อย่าคิดว่าโลกคริปโตคือแดนสนธยาที่ใครจะทำอะไรก็ได้ เพราะในที่สุดความจริงก็ถูกกระชากหน้ากากออกมาจนได้ ล่าสุดสำนักงาน ก.ล.ต. สำแดงฤทธิ์สั่งปรับกลุ่มผู้กระทำความผิด 4 รายกรณีสร้างปริมาณเทียมเหรียญ SIX กระทบความเชื่อมั่นตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลไทยอย่างรุนแรง นำโดย นายวัชระ เอมวัฒน์ แม่ทัพใหญ่ที่ต้องยอมสละเก้าอี้ ก้มหน้ารับโทษทางแพ่ง หลังถูกตรวจพบพฤติกรรมจับคู่ซื้อขายกันเองจนวอลุ่มพุ่งเกินจริง งานนี้ไม่มีข้อแก้ตัวสำหรับความไร้ธรรมาภิบาล เพราะความจริงถูกลากไส้ออกมาให้เห็นอย่างล่อนจ้อนพร้อมค่าปรับที่ต้องจ่ายด้วยเงินล้านและชื่อเสียงที่ป่นปี้ซึ่งยากจะกู้คืน
ปฏิบัติการเชือดไก่ให้ลิงดู เมื่อ ก.ล.ต. งัดมาตรการทางแพ่งสยบสายปั่น
ในโลกการเงินที่ความโปร่งใสคือลมหายใจ การทำตัวเป็นพ่อมดสายปั่นเพื่อสร้างภาพลวงตาบนกระดานเทรดคือจุดจบที่กู้คืนยาก ปฏิบัติการของ ก.ล.ต. ในครั้งนี้ถือเป็นความเคลื่อนไหวที่เด็ดขาด โดยได้รับข้อมูลสำคัญจากศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลของบริษัท บิทคับ ออนไลน์ จำกัด เมื่อวันที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2565 ก่อนจะขยายผลตรวจสอบพบพฤติกรรมเน่าเฟะในช่วงปี พ.ศ. 2562 ถึง พ.ศ. 2564
จากการสืบสวนพบว่า บริษัท ซิคซ์ เนทเวิร์ค (ไทยแลนด์) จำกัด ภายใต้การอุ้งมือของ นายวัชระ เอมวัฒน์ ผู้รับผิดชอบหลัก ได้ร่วมมือกับพนักงานอีก 2 ราย คือ นายวรพรต หลัน และ นายภาสวินท์ แก้วลำพูน ส่งคำสั่งซื้อขายเหรียญ SIX ในลักษณะที่รู้อยู่เต็มอกว่าจะมีการจับคู่กันเอง ทั้งในแง่ปริมาณ ราคา และเวลาที่ใกล้เคียงกันบนกระดานเทรดของ บิทคับ พฤติกรรมดังกล่าวไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นการจงใจลวงให้นักลงทุนทั่วไปเข้าใจผิดในสภาพคล่องของเหรียญ
การกระทำนี้ถือเป็นการฝ่าฝืนบทบัญญัติมาตรา 46(1) ประกอบมาตรา 48(2) และ (3) แห่ง พ.ร.ก. สินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ. 2561 อย่างร้ายแรง และที่สำคัญคือการพ่วง มาตรา 83 แห่งประมวลกฎหมายอาญา เข้ามาเพื่อตอกย้ำถึงพฤติกรรมการร่วมกันกระทำผิด ส่วนตัว นายวัชระ เองก็ไม่รอดจากการรับโทษตาม มาตรา 94 ในฐานะผู้สั่งการ ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของการล้างบางกลุ่มคนที่พยายามเล่นนอกกติกาเพื่อผลประโยชน์ส่วนตน
บทลงโทษที่ต้องจ่าย กับราคาของความผิดพลาดในตลาดทุน
เมื่อกล้าเล่นกับไฟก็ต้องเตรียมใจรับความร้อนแรงของมาตรการทางแพ่งที่ ก.ล.ต. งัดมาสยบสายปั่น โดยคณะกรรมการพิจารณามาตรการลงโทษทางแพ่ง (ค.ม.พ.) มีมติลงดาบสั่งปรับกลุ่มผู้กระทำความผิดเป็นจำนวนเงินรวมทั้งสิ้น 6,579,595.40 บาท ซึ่งเงินจำนวนนี้จะถูกนำส่งเป็น รายได้แผ่นดิน ไม่ใช่แค่การปรับเข้ากระเป๋าใครคนใดคนหนึ่ง เป็นการคืนความเป็นธรรมให้แก่ระบบเศรษฐกิจโดยรวม
รายละเอียดการชดใช้ระบุว่า ทั้งบริษัท ซิคซ์ เนทเวิร์ค นายวัชระ นายวรพรต และ นายภาสวินท์ จะต้องชำระค่าปรับทางแพ่งและชดใช้ค่าใช้จ่ายตรวจสอบรายละ 1,644,898.85 บาท พร้อมถูกสั่งห้ามซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลหรือเข้าผูกพันในสัญญาซื้อขายล่วงหน้าเป็นเวลา 6 เดือน แต่สิ่งที่สร้างความเจ็บแสบให้ยิ่งกว่าคือการถูกสั่งห้ามดำรงตำแหน่งกรรมการหรือผู้บริหารของผู้เสนอขายโทเคนดิจิทัลหรือผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลเป็นเวลาถึง 12 เดือน
นอกจากนี้ นายวัชระ ยังต้องเผชิญกับสถานะ ลูกหนี้ร่วม ตามมาตรา 99 แห่ง พ.ร.ก. สินทรัพย์ดิจิทัลฯ ซึ่งต้องรับผิดชอบในส่วนของบริษัทร่วมด้วย มาตรการเหล่านี้คือการตัดวงจรผู้บริหารที่ขาดความโปร่งใสออกจากระบบอย่างสิ้นเชิง เป็นการส่งสัญญาณชัดเจนว่าตลาดทุนไทยไม่มีที่ว่างให้กับคนที่ไม่เคารพกฎหมาย และชื่อเสียงที่สร้างมานานอาจมลายหายไปเพียงเพราะต้องการสร้างวอลุ่มเทียม
เบื้องหลังคำสารภาพ ช่องโหว่ในอดีต หรือ เจตนาที่จงใจปล่อยปละ
ทันทีที่ความจริงปรากฏ นายวัชระ เอมวัฒน์ ได้ออกมาโพสต์ชี้แจงผ่านโซเชียลมีเดียในทำนองยอมรับสภาพ แต่ก็ไม่วายโยนบาปให้ระบบและลูกน้อง โดยอ้างว่าในช่วงปี พ.ศ. 2563 ถึง พ.ศ. 2564 บริษัทต้องใช้ บัญชีดูแลสภาพคล่อง (Liquidity Provider) ในนามส่วนตัวเพราะศูนย์ซื้อขายในขณะนั้นยังไม่รองรับบัญชีนิติบุคคล ซึ่งเป็นการกล่าวอ้างเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับการกระทำที่ผิดกฎหมาย
สิ่งที่น่ากังขาและสะท้อนถึงธรรมาภิบาลที่ล้มเหลวคือการระบุว่า มีพนักงานแอบส่งคำสั่งซื้อขายผิดปกติเพื่อทุจริตดึงเงินบริษัทออกไป คำถามที่คนทั้งวงการอยากถามคือ ในฐานะผู้บริหารระดับสูง การปล่อยให้เกิดการปั่นวอลุ่มและการทุจริตภายในต่อเนื่องยาวนานเช่นนี้ คือช่องโหว่ที่จงใจ หรือความบกพร่องที่ตั้งใจมองข้ามกันแน่? การอ้างว่า "ระบบควบคุมไม่ดีพอ" ในยุคที่ตัวเองพยายามพรีเซนต์ความล้ำสมัยของเทคโนโลยีบล็อกเชน ถือเป็นเรื่องที่ย้อนแย้งและฟังไม่ขึ้น
การตัดสินใจยอมรับมาตรการทางแพ่งของนายวัชระ ถูกมองว่าเป็นการยอมเจ็บเพื่อให้จบ (Cut Loss) เพื่อไม่ให้กระทบต่อตัวโปรเจกต์ที่ต้องเดินหน้าต่อ แต่ภาพลักษณ์ของผู้นำที่ปล่อยให้เกิดการจับคู่ซื้อขายกันเอง (Wash Trade) นั้นได้กลายเป็นรอยด่างพร้อยที่สลัดไม่หลุด แม้จะอ้างว่าจัดการคนผิดไปแล้ว แต่ความรับผิดชอบในฐานะนายจ้างและผู้ควบคุมระบบยังคงเป็นเครื่องหมายคำถามขนาดใหญ่
อนาคตของ SIX Network ในวันที่ไร้แม่ทัพใหญ่ และบทเรียนถึงนักลงทุนไทย
เมื่อนายวัชระต้องเข้าสู่โหมดถูกแช่แข็ง ต้องเว้นวรรคจากตำแหน่งบริหารนาน 1 ปี ภารกิจการกู้ศรัทธาจึงตกเป็นของ นายณัฐวุฒิ พึงเจริญพงศ์ หรือ พี่หมู และทีมผู้บริหารที่เหลือ ซึ่งต้องเผชิญกับบทพิสูจน์ครั้งสำคัญว่าโปรเจกต์จะไปต่อได้จริงหรือจะเป็นเพียงแค่สตอรี่สวยหรูที่เบื้องหลังเต็มไปด้วยการปั่นวอลุ่ม พยุงราคาสินทรัพย์ ความเชื่อมั่นที่เสียไปไม่ได้กู้คืนได้ง่ายๆ เพียงแค่การเปลี่ยนตัวผู้เล่น
บทเรียนจากกรณี SIX Network คือสัญญาณเตือนภัยถึงผู้ประกอบการคริปโตไทยว่า ธรรมาภิบาล (Governance) ไม่ใช่คำสวยหรูที่เอาไว้ใส่ใน Whitepaper เท่านั้น ความโปร่งใสต้องเกิดขึ้นจริงในทุกขั้นตอนการซื้อขาย ไม่ใช่การใช้เทคนิคซิกแซกเพื่อสร้างภาพความสำเร็จปลอมๆ บนกระดานเทรดที่แลกมาด้วยความเสี่ยงของนักลงทุนรายย่อย
มองไปข้างหน้าในอีก 3 เดือนจะสิ้นปี พ.ศ. 2569 และต่อเนื่องไปถึงปี 2570 ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลจะทวีความเข้มงวดในการกำกับดูแลมากขึ้น กฎหมายจะมีความชัดเจนและบทลงโทษจะรุนแรงจนไม่มีพื้นที่เหลือให้กับสายปั่นที่คิดจะลองดี สำหรับนักลงทุนไทย เหตุการณ์นี้เตือนให้รู้ว่านอกจากจะมองที่เทคโนโลยีแล้ว ต้องดูไปถึงกมลสันดานของความโปร่งใสในตัวผู้บริหารด้วย เพราะในโลกการเงินที่หมุนไว ชื่อเสียงที่สั่งสมมานานนับสิบปี สามารถทำลายได้ด้วยเพียงคลิกเดียว บนหน้าจอเทรดที่ไร้ศีลธรรม


