xs
xsm
sm
md
lg

บริษัทZombieไทยพุ่ง! หวั่น“เลี้ยงไข้”ฉุดเศรษฐกิจ ธปท.เร่งหนุนSMEมีศักยภาพ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อของผู้ประกอบการ SME ไทยกำลังกลายเป็นหนึ่งในความเปราะบางเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจ หลังสินเชื่อ SME หดตัวต่อเนื่องถึง 16 ไตรมาส หรือประมาณ 4 ปี สวนทางธุรกิจขนาดใหญ่ที่สินเชื่อกลับมาขยายตัว ขณะที่ต้นทุนทางการเงินของ SME ยังสูงกว่ารายใหญ่อย่างมีนัยสำคัญ และเริ่มพบธุรกิจที่มีรายได้ไม่เพียงพอแม้กระทั่งชำระดอกเบี้ย หรือ “Zombie Firm” เพิ่มขึ้น

นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยภายในงาน TNN FUTURE FORUM 2026 : THAILAND BEYOND TOMORROW วันที่ 9 กันยายน 2569 ว่า SME ถือเป็นกลไกสำคัญของเศรษฐกิจไทย มีการจ้างงานประมาณ 13.6 ล้านคน คิดเป็นประมาณ 70% ของการจ้างงานทั้งประเทศ และมีส่วนต่อ GDP ประมาณ 35%

แต่สวนทางกับความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจ สินเชื่อ SME กลับหดตัวต่อเนื่องมาแล้วถึง 16 ไตรมาส ขณะที่สินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่เริ่มกลับมาขยายตัว

ข้อมูลระบบธนาคารพาณิชย์ไตรมาส 2/2569 ยิ่งสะท้อนความแตกต่างดังกล่าว เมื่อสินเชื่อ SME หดตัว 4.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่สินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ขยายตัว 6.6%

SME เก่งก็ยังกู้ยาก

ปัญหาที่น่าจับตามองไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับกิจการที่อ่อนแอเท่านั้น

นายวิทัยระบุว่า แม้กระทั่ง SME ที่อยู่ในกลุ่มประสิทธิภาพดีที่สุด 30% แรก ยังสามารถเข้าถึงสินเชื่อได้เพียงประมาณ 20-21% ขณะที่ธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีประสิทธิภาพดีสามารถเข้าถึงสินเชื่อได้ถึง 61%

เท่ากับว่า แม้ SME จะมีศักยภาพในการดำเนินธุรกิจ แต่โอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุนยังแตกต่างจากธุรกิจขนาดใหญ่อย่างมาก

นอกจาก “กู้ยาก” แล้ว SME ยังเผชิญต้นทุนเงินที่แพงกว่า โดยอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยของ SME อยู่ที่ประมาณ 6.9% เทียบกับธุรกิจขนาดใหญ่ที่ประมาณ 3.9% หรือแตกต่างกันประมาณ 3 จุดเปอร์เซ็นต์

สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนภาพการฟื้นตัวแบบ K-Shape ซึ่งธุรกิจขนาดใหญ่และธุรกิจบางอุตสาหกรรมสามารถเติบโตและเข้าถึงเงินทุนได้ ขณะที่ธุรกิจขนาดเล็กจำนวนมากยังเผชิญทั้งรายได้ที่ฟื้นตัวช้า ต้นทุนสูง ภาระหนี้ และข้อจำกัดในการเข้าถึงเงินทุน

จากกู้ยาก สู่ “Zombie Firm”

สิ่งที่น่ากังวลมากขึ้นคือ นายวิทัยระบุว่า สัดส่วน “Zombie Firm” หรือธุรกิจที่รายได้ไม่เพียงพอแม้กระทั่งการจ่ายดอกเบี้ย เพิ่มขึ้นจากประมาณ 2% เป็นเกือบ 6%

ปัญหานี้มีความสำคัญมากกว่าการเกิดหนี้เสียเพียงอย่างเดียว เพราะหากธุรกิจมีรายได้และกำไรไม่เพียงพอรองรับภาระดอกเบี้ยเป็นเวลานาน ธุรกิจจะไม่เหลือทรัพยากรเพียงพอสำหรับการลงทุน เพิ่มผลิตภาพ หรือปรับตัวเข้าสู่ธุรกิจใหม่

SCB EIC เคยชี้ว่า SMEs ไทยคิดเป็นเกือบ 98% ของจำนวนกิจการทั้งหมด และจ้างงานมากกว่า 70% ของแรงงาน แต่สร้างรายได้เพียงประมาณ 18% ของรายได้ธุรกิจ ขณะที่รายได้มากกว่า 80% กระจุกตัวอยู่ในธุรกิจขนาดใหญ่ซึ่งมีจำนวนเพียงประมาณ 2%

จึงสะท้อนปัญหาที่ลึกกว่าการขาดสินเชื่อ คือ SME จำนวนมากมีข้อจำกัดทั้งด้านผลิตภาพ ความสามารถในการทำกำไร สภาพคล่อง และความสามารถในการปรับตัว

แบงก์ชาติเตรียม 3 กลไกแก้โจทย์

ธปท. จึงเตรียมวางระบบนิเวศทางการเงินใหม่ 3 ส่วน ได้แก่ SME Credit Portal เพื่อจับคู่ SME ที่มีศักยภาพกับธนาคารและ Non-bank, กลไกค้ำประกันสินเชื่อรูปแบบใหม่ ซึ่งคาดว่าจะช่วยเพิ่มสินเชื่อเข้าสู่ระบบประมาณ 100,000 ล้านบาทต่อปี และ Data Bureau ซึ่งจะนำข้อมูลทางเลือก เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ ข้อมูลการชำระเงิน และ e-Statement มาใช้ประกอบการประเมินความสามารถในการชำระหนี้

เป้าหมายสำคัญคือการแก้ปัญหาที่ SME บางรายมีศักยภาพและสามารถดำเนินธุรกิจได้ แต่เข้าไม่ถึงสินเชื่อเพราะสถาบันการเงินมีข้อมูลไม่เพียงพอ

“ระบบการเงินไม่สามารถช่วย SME ได้ทุกรายดังนั้น แนวทางของ ธปท. จะมุ่งทรัพยากรไปยัง SME ที่ยังมีศักยภาพ มีกำไร และสามารถเติบโตต่อได้ ซึ่งมีสัดส่วนประมาณ 38%”นายวิทัยกล่าว

อย่างไรก็ตามสิ่งที่น่ากังวลกว่า “บริษัทหนึ่งแห่งล้ม” คือ หาก Zombie Firm มีจำนวนมากพร้อมกัน ปัญหาจะเริ่มส่งผ่านไปยังระบบเศรษฐกิจส่วนอื่น

Zombie ไม่ตาย แต่บริษัทแข็งแรงอาจโตไม่ได้

ปัญหาสำคัญคือ หากธุรกิจที่ไม่มีประสิทธิภาพยังสามารถอยู่ในตลาดต่อไปด้วยสินเชื่อหรือมาตรการช่วยเหลือเป็นเวลานาน เงินทุน แรงงาน ที่ดิน และทรัพยากรอื่นจะยังถูกผูกอยู่กับธุรกิจเหล่านี้ แทนที่จะไหลไปสู่บริษัทใหม่หรือบริษัทที่มีประสิทธิภาพสูงกว่า

ผลคือ บริษัทที่แข็งแรงอาจเข้าถึงเงินทุนได้น้อยลง การลงทุนใหม่ลดลง การเกิดธุรกิจใหม่ช้าลง และผลิตภาพโดยรวมของประเทศลดลง

นี่คือสิ่งที่ในต่างประเทศเรียกว่า “Zombie Congestion” หรือภาวะที่ธุรกิจผีดิบจำนวนมากเบียดบังทรัพยากรจากธุรกิจที่แข็งแรง

ดังนั้น การปล่อยให้ Zombie Firm อยู่ในระบบจำนวนมากจึงอาจสร้างวงจรปัญหาเมื่อธนาคารมีเงินทุนติดอยู่กับลูกหนี้เดิม และเงินทุนใหม่ไหลไปธุรกิจแข็งแรงได้ไม่เต็มที่ส่งผลให้การลงทุนและผลิตภาพลดลงซ้ำเติมเศรษฐกิจโตต่ำต่อเนื่องและสุดท้ายรายได้ธุรกิจตะยิ่งฟื้นยากมากขึ้นไปอีก

หากวงจรดังกล่าวเกิดขึ้นเป็นเวลานาน ปัญหาจากระดับบริษัทอาจกลายเป็นปัญหาระดับมหภาคได้

ญี่ปุ่นเคยเจอมาแล้วใน “Lost Decade”

กรณีศึกษาที่ชัดเจนที่สุดคือญี่ปุ่นหลังฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์และตลาดหุ้นแตกในช่วงต้นทศวรรษ 1990

ในเวลานั้นธนาคารญี่ปุ่นจำนวนหนึ่งมีปัญหาจากหนี้เสีย แต่แทนที่จะรับรู้ความเสียหายและจัดการลูกหนี้ที่ไม่มีศักยภาพอย่างรวดเร็ว กลับมีการต่ออายุหรือปรับเงื่อนไขสินเชื่อให้กับบริษัทที่มีฐานะอ่อนแอ เพื่อให้กิจการยังสามารถดำเนินต่อและหลีกเลี่ยงการผิดนัดชำระหนี้

แนวทางดังกล่าวถูกเรียกว่า “Evergreening” หรือการต่อชีวิตสินเชื่อ

ผลในระยะสั้นคือสามารถหลีกเลี่ยงการล้มละลายและการเลิกจ้างจำนวนมากได้ แต่ผลในระยะยาวกลับเกิดธุรกิจ Zombie จำนวนมากค้างอยู่ในระบบ เงินทุนและทรัพยากรไม่ได้ถูกโยกไปยังบริษัทที่มีประสิทธิภาพกว่า ขณะที่บริษัทแข็งแรงต้องแข่งขันกับธุรกิจที่ถูกประคองให้อยู่ต่อ

งานศึกษาของ Caballero, Hoshi และ Kashyap ซึ่งศึกษาวิกฤตญี่ปุ่นพบว่า อุตสาหกรรมที่มี Zombie Firm จำนวนมากมีการสร้างและทำลายงานต่ำกว่า ผลิตภาพต่ำกว่า และบริษัทปกติในอุตสาหกรรมเหล่านั้นมีการลงทุนและการจ้างงานต่ำลง

บทเรียนดังกล่าวกลายเป็นหนึ่งในคำอธิบายสำคัญของปัญหาเศรษฐกิจญี่ปุ่นในช่วงที่ถูกเรียกว่า “Lost Decade”

ปี 2569 ญี่ปุ่นก็ยังไม่หลุดจาก Zombie ทั้งหมด

ที่น่าสนใจคือปัญหาดังกล่าวไม่ได้หายไปจากญี่ปุ่นโดยสิ้นเชิง

OECD Economic Survey: Japan 2026 ระบุว่า หลังมาตรการช่วยเหลือช่วงโควิด สัดส่วน Zombie Firm ของญี่ปุ่นอยู่ที่ประมาณ 18% ในปีงบประมาณ 2022 ก่อนลดลงเหลือ 14.3% ในปี 2024 หรือประมาณ 210,000 กิจการ

และปัญหาหนักเป็นพิเศษในธุรกิจขนาดเล็ก โดยกิจการที่มีพนักงานไม่ถึง 6 คน มีสัดส่วน Zombie Firm ถึงประมาณ 21%

OECD เตือนว่า การมีธุรกิจที่ไม่มีศักยภาพจำนวนมากค้างอยู่ในระบบทำให้ทรัพยากรติดอยู่กับกิจการผลิตภาพต่ำ เบียดบังธุรกิจที่มีประสิทธิภาพ และอาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้การปรับโครงสร้างและการเพิ่มผลิตภาพของญี่ปุ่นเกิดขึ้นช้า

พบ Zombie เพิ่มในเอเชีย

ล่าสุด Bank for International Settlements หรือ BIS เผยแพร่ Working Paper เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2569 ศึกษาข้อมูลเชื่อมโยงระหว่างบริษัทกับธนาคารใน 10 ประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ของเอเชีย ระหว่างปี 2005-2021 พบว่า จำนวน Zombie Firm เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงเวลาดังกล่าว

งานศึกษายังพบพฤติกรรม Evergreening จากธนาคารที่อ่อนแอ ซึ่งช่วยให้ธุรกิจ Zombie สามารถดำรงอยู่ต่อได้

ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะตัวบริษัท Zombie เท่านั้น แต่ยังเบียดบังธุรกิจที่มีสุขภาพการเงินดี กดผลการดำเนินงานของภาคธุรกิจ และส่งผลให้การเติบโตของ GDP ลดลง

ไทยต้องระวัง“ช่วย SME”อย่า“เลี้ยง Zombie”

เมื่อย้อนกลับมาที่ประเทศไทย ตัวเลขของผู้ว่าการ ธปท.จึงมีนัยสำคัญมากกว่าการบอกว่าสินเชื่อ SME ติดลบ 16 ไตรมาส

ด้านหนึ่ง SME ที่ยังมีกำไรและมีศักยภาพเติบโตประมาณ 38% จำเป็นต้องได้รับโอกาสเข้าถึงเงินทุนมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อแม้แต่ SME ที่มีประสิทธิภาพดีที่สุด 30% แรก ยังเข้าถึงสินเชื่อได้เพียงประมาณ 20-21% เทียบกับธุรกิจขนาดใหญ่ที่ 61%

แต่อีกด้านหนึ่ง สัดส่วน Zombie Firm ที่นายวิทัยระบุว่าเพิ่มจากประมาณ 2% เป็นเกือบ 6% กำลังส่งสัญญาณว่า SME อีกส่วนหนึ่งมีปัญหาลึกกว่าการขาดสภาพคล่อง

โจทย์ของนโยบายจึงต้องทำสองเรื่องพร้อมกัน คือ เปิดทางให้เงินทุนไหลไปถึง SME ที่ยังแข็งแรงหรือฟื้นฟูได้ และเร่งปรับโครงสร้างธุรกิจที่มีปัญหาก่อนที่จะกลายเป็น Zombie ถาวร

เพราะบทเรียนจากต่างประเทศชี้ว่า สิ่งที่น่ากลัวที่สุดอาจไม่ใช่การที่บริษัทอ่อนแอบางแห่งต้องออกจากตลาด แต่คือการปล่อยให้บริษัทที่ไม่สามารถแข่งขันได้จำนวนมาก “ไม่ตายและไม่โต” ค้างอยู่ในระบบเป็นเวลานาน จนเงินทุน แรงงาน และทรัพยากรถูกแช่แข็งไว้ ขณะที่บริษัทที่แข็งแรงกลับไม่มีพื้นที่เพียงพอที่จะลงทุนและเติบโต

หากสถานการณ์ดังกล่าวกินเวลานาน ปัญหาสินเชื่อ SME ที่เริ่มต้นจากระดับบริษัท อาจกลายเป็นปัญหาผลิตภาพ การจ้างงาน ระบบธนาคาร และท้ายที่สุดกดศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจทั้งประเทศได้