ลองจินตนาการถึงการปล้นเงิน 4,500 ล้านบาท ไม่ต้องมีปืน ไม่ต้องใส่ไอ้โม่ง ไม่ต้องบุกธนาคารให้เหนื่อย แค่มีบัญชีหุ้น มีเครดิตจากโบรกเกอร์ รู้จังหวะตลาด และรู้ว่าจะใช้ช่องทางในระบบอย่างไร
คำสั่งซื้อถูกส่งเข้ามาพร้อมกัน หุ้นถูกกว้านซื้อเป็นมูลค่ามหาศาล แต่เมื่อถึงเวลาต้องชำระเงินกลับเกิดการเบี้ยวหนี้ ทิ้งภาระก้อนโตไว้ให้บริษัทหลักทรัพย์หลายแห่งรับกรรม
นี่คือจุดเริ่มต้นของมหากาพย์ หุ้น MORE ที่ระเบิดขึ้นในปี 2565 และกลายเป็นหนึ่งในคดีใหญ่ของตลาดทุนไทย
แต่ผ่านมาเกือบ 4 ปี คำถามสำคัญยังค้างอยู่
และใครกันแน่คือผู้บงการที่อยู่เหนือคนทั้งหมด?
วันนี้คำตอบอาจเริ่มเห็นเป็นรูปเป็นร่างขึ้น เมื่อ “ปิงปอง” นายอภิมุข บำรุงวงศ์ อดีตคนใกล้ชิดและหนึ่งในตัวละครสำคัญของคดี ออกมาเปิดข้อมูลที่เก็บไว้ ทั้งข้อความแชท LINE และภาพจากกล้องวงจรปิดในวันเกิดเหตุ
หลักฐานชุดนี้ไม่ได้ย้อนกลับไปดูเฉพาะว่าใครกดซื้อหุ้น แต่มันกำลังพยายามไล่เส้นทางตั้งแต่ ก่อนเกิดเหตุและวันเกิดเหตุไปจนถึงหลังเกิดเหตุ แถมยังพุ่งไปยังบุคคลที่คุมเกมอยู่เบื้องหลังอีกด้วย
และเมื่อหยิบยกคำพูดในอดีตมาเปรียบเทียบกับ
หลักฐานที่ถูกเปิดออกมา ยิ่งมีคำถามมากขึ้น เพราะ สิ่งที่เคยพูดไว้กับสิ่งที่ปรากฏในหลักฐานตามคำกล่าวอ้างนั้น ดูจะเดินกันไปคนละทาง
เปิดแชทลับมัดตัวผู้บงการ
ฉากหน้าของเรื่องคือ “เฮียม้อ” อมฤทธิ์ กล่อมจิตเจริญ เซียนหุ้นที่หลังเกิดเรื่องออกสื่อชี้แจงว่า ตัวเองไม่มีส่วนรู้เห็นกับคำสั่งซื้อขายหุ้นผิดปกติ
ไม่รู้ ไม่เกี่ยว และไม่ได้เป็นคนสั่ง
แต่ปิงปองกลับนำหลักฐานที่อ้างว่าเป็น ข้อความแชท LINE ก่อนเกิดเหตุเพียง 1 วัน ออกมาเปิดเผย
และหากข้อความเหล่านี้เป็นไปตามที่ปิงปองกล่าวอ้าง เนื้อหาไม่ได้มีแค่การคุยเล่นหรือถามไถ่ว่าพรุ่งนี้หุ้นจะขึ้นหรือลง แต่ถูกอ้างว่าโยงถึง การส่งคำสั่ง การควบคุมงาน การเปิดพอร์ต และการเตรียมกว้านซื้อหุ้น
พูดง่ายๆ คือ ปากบอกว่าไม่รู้เรื่อง แต่หลักฐานที่อดีตมือขวานำออกมาแฉกลับกำลังพยายามบอกว่า รู้ก่อน แถมอาจรู้เป็นขั้นเป็นตอนเสียด้วย ภาพชัดนั่งกลางวงค่อยสั่งการ
คำชี้แจงอีกด้านของเฮียม้อคือ ในวันเกิดเหตุพยายามโทรศัพท์ติดต่อทีมงาน แต่ติดต่อใครไม่ได้
ฟังดูเหมือนต่างคนต่างอยู่ ต่างคนต่างทำ และเจ้าตัวก็พยายามตามหาว่าเกิดอะไรขึ้น
แต่แล้วก็มี CCTV ภายในห้องค้าหลักทรัพย์
ตามข้อมูลที่ปิงปองนำมาเปิดเผย ภาพถูกอ้างว่าบันทึกเหตุการณ์ตั้งแต่ประมาณ 09.49 น. ไปจนถึง 17.00 น. ครอบคลุมแทบทั้งช่วงเวลาซื้อขาย
และในภาพนั้น ปิงปองอ้างว่าเฮียม้อปรากฏตัวอยู่ภายในห้องเดียวกันกับตนเองและบุคคลอีกหลายคน
งานนี้เลยเกิดคำถามง่ายๆ
ถ้าติดต่อกันไม่ได้ แล้วคนที่ติดต่อไม่ได้มาอยู่ห้องเดียวกันได้อย่างไร?
จากเรื่องโทรศัพท์ไม่ติด จึงกลายเป็น CCTV ที่ปิงปองนำมาใช้กล่าวหาว่า คนที่บอกว่าติดต่อทีมงานไม่ได้ แท้จริงแล้วกลับอยู่ในพื้นที่เดียวกับทีมในวันที่เกิดธุรกรรม
แต่เรื่องที่ปิงปองเปิดออกมาไม่ได้หยุดอยู่แค่วันซื้อขาย
เพราะหลังเกิดเหตุมีการนำบ่งการและส่งทนายความเข้ามากำหนดแนวทางคำชี้แจง ว่าแต่ละคนจะพูดกับโบรกเกอร์อย่างไร และจะวางบทบาทของแต่ละคนอย่างไร
พูดภาษาชาวบ้านก็คือ ถ้าข้อกล่าวหานี้จริง หลังตลาดปิดก็ไม่ได้แยกย้ายกลับบ้าน แต่ต้องมานั่งคิดกันต่อว่า “แล้วจะอธิบายเรื่องที่เกิดขึ้นว่าอย่างไร”
หนักกว่านั้น ปิงปองยังบอกด้วยว่ามีการข่มขู่
ทำลายคอมพิวเตอร์และเอกสารหลักฐาน การข่มขู่ตัวเขาและครอบครัว ตลอดจนการพาออกนอกประเทศ ก่อนที่เขาจะกลับมาเปิดข้อมูลต่อสาธารณะ
แต่ทั้งหมดนี้ยังเป็นข้อกล่าวหาของปิงปองที่ต้องพิสูจน์ในกระบวนการยุติธรรม และหากนำมาต่อกับแชทและ CCTV ที่ถูกเปิดเผย ภาพที่เขาพยายามฉายออกมาก็คือ
ก่อนเกิดเหตุ มีคนสั่ง วันเกิดเหตุ มีคนคุม
หลังเกิดเหตุ มีคนพยายามจัดเกมรับ
รวบสมาชิกแก๊งหรือจับแพะ
อีกระเบิดลูกที่ปิงปองโยนออกมาคือ ผู้ต้องหาทุกคนอาจไม่ได้มีสถานะเหมือนกัน และบางคนไม่ได้อยู่ในห้อง ไม่ได้ร่วมวางแผน และอาจถูกนำข้อมูลบัญชีมาใช้ ก่อนที่สุดท้ายจะถูกลากเข้ามาเป็นหนึ่งในผู้ต้องหาของคดี
เรื่องนี้เกิดเป็นคำถามใหญ่ทันทีว่า ในบรรดาคนที่ถูกลากเข้ามารับผิด ใครคือคนร่วมขบวนการจริง ใครเป็นเพียงเครื่องมือ และใครคือคนที่อยู่บนยอดพีระมิดเพราะคดีระดับหลายพันล้าน ถ้าสุดท้ายจับได้แต่คนกดคำสั่ง แต่หาไม่ได้ว่าใครเป็นคนสั่งให้กด ก็เหมือนจับมือได้ แต่ยังหาเจ้าของสมองไม่เจอ คดีเดินช้า แต่คำถามวิ่งเร็วกว่า
อีกประเด็นที่ถูกตั้งคำถามมาตลอดคือ การใช้สิทธิตามกระบวนการกฎหมายและการเลื่อนนัดอัยการหลายครั้ง
แน่นอน การขอเลื่อนหรือใช้สิทธิทางกฎหมายไม่ได้แปลว่าบุคคลนั้นกระทำผิดแต่สำหรับคดีที่สร้างแรงสั่นสะเทือนระดับหลายพันล้านบาท การที่เรื่องลากยาวย่อมหนีไม่พ้นคำถามจากสังคมว่า เมื่อไรข้อเท็จจริงทั้งหมดจะถูกพิสูจน์เสียที เพราะยิ่งเวลาผ่านไป คดีที่ควรจะตามหาเงิน ตามหาคน และตามหาความจริง ก็ยิ่งเสี่ยงกลายเป็นมหากาพย์ที่ประชาชนจำรายละเอียดไม่ได้ เหลือจำได้อย่างเดียวว่า…
สุดท้ายเมื่อเอาทุกชิ้นมาต่อกัน ตั้งแต่แชทก่อนเกิดเหตุ ภาพ CCTV ในวันซื้อขาย ไปจนถึงข้อกล่าวหาเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นหลังเกิดคดี บุคคลที่ปิงปองพยายามชี้ว่าอยู่ตรงศูนย์กลางของเรื่องทั้งหมดก็คือ “เฮียม้อ” อมฤทธิ์ กล่อมจิตเจริญ ไม่ใช่เพียงในฐานะคนที่รู้จักผู้เกี่ยวข้อง แต่ปิงปองกำลังบอกว่าเป็น ผู้รู้แผน ผู้ควบคุม และผู้สั่งการอยู่เบื้องหลัง
แน่นอนว่า คำกล่าวหาก็คือคำกล่าวหา และหลักฐานแต่ละชิ้นยังต้องผ่านการตรวจสอบและพิสูจน์ตามกระบวนการยุติธรรม
แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปแล้วคือ จากเดิมที่สังคมถามเพียงว่า “ใครซื้อ ใครขาย ใครเบี้ยวเงิน”
วันนี้คำถามขยับขึ้นไปอีกชั้นว่า
ใครเป็นคนคิดเกมนี้ตั้งแต่แรก?
และถ้าสิ่งที่ปิงปองเปิดเผยได้รับการพิสูจน์ว่าเป็นความจริง คำถามสุดท้ายอาจหนักกว่าเดิมเสียอีกว่า คนที่ถูกดำเนินคดีทั้งหมด มีใครบ้างที่เป็นตัวการ มีใครบ้างที่เป็นเครื่องมือ และมีใครบ้างที่ถูกโยนลงไปเป็นแพะรับบาป
ส่วนคนที่ถูกกล่าวหาว่านั่งอยู่บนยอดพีระมิด จะถูกกระบวนการยุติธรรมสาวไปถึงจนสุดซอย
และลากออกมารับผิดได้จริงเสียที


