร้างความเสี่ยงจากความประมาท


เป็นกรณีที่ผู้ใช้งานไม่ได้มีเจตนาสร้างความเสียหาย แต่เกิดจากความผิดพลาดหรือการไม่ปฏิบัติตามแนวทางด้านความปลอดภัย เช่น

● ส่งไฟล์สำคัญไปยังอีเมลผิด

● ใช้รหัสผ่านที่ไม่ปลอดภัย

● คลิกลิงก์ Phishing

● ดาวน์โหลดซอฟต์แวร์ที่ไม่ได้รับอนุญาต

● ทำอุปกรณ์ที่มีข้อมูลสำคัญสูญหาย

● ใช้ข้อมูลบริษัทบนบริการ Cloud หรือ AI ที่ไม่ได้รับอนุญาต

● ไม่อัปเดตซอฟต์แวร์ตามนโยบายขององค์กร

แม้จะไม่ได้มีเจตนาร้าย แต่ความผิดพลาดเหล่านี้อาจเปิดช่องให้ผู้ไม่หวังดีเข้าถึงระบบหรือข้อมูลสำคัญขององค์กรได้

3. Compromised Insider บัญชีภายในที่ถูกยึด


กรณีนี้เจ้าของบัญชีอาจไม่ได้เป็นผู้ก่อเหตุเอง แต่บัญชีของพนักงานถูกขโมยข้อมูลรับรองจาก Phishing, Social Engineering, Malware หรือการโจมตีรูปแบบอื่น

เมื่อผู้โจมตีสามารถควบคุมบัญชีได้ ก็อาจนำสิทธิ์ของเจ้าของบัญชีมาใช้เข้าถึงระบบหรือข้อมูลภายใน ทำให้กิจกรรมดังกล่าวดูคล้ายกับการใช้งานปกติของพนักงาน และอาจทำให้การตรวจจับทำได้ยากขึ้น

Insider Threat ต่างจาก External Threat อย่างไร


ภัยคุกคามทั้งสองรูปแบบสร้างความเสียหายต่อข้อมูลและทรัพย์สินขององค์กรเช่นเดียวกัน แต่มีความแตกต่างกันในประเด็นดังต่อไปนี้


ตัวอย่าง Insider Threat ที่องค์กรควรระวัง


Insider Threat สามารถเกิดขึ้นได้จากเหตุการณ์ใกล้ตัวในการทำงาน ไม่จำเป็นต้องเป็นการโจมตีระบบที่ซับซ้อนเสมอไป เช่น

พนักงานนำข้อมูลสำคัญออกจากองค์กร พนักงานอาจคัดลอกฐานข้อมูลลูกค้า เอกสารทางธุรกิจ หรือข้อมูลภายในไปยังอุปกรณ์ส่วนตัว ก่อนนำออกจากองค์กรหรือส่งต่อให้บุคคลอื่น

ส่งข้อมูลสำคัญผิดคน พนักงานอาจแนบไฟล์ผิดหรือเลือกผู้รับอีเมลผิด โดยไฟล์ดังกล่าวอาจมีข้อมูลลูกค้า ข้อมูลการเงิน หรือเอกสารภายในที่ไม่ควรเปิดเผยต่อบุคคลภายนอก

บัญชีผู้ดูแลระบบถูกขโมย หากบัญชีที่มีสิทธิ์สูงถูกโจมตี ผู้ไม่หวังดีอาจใช้บัญชีดังกล่าวเข้าถึงระบบ แก้ไขสิทธิ์ผู้ใช้งาน หรือเข้าถึงข้อมูลสำคัญได้

อุปกรณ์ที่มีข้อมูลสำคัญสูญหาย การเก็บข้อมูลสำคัญไว้บน Laptop, USB หรืออุปกรณ์ส่วนตัวที่ไม่มีมาตรการป้องกันที่เหมาะสม อาจทำให้ข้อมูลตกอยู่ในความเสี่ยงเมื่ออุปกรณ์สูญหายหรือถูกขโมย

Vendor เข้าถึงระบบมากเกินความจำเป็น Vendor หรือผู้รับเหมาอาจได้รับสิทธิ์ Remote Access เพื่อสนับสนุนระบบ แต่หากไม่มีการจำกัดขอบเขตและระยะเวลาการเข้าถึงอย่างเหมาะสม อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อระบบและข้อมูลขององค์กร

Insider Threat สร้างความเสียหายอย่างไร


ผลกระทบของ Insider Threat ไม่ได้มีเพียงการรั่วไหลของข้อมูล แต่สามารถกระทบต่อการดำเนินงานและความน่าเชื่อถือขององค์กรได้หลายด้าน

ความเสียหายด้านข้อมูลและระบบ ผู้ที่มีสิทธิ์เข้าถึงอาจนำข้อมูลออกไป แก้ไข หรือลบข้อมูลสำคัญ รวมถึงทำให้ระบบบางส่วนหยุดทำงาน ส่งผลต่อการดำเนินธุรกิจ

ความเสียหายด้านการเงิน องค์กรอาจมีค่าใช้จ่ายในการตรวจสอบเหตุการณ์ กู้คืนระบบ จัดการเหตุข้อมูลรั่วไหล รวมถึงความเสียหายจากการสูญเสียโอกาสทางธุรกิจหรือการปฏิบัติตามข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง

ความเสียหายต่อความน่าเชื่อถือ หากข้อมูลลูกค้าหรือข้อมูลสำคัญรั่วไหล อาจกระทบต่อความไว้วางใจของลูกค้า คู่ค้า และพันธมิตรทางธุรกิจ รวมถึงภาพลักษณ์ด้านการบริหารจัดการข้อมูลขององค์กร

ความเสี่ยงด้าน Compliance การเข้าถึงหรือเปิดเผยข้อมูลโดยไม่ได้รับอนุญาตอาจเกี่ยวข้องกับข้อกำหนดด้านการคุ้มครองข้อมูลและกฎระเบียบของอุตสาหกรรม ซึ่งองค์กรควรประเมินตามลักษณะข้อมูลและข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง

สัญญาณที่อาจบ่งบอกถึง Insider Threat


ไม่มีพฤติกรรมใดเพียงอย่างเดียวที่สามารถยืนยันได้ว่าผู้ใช้งานกำลังเป็น Insider Threat แต่การตรวจสอบกิจกรรมที่แตกต่างจากรูปแบบปกติสามารถช่วยให้องค์กรมองเห็นความเสี่ยงได้เร็วขึ้น เช่น

● เข้าสู่ระบบในช่วงเวลาที่ผิดปกติ

● เข้าถึงข้อมูลจำนวนมากผิดจากลักษณะงาน

● ดาวน์โหลดหรือรับส่งข้อมูลในปริมาณสูงผิดปกติ

● พยายามเข้าถึงระบบหรือข้อมูลที่ไม่เกี่ยวข้องกับหน้าที่

● ติดตั้งซอฟต์แวร์ที่ไม่ได้รับอนุญาต

● มีความพยายามหลายครั้งในการเข้าถึงระบบสำคัญ

● พยายามหลีกเลี่ยงหรือ Bypass มาตรการรักษาความปลอดภัย

● มีการเปลี่ยนแปลงสิทธิ์หรือการตั้งค่าที่ไม่สอดคล้องกับหน้าที่

● มีการเข้าถึงหรือถ่ายโอนข้อมูลจำนวนมากก่อนสิ้นสุดการทำงาน

สิ่งสำคัญคือองค์กรควรหลีกเลี่ยงการตัดสินว่าผู้ใช้งานเป็นภัยคุกคามจากสัญญาณเพียงข้อเดียว แต่ควรนำข้อมูลจากหลายแหล่งมาวิเคราะห์ร่วมกันและตรวจสอบตามบริบท

Insider Threat ควรตรวจจับอย่างไร


การตรวจจับ Insider Threat ไม่ควรพิจารณาเพียงการเข้าถึงข้อมูลหรือการ Login ที่ผิดปกติ แต่ควรวิเคราะห์พฤติกรรมของผู้ใช้งานร่วมกับข้อมูลจากหลายส่วนของระบบ เพื่อให้เห็นความเปลี่ยนแปลงและประเมินความเสี่ยงได้รอบด้าน โดยองค์กรสามารถตรวจจับได้จากแนวทางต่อไปนี้

วิเคราะห์พฤติกรรมการใช้งาน ติดตามรูปแบบการ Login อุปกรณ์ สถานที่ ช่วงเวลาที่เข้าใช้งาน ระบบที่เข้าถึง และปริมาณข้อมูลที่ใช้งาน หากพบพฤติกรรมที่ผิดปกติ เช่น เข้าถึงข้อมูลจำนวนมากในช่วงเวลาที่ไม่ใช่เวลาทำงาน หรือพยายามเข้าถึงระบบที่ไม่เกี่ยวข้องกับหน้าที่ ควรตรวจสอบเพิ่มเติม

ตรวจสอบสิทธิ์และการเข้าถึงข้อมูล ตรวจสอบว่าผู้ใช้แต่ละรายมีสิทธิ์เข้าถึงระบบและข้อมูลเหมาะสมกับหน้าที่หรือไม่ พร้อมติดตามการใช้สิทธิ์อย่างต่อเนื่อง เช่น การดาวน์โหลดหรือคัดลอกข้อมูลจำนวนมาก การเข้าถึงข้อมูลสำคัญ หรือการถ่ายโอนข้อมูลไปยังอุปกรณ์ภายนอก

รวบรวมข้อมูลจากหลายแหล่ง เชื่อมโยงข้อมูลจาก Identity, Endpoint, Network และ Application เพื่อให้เห็นความสัมพันธ์ของเหตุการณ์ เช่น การ Login จากอุปกรณ์ใหม่ร่วมกับการเข้าถึงข้อมูลจำนวนมากและการส่งข้อมูลออกจากระบบ ซึ่งอาจช่วยระบุพฤติกรรมที่มีความเสี่ยงได้รวดเร็วขึ้น

ใช้ SIEM และ UEBA ช่วยตรวจจับ SIEM ช่วยรวบรวมและวิเคราะห์ Log จากระบบต่าง ๆ ขณะที่ UEBA ช่วยวิเคราะห์รูปแบบพฤติกรรมของผู้ใช้และอุปกรณ์ เพื่อค้นหากิจกรรมที่ผิดไปจากพฤติกรรมปกติและแจ้งเตือนทีมรักษาความปลอดภัยให้ตรวจสอบต่อไป

องค์กรควรป้องกัน Insider Threat อย่างไร




การลดความเสี่ยงจาก Insider Threat ไม่ควรพึ่งพาเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่ควรทำงานร่วมกันระหว่าง People, Process และ Technology

จำกัดสิทธิ์ตามความจำเป็น



กำหนดให้ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงเฉพาะข้อมูลและระบบที่จำเป็นต่อการทำงาน หรือที่เรียกว่า Least Privilege

องค์กรควรทบทวนสิทธิ์เป็นระยะ โดยเฉพาะเมื่อพนักงานเปลี่ยนตำแหน่ง ย้ายทีม หรือสิ้นสุดการทำงาน

การใช้ Role-Based Access Control (RBAC) หรือ Attribute-Based Access Control (ABAC) สามารถช่วยกำหนดสิทธิ์ตามบทบาทและเงื่อนไขที่เหมาะสมได้

ใช้ Multi-Factor Authentication



การเปิดใช้ MFA ช่วยลดความเสี่ยงจากกรณี Username หรือ Password ถูกขโมย โดยเฉพาะระบบสำคัญ เช่น Email, ERP, Cloud และระบบที่มีข้อมูลสำคัญ

ตรวจสอบบัญชีที่มีสิทธิ์สูง



ควรให้ความสำคัญกับบัญชี Administrator และ Privileged Account เป็นพิเศษ รวมถึงลดการใช้สิทธิ์สูงแบบถาวรและติดตามกิจกรรมที่เกิดขึ้นกับบัญชีเหล่านี้

ติดตามและบันทึกกิจกรรม



องค์กรควรเก็บ Log จากระบบสำคัญและตรวจสอบกิจกรรมที่ผิดปกติ เช่น การ Download ข้อมูลจำนวนมาก การเข้าถึงระบบสำคัญนอกเวลาทำงาน หรือการเปลี่ยนแปลงสิทธิ์ผู้ใช้งาน

ป้องกันข้อมูลด้วย Data Loss Prevention



สำหรับข้อมูลสำคัญ องค์กรสามารถใช้แนวทาง Data Loss Prevention (DLP) เพื่อช่วยควบคุมและตรวจสอบการเคลื่อนย้ายข้อมูลผ่านช่องทางต่าง ๆ เช่น Email, Endpoint, Cloud หรือ Storage

สร้าง Security Awareness ให้พนักงาน



พนักงานควรได้รับการอบรมเกี่ยวกับ Phishing, Social Engineering, Password Security, Data Handling และแนวทางการใช้งานระบบและข้อมูลอย่างปลอดภัย

โดยเฉพาะในยุคที่องค์กรนำ Generative AI และ Cloud Services มาใช้งาน ควรมีแนวทางที่ชัดเจนเกี่ยวกับข้อมูลประเภทใดที่สามารถนำไปใช้งานบนบริการภายนอกได้

ทบทวนสิทธิ์ของ Vendor และบุคคลภายนอก



Vendor, Contractor และ Partner ควรได้รับสิทธิ์ตามขอบเขตงานและระยะเวลาที่จำเป็นเท่านั้น พร้อมมีการทบทวนและยกเลิกสิทธิ์เมื่อสิ้นสุดโครงการหรือความร่วมมือ

มีกระบวนการ Offboarding ที่ชัดเจน



เมื่อพนักงานลาออกหรือสิ้นสุดสัญญา องค์กรควรมีขั้นตอนยกเลิกบัญชี ปิด Session หรือ Token ยกเลิก Remote Access คืนอุปกรณ์ และทบทวนสิทธิ์ที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันการเข้าถึงระบบหลังสิ้นสุดการทำงาน

เตรียม Incident Response Plan



องค์กรควรกำหนดขั้นตอนรับมือเมื่อพบพฤติกรรมที่อาจเป็น Insider Threat เช่น การระงับบัญชี ยกเลิก Token แยกอุปกรณ์ออกจากระบบ จำกัดสิทธิ์ และตรวจสอบ Log ที่เกี่ยวข้อง

การมีแผนที่ชัดเจนช่วยให้องค์กรสามารถลดระยะเวลาในการตอบสนองและจำกัดขอบเขตความเสียหายได้

Zero Trust ช่วยลดความเสี่ยงจาก Insider Threat ได้อย่างไร



ในอดีต องค์กรมักพิจารณาว่าผู้ใช้งานที่อยู่ภายในเครือข่ายองค์กรมีความน่าเชื่อถือมากกว่าผู้ใช้งานจากภายนอก แต่แนวทางดังกล่าวอาจไม่เพียงพอในสภาพแวดล้อมที่มี Cloud, Remote Work, Hybrid Work และอุปกรณ์หลากหลายประเภท

Zero Trust จึงเปลี่ยนแนวคิดจากการเชื่อถือผู้ใช้งานตามตำแหน่งหรือสถานที่เชื่อมต่อ มาเป็นการประเมินและบังคับใช้นโยบายการเข้าถึงตามตัวตน อุปกรณ์ บริบท และระดับความเสี่ยงอย่างเหมาะสม โดยมีหลักการสำคัญคือ Never Trust, Always Verify

Zero Trust ไม่ได้หมายความว่าจะต้องยืนยันตัวตนแบบเดิมทุกครั้งโดยไม่มีบริบท แต่เน้นการตรวจสอบและประเมินความน่าเชื่อถือของ Access Request อย่างต่อเนื่อง พร้อมกำหนดสิทธิ์ให้เหมาะสมกับทรัพยากรที่ผู้ใช้งานต้องการเข้าถึง

แนวทางดังกล่าวช่วยลดความเสี่ยงจาก Insider Threat ได้หลายด้าน เช่น

● ลดสิทธิ์ที่ไม่จำเป็น

● จำกัดการเข้าถึงเฉพาะ Application หรือ Resource ที่ได้รับอนุญาต

● ลดการเคลื่อนที่ภายในระบบของผู้โจมตี

● เพิ่มการตรวจสอบ Identity และ Device

● ช่วยจำกัดขอบเขตความเสียหายหากบัญชีถูกยึด

Zero Trust ควรเริ่มต้นอย่างไร



การนำโซลูชัน Zero Trust มาใช้ในองค์กร ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนระบบทั้งหมดในครั้งเดียว องค์กรสามารถเริ่มจากทรัพยากรที่มีความสำคัญสูงก่อน แล้วค่อยขยายขอบเขตไปยังระบบอื่น

1. สำรวจระบบและสิทธิ์การเข้าถึง เริ่มจากการระบุว่ามีระบบ ข้อมูล อุปกรณ์ และบัญชีใดบ้าง รวมถึงตรวจสอบว่าใครสามารถเข้าถึงทรัพยากรเหล่านั้นได้

2. เสริมความปลอดภัยด้าน Identity กำหนด MFA, SSO และ Access Control ให้เหมาะสมกับลักษณะการทำงาน รวมถึงลดสิทธิ์ถาวรของบัญชีที่มีสิทธิ์สูง

3. จำกัดการเข้าถึง Application และ Resource กำหนด Policy ให้ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงเฉพาะ Application หรือ Resource ที่จำเป็น แทนการเปิดสิทธิ์เข้าถึงเครือข่ายทั้งหมด

4. แบ่งส่วนระบบที่มีข้อมูลสำคัญ การทำ Microsegmentation ช่วยแบ่งระบบออกเป็นส่วนย่อยและกำหนดนโยบายระหว่างแต่ละส่วน เพื่อลดโอกาสที่ผู้โจมตีหรือบัญชีที่ถูกยึดจะเคลื่อนที่ไปยังระบบอื่น

5. รวมข้อมูล Log และติดตามกิจกรรม รวบรวมข้อมูลจาก Identity, Endpoint, Network และ Application เพื่อนำมาวิเคราะห์ร่วมกัน โดยสามารถใช้ UEBA หรือ SIEM เพื่อช่วยตรวจจับกิจกรรมที่แตกต่างจากรูปแบบปกติ

6. กำหนดระบบตอบสนองต่อเหตุการณ์ เมื่อพบความเสี่ยง ควรมีกระบวนการที่สามารถจำกัดการเข้าถึง เช่น ปิดบัญชี ยกเลิก Token หรือแยกอุปกรณ์ที่มีความเสี่ยงออกจากระบบ โดยระบบอัตโนมัติสามารถช่วยลดระยะเวลาในการตอบสนองได้

Insider Threat Checklist สำหรับองค์กร



องค์กรสามารถใช้ Checklist เบื้องต้นเพื่อประเมินความพร้อมในการรับมือ Insider Threat

✓ มีการทบทวนสิทธิ์ผู้ใช้งานเป็นระยะ

✓ ใช้ Least Privilege

✓ เปิดใช้ MFA สำหรับระบบสำคัญ

✓ มีการควบคุม Privileged Account

✓ ตรวจสอบกิจกรรมของผู้ใช้งาน

✓ มีระบบ Log Management หรือ SIEM

✓ ใช้ UEBA หรือ Behavioral Analytics ตามความเหมาะสม

✓ มีมาตรการป้องกันข้อมูลสำคัญ เช่น DLP

✓ มีการควบคุม Vendor และ Third-Party Access

✓ มีกระบวนการ Offboarding

✓ มี Security Awareness Training

✓ มี Incident Response Plan

✓ ทดสอบแผนรับมือเหตุการณ์เป็นระยะ

หากองค์กรยังไม่สามารถตอบ “ใช่” ได้ในหลายข้อ อาจเป็นสัญญาณว่าควรประเมิน Insider Risk และ Access Control อย่างเป็นระบบ

ยกระดับการเข้าถึงระบบอย่างปลอดภัยด้วย Zero Trust Network Access จากผู้เชี่ยวชาญ



การนำแนวคิด Zero Trust ไปใช้งานจำเป็นต้องพิจารณาทั้ง Identity, User, Device, Application, Network และ Data รวมถึงรูปแบบการทำงานขององค์กร

BigFish ผู้ให้บริการด้าน Cybersecurity และ Digital Risk Management นำเสนอโซลูชัน Zero Trust Network Access (ZTNA) สำหรับช่วยควบคุมการเข้าถึง Application และทรัพยากรขององค์กรตามนโยบายที่กำหนด โดยแนวทาง ZTNA สามารถนำมาใช้สนับสนุนการทำงานแบบ Zero Trust และลดการเปิดสิทธิ์เข้าถึงเครือข่ายเกินความจำเป็น

ZTNA สามารถช่วยให้องค์กรควบคุมการเข้าถึงตาม Identity และ Policy พร้อมรองรับรูปแบบการทำงานแบบ Hybrid Work และการใช้งาน Cloud

อย่างไรก็ตาม ZTNA ไม่ใช่คำตอบเดียวสำหรับ Insider Threat แต่ควรทำงานร่วมกับมาตรการอื่น เช่น Identity & Access Management, MFA, Least Privilege, Privileged Access Management, Endpoint Security, SIEM, UEBA และ Data Protection เพื่อสร้างแนวทางป้องกันที่ครอบคลุมมากขึ้น

องค์กรที่ต้องการนำ Zero Trust ไปปรับใช้จึงควรเริ่มจากการประเมินระบบ รูปแบบการเข้าถึง และทรัพยากรที่มีความสำคัญ ก่อนเลือกเทคโนโลยีและแนวทางที่เหมาะสม

หากสนใจสามารถติดต่อทีมวิศวกรผู้เชี่ยวชาญจาก BigFish เพื่อรับคำปรึกษาได้ที่เบอร์โทรศัพท์ 02-9621400 หรืออีเมล [email protected]

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)



Insider Threat คืออะไร



Insider Threat คือภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่เกี่ยวข้องกับบุคคลหรือบัญชีที่มีสิทธิ์เข้าถึงระบบ เครือข่าย แอปพลิเคชัน หรือข้อมูลขององค์กร เช่น พนักงาน ผู้รับเหมา Vendor คู่ค้า หรือบัญชีผู้ใช้งานที่ถูกขโมยและนำไปใช้โดยผู้ไม่หวังดี

Insider Threat สามารถเกิดได้ทั้งจาก เจตนาร้าย ความประมาท หรือบัญชีที่ถูก Compromise จึงเป็นความเสี่ยงที่องค์กรควรบริหารจัดการทั้งด้าน Identity, Access Control, User Behavior และ Data Protection

Insider Threat มีอะไรบ้าง



Insider Threat สามารถแบ่งได้เป็น 3 ประเภทหลัก ได้แก่ Malicious Insider, Negligent Insider และ Compromised Insider

● Malicious Insider คือบุคคลที่มีเจตนาใช้สิทธิ์ของตนเองเพื่อสร้างความเสียหายหรือขโมยข้อมูล

● Negligent Insider คือผู้ใช้งานที่สร้างความเสี่ยงจากความผิดพลาดหรือความประมาท เช่น คลิกลิงก์ Phishing หรือส่งข้อมูลผิดคน

● Compromised Insider คือกรณีที่บัญชีของผู้ใช้งานถูกขโมยหรือถูกยึด และผู้โจมตีนำบัญชีดังกล่าวมาใช้เข้าถึงระบบขององค์กร

การแบ่งประเภทช่วยให้องค์กรสามารถเลือกมาตรการป้องกันและตรวจจับให้เหมาะกับลักษณะของความเสี่ยงแต่ละรูปแบบ

Insider Threat ต่างจากการโจมตีจากภายนอกอย่างไร



Insider Threat เกี่ยวข้องกับบุคคลหรือบัญชีที่มีสิทธิ์เข้าถึงระบบและข้อมูลขององค์กรอยู่แล้ว เช่น พนักงาน ผู้รับเหมา Vendor หรือบัญชีภายในที่ถูก Compromise ในขณะที่ External Threat มักเกิดจากผู้โจมตีภายนอกที่ไม่มีสิทธิ์และต้องหาวิธีเข้าถึงระบบโดยไม่ได้รับอนุญาต

จุดสำคัญคือ Insider Threat อาจใช้สิทธิ์ที่มีอยู่เดิมในการเข้าถึงทรัพยากรขององค์กร ทำให้การตรวจจับต้องพิจารณาทั้ง Identity, Access และพฤติกรรมการใช้งานร่วมกัน

องค์กรควรตรวจจับ Insider Threat อย่างไร



องค์กรควรตรวจจับ Insider Threat ด้วยการวิเคราะห์ Identity, Access และพฤติกรรมการใช้งานร่วมกัน โดยเฝ้าระวังกิจกรรมที่แตกต่างจากรูปแบบปกติ เช่น การเข้าถึงข้อมูลจำนวนมากผิดปกติ การ Login จากอุปกรณ์หรือสถานที่ที่ไม่คุ้นเคย การเข้าถึงระบบที่ไม่เกี่ยวข้องกับหน้าที่ หรือการถ่ายโอนข้อมูลในปริมาณสูง

องค์กรสามารถรวบรวมข้อมูลจาก Identity, Endpoint, Network และ Application เข้าสู่ระบบส่วนกลาง และใช้เทคโนโลยี เช่น SIEM และ User and Entity Behavior Analytics (UEBA) เพื่อช่วยวิเคราะห์ความผิดปกติและตรวจจับเหตุการณ์ที่อาจเกี่ยวข้องกับ Insider Threat

Zero Trust ช่วยป้องกัน Insider Threat ได้อย่างไร



Zero Trust ช่วยลดความเสี่ยงจาก Insider Threat ด้วยการไม่ถือว่าผู้ใช้งานหรืออุปกรณ์มีความน่าเชื่อถือโดยอัตโนมัติ และกำหนดสิทธิ์การเข้าถึงตาม Identity, Context และ Policy ที่เหมาะสม

แนวทาง Zero Trust ช่วยให้องค์กรจำกัดการเข้าถึงเฉพาะทรัพยากรที่จำเป็น ลดสิทธิ์ที่เกินความจำเป็น และจำกัดการเคลื่อนที่ภายในระบบของผู้โจมตีหากบัญชีของผู้ใช้งานถูกยึด

ทั้งนี้ Zero Trust ไม่ได้หมายความว่าจะต้องยืนยันตัวตนใหม่ทุกครั้งโดยไม่มีบริบท แต่เน้นการตรวจสอบและประเมินความเสี่ยงของการเข้าถึง พร้อมบังคับใช้นโยบายตามระดับความเสี่ยงและทรัพยากรที่กำลังเข้าถึง

Zero Trust ป้องกัน Insider Threat ได้ 100% หรือไม่



Zero Trust ไม่สามารถป้องกัน Insider Threat ได้ 100% แต่สามารถช่วยลดโอกาสและจำกัดผลกระทบจากเหตุการณ์ได้

Zero Trust ช่วยลดความเสี่ยงด้วยการจำกัดสิทธิ์ตามหลัก Least Privilege ตรวจสอบ Identity และบริบทของการเข้าถึง รวมถึงจำกัดการเข้าถึง Application หรือ Resource ที่ไม่จำเป็น หากบัญชีถูกยึดหรือมีการใช้งานสิทธิ์ในทางที่ผิด แนวทางดังกล่าวสามารถช่วยลด Blast Radius และป้องกันการเคลื่อนที่ไปยังระบบอื่นภายในองค์กรได้

อย่างไรก็ตาม องค์กรควรใช้ Zero Trust ร่วมกับมาตรการอื่น เช่น MFA, Identity & Access Management, Privileged Access Management, Endpoint Security, SIEM, UEBA และ Data Protection เพื่อสร้างการป้องกันแบบหลายชั้น

การอบรมพนักงาน (Security Awareness) เพียงพอต่อการป้องกัน Insider Threat หรือไม่



Security Awareness เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอสำหรับการป้องกัน Insider Threat แต่มีบทบาทสำคัญในการลดความเสี่ยงจากความผิดพลาดของผู้ใช้งาน เช่น การคลิกลิงก์ Phishing การเปิดเผยข้อมูลสำคัญ หรือการใช้งานระบบและข้อมูลอย่างไม่ปลอดภัย

สำหรับการรับมือที่ครอบคลุม องค์กรควรใช้ Security Awareness ร่วมกับมาตรการด้าน Identity & Access Management, Least Privilege, MFA, Privileged Access Management, Data Protection และการติดตามพฤติกรรมผู้ใช้งาน เพื่อช่วยป้องกัน ตรวจจับ และจำกัดผลกระทบจาก Insider Threat

Insider Threat เกี่ยวข้องกับ PDPA อย่างไร



Insider Threat อาจเกี่ยวข้องกับ PDPA หากเหตุการณ์ส่งผลให้ข้อมูลส่วนบุคคลถูกเข้าถึง ใช้ เปิดเผย หรือสูญหายโดยไม่ได้รับอนุญาต เช่น พนักงานนำฐานข้อมูลลูกค้าออกจากองค์กร ส่งข้อมูลส่วนบุคคลผิดผู้รับ หรือบัญชีพนักงานถูกขโมยและนำไปใช้เข้าถึงข้อมูลลูกค้า

ดังนั้น องค์กรควรมีมาตรการทั้งด้านการควบคุมสิทธิ์ การป้องกันข้อมูล การติดตามการเข้าถึง และการจัดการเหตุการณ์ข้อมูลรั่วไหล รวมถึงประเมินหน้าที่และการดำเนินการที่เกี่ยวข้องตามข้อกำหนดของ PDPA เมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้น

สรุปบทความ



Insider Threat เป็นความเสี่ยงด้าน Cybersecurity ที่องค์กรไม่ควรมองข้าม เพราะภัยคุกคามอาจเกิดได้ทั้งจากการทุจริตโดยเจตนา ความประมาทของผู้ใช้งาน หรือบัญชีที่มีสิทธิ์เข้าถึงระบบถูกโจมตี การรับมือจึงไม่ควรพึ่งพาเพียงเทคโนโลยีหรือการอบรมพนักงาน แต่ต้องบริหารจัดการทั้ง Identity, Access Control, Least Privilege, Data Protection และการเฝ้าระวังพฤติกรรม ควบคู่กัน

โดยเฉพาะองค์กรที่ใช้งาน Cloud, Hybrid Environment และ Remote Work การนำแนวคิด Zero Trust มาประยุกต์ใช้สามารถช่วยลดความเสี่ยงจาก Insider Threat ได้ โดยเปลี่ยนจากการให้ความเชื่อถือโดยอัตโนมัติ ไปสู่การ ตรวจสอบตัวตน บริบทของการเข้าถึง และกำหนดสิทธิ์ตามความจำเป็น เพื่อจำกัดการเข้าถึงทรัพยากรที่สำคัญและลดขอบเขตความเสียหายหากบัญชีหรือสิทธิ์ถูกนำไปใช้ในทางที่ไม่เหมาะสม

อย่างไรก็ตาม Zero Trust ไม่ใช่โซลูชันที่สามารถป้องกัน Insider Threat ได้เพียงอย่างเดียว องค์กรควรทำงานร่วมกับ MFA, IAM, PAM, UEBA, SIEM, DLP และ Security Awareness เพื่อสร้างแนวทางป้องกัน ตรวจจับ และตอบสนองต่อความเสี่ยงจาก Insider Threat ได้อย่างรอบด้าน