xs
xsm
sm
md
lg

"อนุสรณ์" ห่วง "ดาต้าเซ็นเตอร์" ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด ชี้ ช่องโหว่ กม. ทำไทยได้ไม่คุ้มเสีย

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



"อนุสรณ์" ห่วง "ดาต้าเซ็นเตอร์" ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด หลังไทยเป็นเป้าหมายการลงทุนราว 1 แสนล้านบาทในปี 2567 เป็น 7.3 แสนล้านบาทในปี 2568 หรือเพิ่มขึ้นกว่า 7 เท่าในปีเดียว คาดกระจุกตัวในกรุงเทพฯ ถึง 35 แห่ง จากทั้งหมดอย่างน้อย 65 แห่งทั่วประเทศ ชี้ ช่องโหว่ กม. ทำไทยได้ไม่คุ้มเสีย


นายอนุสรณ์ ธรรมใจ ส.ส. กรุงเทพฯ พรรคประชาชน และ รองประธานกรรมาธิการการเงิน การคลัง สถาบันการเงินและตลาดการเงิน สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ ต้องกำกับอย่างมียุทธศาสตร์ จะปล่อยให้มีการเข้ามาลงทุนอย่างไร้ทิศทาง ไร้การจัดระเบียบไม่ได้ การใช้ช่องโหว่ของกฎหมาย และความอ่อนแอของการบังคับใช้กฎหมายเพื่อผลประโยชน์ทางธุรกิจโดยปราศจากความรับผิดชอบต่อสังคม อาจสร้างผลกระทบต่อสาธารณประโยชน์อย่างต่อเนื่อง การลงทุนในอุตสาหกรรมศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ก็จะไม่คุ้มค่า

ประเทศไทยกำลังกลายเป็นจุดหมายการลงทุน Data Center ที่ร้อนแรงที่สุดแห่งหนึ่งของอาเซียน เม็ดเงินลงทุนพุ่งจากราว 1 แสนล้านบาทในปี 2567 เป็น 7.3 แสนล้านบาทในปี 2568 (เพิ่มขึ้นกว่า 7 เท่าในปีเดียว) โดยศูนย์ข้อมูลกระจุกตัวในกรุงเทพฯ ถึง 35 แห่ง จากทั้งหมดอย่างน้อย 65 แห่งทั่วประเทศ ปัจจัยชี้ขาดความสำเร็จของการลงทุนในอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ ไม่ใช่ปริมาณเงินที่ดึงได้ แต่คือการมียุทธศาสตร์ชัดเจน กำกับดูแล และการเตรียมความพร้อม ตลอดจนการตั้งกติกาก่อนที่อำนาจต่อรองจะหมดไปหลังสัญญาการลงทุนเดินหน้า

ศูนย์ดาต้าขนาดใหญ่ ต้องไม่อยู่ใจกลางเมือง เสี่ยงต่อคุณภาพชีวิตประชาชน และความปลอดภัยสาธารณะ หากมีการอนุญาตให้ก่อสร้างไปแล้วโดยอาศัยช่องโหว่ทางกฎหมาย หรือไม่มีการบังคับใช้กฎหมายจากการติดสินบน ต้องมีการสอบสวน ตรวจสอบ ทบทวน และยกเลิกใบอนุญาตได้ เพื่อประโยชน์ต่อความปลอดภัยสาธารณะหากมีการตรวจพบว่าการอนุญาตไม่ถูกต้องและอาศัยช่องโหว่ทางกฎหมาย

นายอนุสรณ์ กล่าวว่า การวิเคราะห์การลงทุนด้วยมิติเศรษฐศาสตร์ชี้ว่า ผลตอบแทนสุทธิที่ตกถึงคนไทย อาจต่ำกว่าที่ตัวเลขเงินลงทุนที่รายงาน เนื่องจากเงินลงทุน 4560% รั่วไหลออกเป็นค่าฮาร์ดแวร์นำเข้า อุปกรณ์ต่างๆ นำเข้าเกือบทั้งหมด แทบไม่มีการผลิตภายในประเทศ การจ้างงานถาวรเฉลี่ยเพียง 2030 คนต่อการใช้ไฟ 100 เมกะวัตต์ ขณะที่ต้นทุนด้านไฟฟ้า น้ำ และสิ่งแวดล้อมตกอยู่กับสังคมไทย กำลังไฟฟ้าที่จ่ายให้ระบบ Data Center ในไทยเพิ่มจาก 135 MW ในปี 2566 เป็น 200 MW ในปี 2567 และคาดว่าจะถึง 270 MW ภายในปี 2572

โดยจุดที่นักเศรษฐศาสตร์ชี้ว่า เป็นคอขวดจริงของระบบไฟฟ้าไทย ไม่ใช่กำลังการผลิต (ซึ่งล้นจนประชาชนจ่ายค่าความพร้อมจ่ายปีละหลายหมื่นล้านบาท) แต่คือโครงข่ายสายส่ง โดยเฉพาะเมื่อ Data Center ตั้งในจุดที่ใช้ไฟหนาแน่นอยู่แล้ว อย่างกรุงเทพฯ

ในด้านการใช้ทรัพยากรน้ำ ไทยมีความตึงเครียดด้านน้ำ (Water Stress) สูงเป็นอันดับ 2 ของอาเซียน รองจากสิงคโปร์ เนื่องจากไม่มีการลงทุนการบริหารจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพ และมีการทุจริตจากโครงการก่อสร้างระบบบริหารจัดการน้ำสูง ศูนย์ Data Center ในหลายพื้นที่ จะดันความต้องการใช้น้ำสูงสุดในช่วงร้อนแล้ง ซึ่งชนกับความต้องการของภาคเกษตรและครัวเรือนพอดี รัฐบาลต้องบริหารจัดการความเพียงพอของทรัพยากรน้ำให้ดี

การที่หน่วยงานของรัฐไทยในช่วงที่ผ่านมา ปล่อยปละละเลยให้มีการลงทุนโดยไม่มีการกำกับดูแล ไม่จัดโซนนิ่งให้ดี ไม่ประเมินผลกระทบต่อการใช้ไฟฟ้า พลังงานและน้ำว่าเป็นอย่างไร อาจเกิดความขัดแย้ง และผลกระทบขึ้นมาจนยากจะควบคุมได้ นายอนุสรณ์ กล่าว

พร้อมระบุว่า การลงทุนในธุรกิจอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ จะทำให้ประเทศไทยสามารถก้าวสู่อุตสาหกรรมใหม่ไฮเทค สร้างฐานรายได้ใหม่ๆ ให้ประเทศได้ก็ต่อเมื่อเราต้องสามารถยกระดับทักษะทุนมนุษย์ พัฒนาอุตสาหกรรมต่อยอดจากศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ได้ การจ้างงานในอุตสาหกรรมข้อมูลขนาดใหญ่ไม่มากอยู่แล้ว แต่เราสามารถปลดล็อคศักยภาพของเศรษฐกิจไทยได้ด้วยการยกระดับฐานการผลิตเดิม ให้เป็นการผลิตที่ใช้เทคโนโลยีเข้มข้นขึ้น เพิ่มผลิตภาพและขีดความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจโดยรวม การเร่งสร้างบุคลากรทักษะสูง ผ่านสถาบันพัฒนาบุคลากรต่าง ๆ มีความสำคัญ และต้องดำเนินการควบคู่กับระบบ กลไก มาตรการส่งเสริมด้านการถ่ายทอดเทคโนโลยี

นายอนุสรณ์ กล่าวว่า ธุรกิจอุตสาหกรรมข้อมูลขนาดใหญ่ แม้ลงทุนหลักหมื่นล้านบาท แต่อาจจ้างงานไม่ถึง 100 คน และพนักงานทักษะสูงมีความเชี่ยวชาญทางเทคโนโลยี งานที่แรงงานไทยเข้าถึงได้ส่วนใหญ่เป็นงานก่อสร้าง ดูแลอาคาร รักษาความปลอดภัย และดูแลระบบพื้นฐาน

สภาพัฒน์เอง ก็ยังประเมินอย่างเป็นทางการว่า อุตสาหกรรมนี้ เงินลงทุนมหาศาล แต่จ้างงานน้อยและใช้น้ำไฟสูง จะเกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทย ธุรกิจไทย และคนไทย ก็เมื่อเราสามารถพัฒนาผลักดันให้ธุรกิจไทย เข้าสู่ห่วงโซ่มูลค่าของอุตสาหกรรมดิจิทัลไฮเทคได้ งานทักษะสูงมูลค่าสูง หากมีการนำเข้าผู้เชี่ยวชาญเข้ามา โดยไม่มีการถ่ายทอดความรู้ให้คนไทยหรือเปิดโอกาส up-skill อย่างเต็มที่ในระยะยาว เราจะได้ประโยชน์จากการลงทุนน้อยกว่าที่ควรจะเป็น นายอนุสรณ์ กล่าว

พร้อมให้ความเห็นว่า ประเทศไทย จำเป็นต้องยกระดับกฎหมายควบคุมพื้นที่เก็บเชื้อเพลิงสำรองของดาต้าเซ็นเตอร์ในเขตชุมชน การยกระดับนี้มีความจำเป็น เนื่องจากมีการเก็บสต๊อกน้ำมันสำรองไว้ในอาคารดาต้าเซ็นเตอร์บางแห่ง 4 แสนกว่าลิตรนั้น อาคารเหล่านี้ ต้องมีมาตรฐานความปลอดภัยในชีวิต ทรัพย์สิน และสวัสดิภาพของประชาชน

มาตรฐานความปลอดภัยการเก็บสำรองไว้ในอาคารแบบนี้ ต้องสูงกว่า หรืออย่างน้อยเทียบเท่าสถานีบริการน้ำมันในเมือง หากเป็น ศูนย์ดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่มาก ๆ ต้องย้ายออก ไม่ควรอยู่ใจกลางเมือง ควรจัดระเบียบโซนนิ่งให้ไปอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมจะดีกว่า กำกับควบคุมความปลอดภัยได้ดีกว่า การบริหารจัดการเรื่องน้ำและไฟฟ้า ก็จะมีประสิทธิภาพมากกว่า