บล.บัวหลวง (BLS) ออกบทวิเคราะห์ประเมินกระแสเงินทุนต่างชาติ (Foreign Flow) มีสัญญาณไหลเข้าตลาดหุ้นไทยอย่างต่อเนื่อง คาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้ามีลุ้นเงินทุนไหลเข้าเพิ่มอีกราว 2.46 หมื่นล้านบาท รับแรงหนุนจาก วัฏจักรเทคโนโลยีโลก ภาคการผลิตขยายตัว และการปรับขึ้นประมาณการกำไรตลาดหุ้นไทย (SET EPS Revision) แนะกลยุทธ์ Selective Accumulation ชี้เป้า 3 หุ้นเด็ด KCE, PTT และ PTTGC รับอานิสงส์เต็ม
นายพิริยพล คงวาณิช ,IAA ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์การลงทุนเพื่อบริหารความมั่งคั่ง บล. บัวหลวง (BLS) เปิดผยในบทวิเคราะห์ว่า กระแสเงินทุนต่างชาติ (Foreign Flow) มีแนวโน้มไหลเข้าต่อ เมื่อ Global Tech, Manufacturing และ Thai Earnings Cycle อยู่ในขาขึ้นพร้อมกัน
การจัดสรรเงินลงทุนของนักลงทุนต่างชาติไม่ได้ขึ้นอยู่กับทิศทางตลาดหุ้นไทยเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับทั้งการจัดสรรเงินเข้าสู่ตลาดเกิดใหม่ (EM Allocation), วัฏจักรเทคโนโลยีและการผลิตโลก (Global Technology & Manufacturing Cycle), ทิศทางกำไรของตลาดไทย (Earnings Cycle) และความแข็งแกร่งของหุ้นไทยเทียบกับตลาดเกิดใหม่ (Relative Performance) โดยเมื่อปัจจัยเหล่านี้ส่งสัญญาณบวกพร้อมกัน มักช่วยเพิ่มความน่าสนใจของตลาดหุ้นเอเชียและไทยในมุมการจัดสรรสินทรัพย์ของนักลงทุนต่างชาติ
สอดคล้องกับ ข้อมูลย้อนหลังปี 25592569 โดยในช่วงที่ปัจจัยทั้ง 6 ได้แก่ Foreign Flow Momentum, EM vs World, SET EPS Revision, Korea Exports YoY, SET vs EM และ US Manufacturing ISM อยู่เหนือค่าเฉลี่ยพร้อมกัน พบว่า Foreign Flow ใน 3 เดือนถัดไป เป็นบวกใน 89% ของข้อมูลรายสัปดาห์ และมีค่ามัธยฐานของเงินไหลเข้าราว 0.17% ของ Market Cap หรือประมาณ 3.4 หมื่นล้านบาท
และในช่วงที่อย่างน้อย 4 จาก 6 ปัจจัยอยู่ในกรอบบน หรือสูงกว่า +0.5SD พบว่า Foreign Flow ใน 3 เดือนถัดไปเป็นบวก 64% และมีค่ามัธยฐานของเงินไหลเข้าราว 0.10% ของ Market Cap หรือประมาณ 2.0 หมื่นล้านบาท ซึ่งทั้งสองเงื่อนไขสอดคล้องกับภาวะปัจจุบันที่ 6 จาก 6 ปัจจัยอยู่เหนือค่าเฉลี่ย และ 4 จาก 6 ปัจจัยอยู่เหนือ +0.5SD สะท้อนว่าสภาพแวดล้อมปัจจุบันยังเอื้อต่อการไหลกลับของเงินลงทุนต่างชาติในช่วง 3 เดือนข้างหน้า
*Global Tech & Manufacturing Cycle ยังอยู่ในขาขึ้น หนุน Fund Flow เข้าสู่เอเชีย
การส่งออกเกาหลีใต้ (South Korea Exports) เป็นหนึ่งในตัวชี้วัดสำคัญของวัฏจักรเทคโนโลยีและการผลิตโลก เนื่องจากครอบคลุมหลายอุตสาหกรรมใน Global Supply Chain ทั้งกลุ่มเทคโนโลยี เช่น Semiconductor และเครื่องใช้ไฟฟ้า, กลุ่มยานยนต์และส่วนประกอบ (Automotive& Auto Parts) และ กลุ่มวัตถุดิบอุตสาหกรรม (Industrial & Materials) ล่าสุด Korea Exports YoY อยู่สูงถึง +2.00SD หลังยอดส่งออกขยายตัว +52.9%, +70.4% และ +63.0% YoY ในช่วง พ.ค.ก.ค. 69 ตามลำดับ
ขณะเดียวกัน US Manufacturing ISM เพิ่มขึ้นจาก 52.6 ในเดือน ม.ค. เป็น 55.6 ในเดือน ก.ค. 69 และอยู่ที่ +0.52SD โดยยืนเหนือระดับ 50 ต่อเนื่อง สะท้อนภาคการผลิตที่ยังอยู่ในช่วงขยายตัว (Manufacturing Expansion) และสนับสนุนภาพ Global Technology & Manufacturing Cycle ที่ยังแข็งแรง
*Global Upcycle เริ่มส่งผ่านสู่ Thai Earnings ทำให้ Foreign Flow รอบนี้มี Fundamentals รองรับ
แรงส่งไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในฝั่ง Global Cycle แต่เริ่มส่งผ่านมายังทิศทางกำไรของตลาดหุ้นไทย โดย 3-month SET EPS Revision ฟื้นจาก -7.3% ในช่วงต้นปี สู่ +12.7% ในปัจจุบัน และอยู่ที่ +1.43SD
ขณะที่ Foreign Flow Momentum อยู่ที่ +1.13SD สอดคล้องกับนักลงทุนต่างชาติที่ซื้อสุทธิหุ้นไทยราว 5.8 หมื่นล้านบาทตั้งแต่ต้นปี และ 3.8 หมื่นล้านบาทในช่วง 3 เดือนล่าสุด
การเกิดขึ้นพร้อมกันของ Earnings Upgrade + Foreign Buying จึงสะท้อนว่าเงินต่างชาติรอบนี้ไม่ได้กลับเข้ามาจาก Flow Momentum เพียงอย่างเดียว แต่เริ่มมีทิศทางกำไรที่ดีขึ้นช่วยสนับสนุนความน่าสนใจของตลาดหุ้นไทยในเชิงพื้นฐาน
แบบจำลองเชิงปริมาณ (Quantitative Model) ประเมิน Foreign Flow อีกประมาณ 2.46 หมื่นล้านบาทใน 3 เดือนข้างหน้าสอดคล้องกับข้อมูลย้อนหลังที่ชี้ว่า เมื่อ Global Tech & Manufacturing Cycle, Thai Earnings และ Relative Performance ส่งสัญญาณบวกพร้อมกัน Foreign Flow มักมีแนวโน้มเป็นบวกตามมา
กลยุทธ์ Selective Accumulation: เน้นหุ้นที่ได้ประโยชน์โดยตรงจาก Tech และ Manufacturing/Reflation Cycle
เรามองการปรับฐานระยะสั้นเป็นโอกาสทยอยสะสมหุ้นที่ได้ประโยชน์จากปัจจัยเดียวกับที่กำลังสนับสนุนการกลับมาของ Foreign Flow โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่มหลัก
- Tech Upcycle เช่น KCE: ปริมาณส่งมอบ PCB ในไตรมาส 3/69 คาดเพิ่มขึ้น QoQ ขณะที่การปรับราคาสินค้าที่มีผลตั้งแต่ 1 ก.ค. หนุนราคาขายเฉลี่ยเพิ่มขึ้นราว 910% ส่งผลให้รายได้ PCB มีโอกาสเพิ่มขึ้น 1719% QoQ
- Manufacturing/Reflation PTT, PTTGC: เน้นพลังงานและปิโตรเคมีเพื่อรับประโยชน์จากวัฏจักรการผลิตโลก และช่วยกระจายความเสี่ยงในภาวะที่เงินเฟ้อและราคาสินค้าโภคภัณฑ์ยังอยู่ในระดับสูง


