xs
xsm
sm
md
lg

ก.ล.ต. ปฏิรูปตลาดทุนดิจิทัลครั้งใหญ่ แต่จะเร็วพอทันโจรหรือไม่

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


นางพรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)
วันเดียวกับที่ ก.ล.ต. เปิดแถลงข่าวความคืบหน้าปฏิรูปตลาดทุนไทยแบบยกกระบัตร ทั้ง Tokenized Fund, BOI to IPO, กฎ Stablecoin และแผนคุม Travel Rule สินทรัพย์ดิจิทัล ก็เป็นวันเดียวกับที่ตัวเลขจากศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ยังคงบอกเรื่องเดียวกันซ้ำ ๆ ทุกสัปดาห์ นั่นคือคนไทยยังถูกสูบเงินหลักสิบล้านบาทต่อวันผ่านบัญชีม้าคริปโตที่ฟอกเงินจบได้ภายในไม่ถึง 3 นาที คำถามคือ ระหว่าง "นโยบายบนกระดาษ" กับ "ความเร็วของอาชญากรรมในสนามจริง" ใครกำลังวิ่งนำใคร

ก.ล.ต. แถลงเอง การบ้าน 4 ข้อใหญ่ของตลาดทุนดิจิทัลไทย

นางพรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ ก.ล.ต. แถลงความคืบหน้ามาตรการขับเคลื่อน "ตลาดการลงทุนไทย" ที่เน้นสร้างความยืดหยุ่นรับมือความเสี่ยงไซเบอร์และภัยหลอกลงทุน ควบคู่กับการเปิดทางให้เทคโนโลยีดิจิทัลขยายฐานผู้ลงทุน โดยด้านสินทรัพย์ดิจิทัลมีความเคลื่อนไหวสำคัญอย่างน้อย 4 เรื่อง

1.ปลดล็อก Tokenized Fund ให้กองทุนรวมที่ออกหน่วยลงทุนในรูปแบบโทเคนสามารถซื้อขาย-ไถ่ถอนได้เร็วขึ้น โดยยกเว้นรอบประมวลผลแบบ T+1 ทำให้ทำธุรกรรมได้แบบเกือบเรียลไทม์ กฎนี้มีผลไปแล้วตั้งแต่ 1 เมษายน 2569

2.เตรียมคุม Travel Rule บังคับผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลต้องส่งข้อมูลผู้โอน-ผู้รับไปพร้อมทุกคำสั่งโอน ตรวจสอบความเป็นเจ้าของกระเป๋าส่วนตัว (self-hosted wallet) ก่อนอนุมัติธุรกรรม และเก็บข้อมูลไว้อย่างน้อย 5 ปี ประกาศแล้วเมื่อ 2 กันยายนที่ผ่านมา แต่ให้เวลาผู้ประกอบการเตรียมระบบไปจนถึง 27 กุมภาพันธ์ 2570 ตามรายงานของสื่อธุรกิจหลายสำนัก การกำหนดจุดตัดยอดโอนไว้ที่ราว 30,000 บาทต่อธุรกรรม

3.บอร์ด ก.ล.ต. เพิ่งเห็นชอบหลักการคุมธุรกรรม stablecoin เมื่อการประชุมเดือนกันยายนนี้ วางกรอบจำกัดวงเงินโอนไว้ที่ 5 ล้านบาทต่อวัน และห้ามโอนเข้า-ออกบัญชีของบุคคลอื่น เพื่อปิดช่องทางฟอกเงินและเลี่ยงการโอนเงินข้ามประเทศ แต่จนถึงตอนนี้ยังเป็นเพียง "หลักการ" ที่รอเปิดรับฟังความคิดเห็นภายในเดือนกันยายนนี้เท่านั้น ยังไม่มีเกณฑ์บังคับใช้จริง

4.เดินหน้าโครงการ BOI to IPO ร่วมกับตลาดหลักทรัพย์ฯ ปรับเกณฑ์รับหลักทรัพย์และเปิดช่องทางพิเศษ (Special Track) ให้บริษัทกลุ่ม New Economy ที่ได้รับการส่งเสริมจาก BOI และ EEC เข้าระดมทุนง่ายขึ้น ซึ่งตลาดหลักทรัพย์ฯ เพิ่งประกาศปลดล็อกเกณฑ์คุณสมบัติสำหรับ 10 กลุ่มอุตสาหกรรมใหม่ให้มีผลบังคับใช้ 11 กันยายน 2569 วันเดียวกับที่ ก.ล.ต. ออกมาแถลงข่าวพอดี

นอกเหนือจากด้านดิจิทัล ก.ล.ต. ยังอวดผลงานลดเวลาพิจารณาอนุมัติ IPO จากเฉลี่ย 147 วัน เหลือ 60-100 วัน และมีกฎหมายอยู่ระหว่างปรับปรุงรวม 5 ฉบับ รวมถึงร่าง พ.ร.บ. หลักทรัพย์อิเล็กทรอนิกส์ที่จะเป็นฐานรองรับสินทรัพย์ดิจิทัลทั้งระบบในอนาคต

ตรวจสอบข้อเท็จจริง "ตัวเลขสวยหรูแค่ไหน" เทียบกับหน้างานจริง

ไทม์ไลน์ที่ ก.ล.ต. แถลงตรงกับข้อมูลจากหลายแหล่งข่าวธุรกิจ ทั้งวันบังคับใช้ Travel Rule (27 ก.พ. 70) วันมีผลของ Tokenized Fund (1 เม.ย. 69) และกรอบเพดานโอน stablecoin 5 ล้านบาทต่อวัน จึงถือว่าข้อมูลในแถลงการณ์มีความถูกต้องตรงกับสิ่งที่ประกาศจริง ไม่ใช่การพูดเกินจริง

แต่ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ความถูกต้องของตัวเลข หากอยู่ที่ "จังหวะเวลา" เมื่อนำไปเทียบกับสถานการณ์ภัยหลอกลงทุนที่กำลังลุกลามคู่ขนานกันอยู่ในเวลานี้

ก.ล.ต. ระบุในแถลงการณ์เองว่าช่วงปี 2569 การให้คำปรึกษาเรื่องภัยหลอกลงทุนเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าเมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะที่รายงานอิสระจากสื่อหลายสำนักช่วงกลางปีระบุตัวเลขไปในทิศทางเดียวกัน คือสายด่วนแจ้งภัยหลอกลงทุนของ ก.ล.ต. เพิ่มขึ้นกว่า 150% ในช่วงครึ่งปีแรก ส่วนบัญชีม้าสินทรัพย์ดิจิทัลที่ถูกระงับสะสม ณ สิ้นเดือนกรกฎาคม 2569 พุ่งไปแตะ 62,516 บัญชี เพิ่มขึ้นเกือบ 30% จากสิ้นปี 2568 และจากสถิติรายสัปดาห์ล่าสุดของศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) คนไทยยังคงสูญเงินเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 37 ล้านบาทต่อวันจากอาชญากรรมออนไลน์ทุกประเภทรวมกัน

พูดง่าย ๆ คือ ตัวเลขที่ ก.ล.ต. เอามาโชว์ความสำเร็จ กับตัวเลขความเสียหายที่ยังพุ่งไม่หยุด เป็นเรื่องเดียวกัน คนละด้านของเหรียญเดียวกัน

ช่องโหว่ที่ยังไม่มีใครกล้าพูดตรง ๆ

Travel Rule ประกาศแล้ว แต่ยังไม่มีผลจนกว่าจะถึงต้นปีหน้า ระหว่างนี้เส้นทางฟอกเงินผ่านคริปโตที่ใช้เวลาไม่ถึง 3 นาทีต่อธุรกรรมยังคงเปิดโล่งอยู่เหมือนเดิม มิจฉาชีพนำเงินบาทจากเหยื่อไปกว้านซื้อ USDT ผ่านแพลตฟอร์ม P2P ก่อนโอนออกไปยังเว็บเทรดต่างประเทศหรือกระเป๋าส่วนตัวที่ไร้การกำกับดูแล ปลายทางมักจบที่คาสิโนชายแดนหรือเครือข่ายทุนสีเทาข้ามชาติ เร็วกว่าที่ระบบอายัดของธนาคารไทยทุกแห่งรวมกันจะตามทัน คำถามคือ "ทำไมกฎที่ควรเป็นเครื่องมือหลักในการตัดเส้นทางเงินถึงต้องให้เวลาผู้ประกอบการเตรียมตัวอีกครึ่งปี ทั้งที่บัญชีม้าใหม่ยังผุดขึ้นเฉลี่ยเกือบ 2,000 บัญชีต่อเดือน"

เกณฑ์ stablecoin ยังเป็นแค่หลักการ วงเงิน 5 ล้านบาทต่อวันฟังดูรัดกุม แต่ตราบใดที่ยังอยู่ในขั้นตอนรับฟังความคิดเห็นและไม่มีเส้นตายบังคับใช้ที่ชัดเจน ก็ไม่ต่างจาก Travel Rule ที่ประกาศไว้สวยหรูแต่ยังไม่มีผลจริงในสนาม

Tokenized Fund เร็วขึ้นแต่ยังไม่มีเกราะกันฟอกเงินคู่ขนาน การยกเว้นรอบ T+1 เพื่อให้ซื้อขายหน่วยลงทุนได้เกือบเรียลไทม์ เป็นเรื่องดีต่อประสิทธิภาพตลาด แต่ความเร็วที่เพิ่มขึ้นก็หมายถึงหน้าต่างเวลาตรวจสอบธุรกรรมที่แคบลงเช่นกัน หากไม่มีมาตรฐาน KYC และการติดตามเส้นทางเงินที่แน่นหนาเทียบเท่าความเร็วของระบบ

ค่าปรับที่ผ่านมายังไม่แรงพอจะยับยั้ง แม้ ก.ล.ต. จะอวดผลงานว่าอายุคดีค้างเก่าลดจาก 8 ปี เหลือ 3.6 ปี แต่ข้อมูลการบังคับใช้กฎหมายช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมาซึ่งเคยถูกเปิดเผยก่อนหน้านี้ พบว่าค่าปรับที่เปรียบเทียบปรับได้จากผู้กระทำผิดนับร้อยราย รวมกันเพียงหลักสิบล้านบาท เฉลี่ยแล้วต่อรายต่ำกว่า 3 แสนบาท เทียบกับความเสียหายที่คดีหลอกลงทุนแต่ละคดีมักสร้างขึ้นในหลักร้อยล้านถึงพันล้านบาท คำถามคือ นี่คือบทลงโทษที่ทำให้ขบวนการเข็ดหลาบ หรือเป็นเพียง "ต้นทุนทางธุรกิจ" ที่จ่ายได้คุ้มความเสี่ยง

ข้อสังเกตที่สังคมยังรอคำตอบ

1. ทำไม Travel Rule ต้องรอถึงกุมภาพันธ์ปีหน้า ทั้งที่มิจฉาชีพไม่เคยรอใคร บัญชีม้าคริปโตยังเกิดใหม่ทุกเดือน เหตุใดจึงไม่มีมาตรการเฉพาะกิจคุมเข้มระหว่างช่วงเปลี่ยนผ่าน 6 เดือนนี้

2. เพดานโอน stablecoin 5 ล้านบาทต่อวันจะสกัดขบวนการข้ามชาติได้จริงหรือ หรือจะเป็นเพียงตัวเลขที่มิจฉาชีพปรับกลยุทธ์หลบเลี่ยงได้ง่าย ๆ ด้วยการกระจายโอนผ่านหลายบัญชี

3. Special Track ที่เร่งความเร็วให้บริษัท BOI/EEC เข้า IPO ง่ายขึ้น จะกระทบความละเอียดของกระบวนการกลั่นกรองและป้องกันความขัดแย้งทางผลประโยชน์หรือไม่ เมื่อระยะเวลาพิจารณาสั้นลงถึง 60%

4. ร่างกฎหมาย 5 ฉบับที่ยังค้างอยู่ในกระบวนการนิติบัญญัติ จะผ่านทันจังหวะที่อาชญากรรมไซเบอร์เปลี่ยนรูปแบบเร็วกว่ากฎหมายเสมอหรือไม่ และถ้าไม่ทัน ใครต้องรับผิดชอบความเสียหายที่เกิดขึ้นระหว่างรอ

5. หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้ง ก.ล.ต. ธปท. ปปง. และตำรวจไซเบอร์ ทำงานเชื่อมโยงกันแบบเรียลไทม์จริงหรือยังต่างคนต่างขยับ ในขณะที่มิจฉาชีพย้ายเงินข้ามระบบได้ภายในไม่กี่นาที

ข้อเสนอที่ ก.ล.ต. ต้องเร่งลงมือ ไม่ใช่แค่แถลงข่าว

1.เร่งเส้นตาย Travel Rule ให้เร็วขึ้นกว่าเดิม อย่างน้อยควรมีมาตรการชั่วคราวคุมธุรกรรมเสี่ยงสูงระหว่างช่วงเปลี่ยนผ่าน แทนที่จะปล่อยช่องว่างครึ่งปีให้อาชญากรรมเดินหน้าต่อ

2.ประกาศไทม์ไลน์บังคับใช้เกณฑ์ stablecoin ให้ชัดเจนพร้อมเปิดเผยความคืบหน้าเป็นระยะ ไม่ปล่อยให้อยู่ในขั้นตอนรับฟังความเห็นแบบไม่มีกำหนด

3.ผูกความเร็วของ Tokenized Fund เข้ากับระบบตรวจจับธุรกรรมต้องสงสัยแบบเรียลไทม์ เพื่อไม่ให้ประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นกลายเป็นช่องทางฟอกเงินที่เร็วขึ้นตามไปด้วย

4.ทบทวนเพดานโทษปรับให้สอดคล้องกับมูลค่าความเสียหายจริง ไม่ใช่ปล่อยให้ค่าปรับกลายเป็นต้นทุนที่ขบวนการหลอกลวงยอมจ่ายได้

5.เปิดเผยรายงานความคืบหน้าของมาตรการทั้งหมดต่อสาธารณะเป็นรายไตรมาส ให้ประชาชนตรวจสอบได้ว่าสิ่งที่ประกาศไปแล้วเดินหน้าไปถึงไหนจริง ไม่ใช่แค่แถลงข่าวความคืบหน้าครั้งต่อครั้งโดยไม่มีตัวชี้วัดต่อเนื่อง

อย่าเพียงปฏิรูปแค่นโยบายได้ แต่ต้องจับต้องได้ และเร็วกว่าโจร

ต้องยอมรับว่า ก.ล.ต. ไม่ได้นิ่งเฉยกับการยกระดับตลาดทุนดิจิทัลไทย ทั้ง Tokenized Fund, BOI to IPO และแผนคุม stablecoin ล้วนเป็นทิศทางที่ถูกต้องในการทำให้ตลาดทุนไทยแข่งขันได้ในเวทีโลก แต่ตราบใดที่เครื่องมือสกัดอาชญากรรมอย่าง Travel Rule ยังต้องรอถึงปีหน้า ขณะที่บัญชีม้าคริปโตยังคงงอกใหม่ทุกเดือนและเงินของคนไทยยังไหลออกวันละหลักสิบล้านบาท คำถามที่ ก.ล.ต. และทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องตอบให้ได้ไม่ใช่ "ปฏิรูปไปกี่เรื่องแล้ว" แต่คือ "ปฏิรูปเร็วพอจะทันโจรหรือยัง"