xs
xsm
sm
md
lg

โซลาร์รับทรัพย์รัฐ! จับตา GUNKUL–SPCG–SOLAR ลุ้นอานิสงส์หนุนครัวเรือนสูงสุด 5 หมื่นบาท

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์




นโยบายสนับสนุนติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปสูงสุด 50,000 บาทต่อครัวเรือน ปลุกหุ้นพลังงานแสงอาทิตย์และร้านวัสดุก่อสร้างคึกคัก โบรกเกอร์ชู GUNKUL–HMPRO–GLOBAL–DOHOME–SYNEX ขณะที่ SPCG ราคาวิ่งเด่นกว่า 20% ในช่วงเดือนสิงหาคม ส่วน SOLAR แม้ผลิตแผงโดยตรง งระวังผลประกอบการและเครื่องหมายเตือน


ความเคลื่อนไหวของรัฐบาลในการผลักดันโครงการสนับสนุนการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา หรือ Solar Rooftop กำลังกลายเป็นประเด็นที่ตลาดทุนให้ความสนใจ หลังมีแนวทางช่วยเหลือค่าติดตั้งสูงสุด 50,000 บาทต่อครัวเรือน พร้อมประสานธนาคารออมสินและธนาคารอาคารสงเคราะห์จัดทำสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงระบบโซลาร์ได้ง่ายขึ้น

เบื้องต้น รัฐบาลตั้งเป้าหมายครอบคลุมประมาณ 500,000–1 ล้านครัวเรือน พร้อมพิจารณาเปิดทางให้ประชาชนขายไฟฟ้าส่วนเกินคืนระบบผ่านรูปแบบ Net Billing โดยมีการกล่าวถึงวงเงินสำหรับโครงการราว 60,000 ล้านบาทจากกรอบเงินกู้ของรัฐบาล

อย่างไรก็ตาม เงื่อนไขโครงการยังไม่เป็นข้อสรุปทั้งหมด ล่าสุดกระทรวงการคลังอยู่ระหว่างพิจารณาปรับเงินสนับสนุนเป็นขั้นบันไดประมาณ 30,000–50,000 บาทต่อครัวเรือน ตามขนาดกำลังผลิตของระบบ รวมถึงอาจลดขนาดระบบเหลือประมาณ 3 กิโลวัตต์ เพื่อเปิดโอกาสให้บ้านขนาดเล็กเข้าร่วมโครงการได้มากขึ้น

มาตรการดังกล่าวต้องแยกออกจากสิทธิประโยชน์เดิม ซึ่งมีผลใช้บังคับแล้ว โดยเปิดให้บุคคลธรรมดานำค่าใช้จ่ายซื้อและติดตั้งระบบ Solar Rooftop แบบ On-Grid มาหักลดหย่อนภาษีเงินได้ตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 200,000 บาท


GUNKUL ได้ประโยชน์ตรง มีตลาดบ้านรองรับ

หุ้นที่ถูกจับตามากที่สุดตัวหนึ่งคือ บริษัท กันกุลเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ GUNKUL เนื่องจากมีธุรกิจ GRoof ให้บริการออกแบบและติดตั้งระบบ Solar Rooftop แบบครบวงจร ตั้งแต่บ้านพักอาศัย ผู้ประกอบการ SME ไปจนถึงอาคารพาณิชย บริษัทระบุว่าเคยให้บริการติดตั้งแก่บ้านพักอาศัยมากกว่า 500 หลัง และอาคารพาณิชย์มากกว่า 700 แห่ง รวมถึงมีพื้นที่ให้บริการมากกว่า 60 จังหวัดทั่วประเทศ จึงถือว่ามีทั้งทีมงาน ประสบการณ์ และเครือข่ายพร้อมรองรับความต้องการจากภาคครัวเรือน หากโครงการเดินหน้าอย่างเป็นทางการ

อย่างไรก็ตาม ราคาหุ้น GUNKUL หลังมีข่าวนโยบายช่วงต้นเดือนสิงหาคมยังตอบรับอย่างจำกัด โดยวันที่ 6 สิงหาคมปิดที่ 5.10 บาท ก่อนเพิ่มขึ้น 0.98% เป็น 5.15 บาทในวันที่ 7 สิงหาคม และปรับกลับมาอยู่ที่ 5.10 บาทในวันที่ 10 สิงหาคม สะท้อนว่าตลาดยังรอความชัดเจนเกี่ยวกับหลักเกณฑ์และผู้รับงานจริง อีกทั้ง GUNKUL ยังมีปัจจัยเฉพาะบริษัทจากการขยายโครงการ Solar-plus-Battery ให้กับสยามพรีเมียมเอาท์เล็ต กรุงเทพ ดังนั้น การเคลื่อนไหวของราคาหุ้นบางช่วงจึงอาจไม่ได้เกิดจากมาตรการภาครัฐเพียงปัจจัยเดียว


SPCG ราคาวิ่งเด่นสุดในกลุ่มโซลาร์

บริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน) หรือ SPCG เป็นอีกบริษัทที่เกี่ยวข้องโดยตรง เนื่องจากทำธุรกิจจำหน่ายและติดตั้งระบบ Solar Roof รวมทั้งงานออกแบบและก่อสร้างโซลาร์ฟาร์มแบบครบวงจร และเป็นตัวแทนจำหน่ายอินเวอร์เตอร์ SMA จากเยอรมนี

ราคาหุ้น SPCG ปรับตัวโดดเด่นในช่วงเดือนสิงหาคม โดยจากระดับ 9.35 บาทเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม เพิ่มเป็น 9.75 บาทเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม ก่อนเร่งขึ้นเป็น 11.00 บาทวันที่ 24 สิงหาคม และ 11.60 บาทวันที่ 26 สิงหาคม จากนั้นปิดที่ 11.40 บาทวันที่ 28 สิงหาคม เมื่อเทียบราคาปิดวันที่ 6 กับ 28 สิงหาคม หุ้น SPCG เพิ่มขึ้นประมาณ 21.9% ถือเป็นหุ้นที่ตอบรับเชิงราคาชัดที่สุดในกลุ่มที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับโซลาร์รูฟท็อป

อย่างไรก็ดี ราคาที่ปรับขึ้นแรงเกิดขึ้นในช่วงครึ่งหลังของเดือน ไม่ใช่ทันทีหลังมีข่าวนโยบาย นั่นอาจเพราะผลการดำเนินงานของ SPCG ไม่ได้เติบโตโดดเด่นเหมือนในอดีตที่ธุรกิจโซลาร์ฟาร์มคึกคักมาก เพราะคู่แข่งน้อยทำให้ผลประกอบการสดใส แต่ปัจจุบันพบว่ากำไรชะลอตัว จากโครงการโซลาร์ฟาร์มเดิมที่เริ่มทยอยหมดอายุ ส่งผลให้กระแสเงินสดช่วงหลังค่อยๆ ลดลง ทำให้ราคาหุ้นไม่ขยับ แสดงให้เห็นว่านักลงทุนระมัดระวังมากขึ้น ดังนั้น แม้มาตรการใหม่ที่รัฐหนุนการติดตั้งโซล่าร์รูฟครั้งนี้ ต้องติดตามว่าโครงการใหม่เข้ามาถึงมือ SPCG มากน้อยเพียงใด เพราะงานที่เข้ามาหมายถึงรายได้ที่จะเพิ่มขึ้น ผลประกอบการจะดีขึ้นทำให้มีเงินปันผลต่อเนื่อง ซึ่งจะส่งผลต่อราคาหุ้นในที่สุด แะอย่างน้อย ธุรกิจผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ และยังอยู่ในธีมพลังงานสะอาดที่ภาครัฐสนับสนุนในระยะยาว


SOLAR ผลิตแผงโดยตรง ความเสี่ยงสูง

บริษัท โซลาร์ตรอน จำกัด (มหาชน) หรือ SOLAR ถือเป็นหุ้นที่เชื่อมโยงกับการผลิตแผงโซลาร์เซลล์โดยตรงมากที่สุด เนื่องจากประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายแผงเซลล์แสงอาทิตย์ ตลอดจนให้บริการออกแบบและติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ในทางธุรกิจ หากรัฐบาลกำหนดเงื่อนไขให้ใช้แผงที่ผลิตในประเทศไทยหรือมีสัดส่วนอุปกรณ์ภายในประเทศ SOLAR มีโอกาสได้รับประโยชน์ค่อนข้างตรงจากปริมาณคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้น แต่หากโครงการเปิดให้ใช้แผงนำเข้าได้อย่างเสรี ประโยชน์ต่อผู้ผลิตภายในประเทศอาจถูกจำกัดจากการแข่งขันด้านราคา โดยเฉพาะแผงนำเข้าจากประเทศจีน

นอกจากนี้ นักลงทุนต้องพิจารณาความเสี่ยงเพิ่มเติม เนื่องจาก SOLAR มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดค่อนข้างเล็ก ราคาหุ้นอยู่ในระดับประมาณ 0.22 บาท ไม่มีค่า P/E จากฐานกำไรที่ยังไม่ปกติ และมีเครื่องหมาย CB กำกับ ขณะที่ราคาหุ้นยังไม่ได้ตอบรับข่าวมาตรการอย่างเด่นชัด

โดยราคาหุ้น SOLAR เทรดในระดับต่ำ กล่าวคือตั้งแต่มีข่าวรัฐหนุนติดตั้งโซล่าร์รูฟ ราคาหุ้นกลับไม่ได้ขยับรับข่าว แม้ว่าเมื่อ 5 มี.ค. ราคาหุ้นบวกเพิ่มจากวันปิดก่อนหน้าเพียง 1 สต.หรือปิดที่ 0.17 บาท เพิ่มขึ้น 6.25% หลังจากนั้นก็นิ่งและคึกคักช่วง 19-23 มี.ค.ที่พว่าบวกไปถึง 22% ติดต่อกันหลายวัน ก่อนจะปรับลดและเทรดราคาต่ำกว่า 30 สต . และเมื่อปลายเดือนราคาปิดเหนือ 0.30 บาท และขยับขึ้นลงแต่ไม่ไปไหนไกล ซึ่งตั้งแต่กลางเดือนพ.ค.จนปัจจุบันราคาโดยเฉลี่ยอยู่แค่ 0.22บาท
นักวิเคราะห์มองว่า แม้SOLAR จะผลิตและจำหน่ายแผงเซลล์แสงอาทิตย์ พร้อมบริการออกแบบและติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ แต่หุ้น SOLAR ยังมีความเสี่ยงสูงและต้องระมัดระวังให้มาก เนื่องจากผลประกอบการมีความผันผวนและราคาซื้อขายอยู่ในระดับต่ำ แม้จะฟื้นกำไรในปี 66 แต่ปัจจุบันยังคงเผชิญกับความท้าทายและผลขาดทุนจากภาวะเศรษฐกิจและการแข่งขัน ซึ่งจากผลการดำเนินงานที่ขาดทุนทำให้บางปีอาจมีผลขาดทุนสภาพคล่อง ส่งผลต่อราคาหุ้นที่เทรดในระดับต่ำ
แม้ว่ากระแสของกระแสพลังงานสะอาดและโซลาร์รูฟท็อปเติบโตสูง แต่การแข่งขันรุนแรงจากผู้เล่นรายอื่นทั้งในและต่างประเทศถือเป็นปัจจัยที่จะทำให้การเติบโตของธุรกิจต้องลุ้น และหากรัฐบาลกำหนดเงื่อนไขให้ใช้แผงที่ผลิตในไทยหรือมีสัดส่วนอุปกรณ์ภายในประเทศ SOLAR มีโอกาสได้รับประโยชน์ค่อนข้างตรงจากปริมาณคำสั่งซื้อเพิ่มขึ้นและหากเปิดเสรี ถือเป็นข้อจำกัดของรายได้แน่นอน


HMPRO–GLOBAL–DOHOME ขายอุปกรณ์-ติดตั้ง

กลุ่มค้าปลีกวัสดุก่อสร้างถือเป็นผู้ได้ประโยชน์ทางอ้อม เนื่องจากมีทั้งหน้าร้าน เครือข่ายสาขา อุปกรณ์ไฟฟ้า วัสดุปรับปรุงหลังคา และฐานลูกค้าครัวเรือนทั่วประเทศ

สำหรับ HMPRO หรือ บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) มีบริการ Home Solar แบบครบวงจร ตั้งแต่ให้คำปรึกษา ตรวจสอบความเหมาะสมของหลังคา ออกแบบระบบ ขอใบอนุญาต ติดตั้ง ไปจนถึงบริการหลังการขาย จึงมีช่องทางเข้าถึงเจ้าของบ้านโดยตรง

นักวิเคราะห์ มองว่าแม้โซล่ารูฟท็อป จะเป็นปัจจัยบวกเพราะจะช่วยหนุนรายได้เสริม แต่ไม่ได้มากถึงขั้นเปลี่ยนโครงสร้างกำไรหลักของบริษัท ซึ่งรายได้จากธุรกิจโซล่ารูฟท็อปคิดเป็นสัดส่วนเพียง 1% ของรายได้รวมของ HMPRO เท่านั้น ขณะที่ การติดตั้งมักจำกัดอยู่เฉพาะกลุ่มบ้านที่มีค่าไฟรายเดือนสูง (ประมาณ 3,000 - 5,000 บาทขึ้นไป และมีการใช้ไฟช่วงกลางวัน) ประกอบกับขั้นตอนการขออนุญาตเชื่อมต่อกับภาครัฐ (กฟน./กฟภ.) ค่อนข้างใช้เวลา ทำให้กลุ่มลูกค้าทั่วไปยังไม่ได้เข้าถึงในปริมาณที่มากพอจะดันกำไรหลักให้โตแบบก้าวกระโดด และไม่ได้มีผลต่อราคาหุ้น
อย่างไรก็ดี ราคาหุ้น HMPRO ยังไม่ได้ตอบรับเชิงบวกอย่างชัดเจน โดยวันที่ 6 สิงหาคมปิดที่ 6.70 บาท ลดเหลือ 6.65 บาทในวันที่ 7 สิงหาคม ก่อนกลับมาอยู่ที่ 6.70 บาทวันที่ 10 สิงหาคม และลดเหลือ 6.45 บาทวันที่ 28 สิงหาคม

ขณะที่ GLOBAL หรือ บริษัท สยามโกลบอลเฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) หรือและ DOHOME  หรือ บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน)มีโอกาสได้รับอานิสงส์จากยอดขายแผง อินเวอร์เตอร์ สายไฟ โครงยึด อุปกรณ์ไฟฟ้า และวัสดุสำหรับปรับปรุงหลังคา โดยเฉพาะ DOHOME ซึ่งมีบริษัทย่อย Dohome Energy ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์และระบบ Solar Rooftop แม้ปัจจุบันการดำเนินงานจะเน้นรองรับกิจการภายในกลุ่มเป็นหลัก
ด้านราคาหุ้น GLOBAL หลังมีข่าวนโยบายเพิ่มขึ้นเพียง 0.66% จาก 7.60 บาทวันที่ 6 สิงหาคม เป็น 7.65 บาทวันที่ 7 สิงหาคม แต่ลดลงเหลือ 6.95 บาทในวันที่ 31 สิงหาคม แสดงให้เห็นว่าข่าวโซลาร์ยังไม่สามารถเปลี่ยนแนวโน้มราคาหุ้นได้อย่างต่อเนื่อง

ส่วนราคาหุ้น GLOBAL ปกติเทรดระดับ 6 บาทกว่า และเมื่อมีข่าวมาตรการออกมาค่อยๆ ขยับเพิ่มและขึ้นไปเทรดเหนือ 7 บาทได้เมื่อกลางเดือน พ.ค. จนแตะ 8.25 บาท เมื่อ 5 ส.ค. และปรับลดลงมาเทรดระดับ 6 บาทกว่าๆ ตามเดิม
ขณะที่ DOHOME ราคาหุ้นก็ไม่ได้ตอบรับกระแสข่าวยังคงเทรดที่ 3 บาทกว่าและแต่ละวันอาจบวกลบบ้างตามภาวะตลาด แต่เมื่อ 4 ส.ค.ที่หุ้นค้าปลีกบวกหลายตัว DOHOME ขึ้นไปแตะ 4 บาท และปิดที่ 4.16 บาท เพิ่มขึ้น 0.12 บาทหรือ 2.97%



โบรกเกอร์เปิดรายชื่อ 5 หุ้นรับประโยชน์

TTB Wealth ประเมินว่า หุ้นที่อาจได้รับประโยชน์จากมาตรการดังกล่าว ได้แก่ GUNKUL, HMPRO, GLOBAL, DOHOME และ SYNEX โดยกลุ่มแรกมีโอกาสรับงานออกแบบและติดตั้ง ขณะที่กลุ่มค้าปลีกและผู้จัดจำหน่ายอุปกรณ์จะได้ประโยชน์ผ่านยอดขายสินค้าเกี่ยวเนื่อง

สำหรับ SYNEX ยังถือเป็นผู้ได้รับประโยชน์ทางอ้อมผ่านช่องทางจำหน่ายอุปกรณ์เทคโนโลยีและโซลูชันที่เกี่ยวข้อง โดยต้องรอรายละเอียดว่าอุปกรณ์ยี่ห้อใด ผู้จำหน่ายรายใด และบริษัทติดตั้งรายใดจะผ่านเกณฑ์ของโครงการ


ขึ้นตามธีม แต่กำไรจริงยังต้องรอ

เมื่อประเมินตามความเกี่ยวข้องกับมาตรการ GUNKUL และ SPCG ถือเป็นหุ้นที่มีความพร้อมด้านบริการติดตั้ง Solar Rooftop โดยตรง ขณะที่ SOLAR เชื่อมโยงกับการผลิตแผงมากที่สุด แต่มีความเสี่ยงด้านฐานะการเงินและความผันผวนของราคาหุ้นสูงกว่า

ส่วน HMPRO, GLOBAL และ DOHOME มีโอกาสได้ยอดขายอุปกรณ์และบริการติดตั้งเพิ่มขึ้น แต่เนื่องจากธุรกิจโซลาร์ยังเป็นเพียงส่วนหนึ่งของรายได้รวม ผลต่อกำไรอาจไม่มากเท่ากับขนาดของกระแสข่าว ขณะที่ SYNEX ต้องรอความชัดเจนเรื่องผลิตภัณฑ์และบทบาทในห่วงโซ่โครงการ

ทั้งนี้ ราคาหุ้นที่ผ่านมายังไม่ได้ปรับขึ้นพร้อมกันทั้งกลุ่ม มีเพียง SPCG ที่ปรับตัวโดดเด่น ขณะที่ GUNKUL ขยับในกรอบจำกัด และหุ้นค้าปลีกส่วนใหญ่ไม่ได้ตอบรับต่อเนื่อง จึงสะท้อนว่าตลาดยังมองนโยบายดังกล่าวเป็นธีมเก็งกำไรและรอรายละเอียดมากกว่าการรับรู้รายได้ที่แน่นอน

โดยตัวแปรสำคัญที่นักลงทุนต้องติดตาม ได้แก่ การอนุมัติโครงการอย่างเป็นทางการ จำนวนครัวเรือนที่เข้าร่วมจริง มาตรฐานอุปกรณ์ รายชื่อผู้ติดตั้งที่ได้รับอนุญาต สัดส่วนการใช้แผงที่ผลิตในประเทศ ตลอดจนระยะเวลาการเบิกจ่ายเงินอุดหนุน เพราะเงื่อนไขเหล่านี้จะเป็นตัวตัดสินว่าเม็ดเงินจากโครงการจะไหลเข้าสู่บริษัทใดมากที่สุด และมากพอที่จะเปลี่ยนแปลงประมาณการกำไรหรือไม่ ไม่ใช่เพียงมี

อย่างไรก็ดี วานนี้ ราคาหุ้นที่กล่าวมาข้างต้น ปิดตลาดที่ราคาดังนี้

GUNKUL ปิดที่่ 4.86 บาท ราคาปิดเท่าวันก่อน
SPCG ปิดที่ 9.60 บาทท ลดลง 0.40 บาทหรือ 4%
SOLAR ปิดที่ 0.21 บาท ลดลง 0.01 บาทหรือ 4.55%
HMPRO ปิดที่ 6.35 บาท ลดลง 0.05 บาทหรือ 0.75
GLOBALปิดที่ 6.70 เพิ่มขึ้น 0.05 บาทหรือ 0.75%
DOHOME ปิดที่ 3.50 บาท เพิ่มขึ้น 0.02 บาทหรือ 0.07%
SYNEX ปิดที่ 9.75 บาท เพิ่มขึ้น 0.10 บาทหรือ 1.04%