ตัวเลขการโอน "สเตเบิลคอยน์" ผ่านนักลงทุนไทยพุ่งทะยานอย่างน่าตกใจ จนสำนักงาน ก.ล.ต. ต้องขยับตัวเป็นครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายปี หลังจับสัญญาณอันตรายว่าเหรียญ USDT กำลังถูกใช้เป็นช่องทางฟอกเงิน หนีภาษี และเลี่ยงการโอนเงินข้ามประเทศผ่านผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลในประเทศ บอร์ด ก.ล.ต. จึงไฟเขียวหลักการคุมเข้มทั้งระบบ ตั้งแต่ Travel Rule เพดานโอนวันละ 5 ล้านบาท ไปจนถึงการรื้อเกณฑ์ Market Maker และธุรกรรมนอกกระดาน ก่อนเปิดรับฟังความเห็นภายในเดือนนี้ คำถามคือ มาตรการชุดนี้จะทันเกมหรือสายเกินแก้ ในวันที่ขบวนการฟอกเงินข้ามชาติใช้คริปโตเป็นเส้นเลือดใหญ่ไปแล้ว
ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เฝ้าจับตาความเคลื่อนไหวของเงินดิจิทัลสกุลหนึ่งอย่างใกล้ชิดเป็นพิเศษ นั่นคือ "สเตเบิลคอยน์" โดยเฉพาะเหรียญ USDT ที่ปริมาณและมูลค่าธุรกรรมผ่านผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลไทยเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จนเริ่มปรากฏพฤติกรรมผิดปกติที่ส่อไปในทางความเสี่ยงด้านการฟอกเงิน อาชญากรรมทางเทคโนโลยี และการเลี่ยงการโอนเงินระหว่างประเทศ
นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เพราะสเตเบิลคอยน์ถูกออกแบบมาให้ "นิ่ง" ไม่ผันผวนเหมือนบิทคอยน์หรือคริปโตทั่วไป จุดเด่นข้อนี้เองที่กลายเป็นจุดอ่อนมหาศาล เพราะทำให้มันกลายเป็นเครื่องมือที่ขบวนการทุจริต แก๊งคอลเซ็นเตอร์ และเครือข่ายฟอกเงินข้ามชาติทั่วภูมิภาคเลือกใช้เป็นอันดับต้น ๆ ในการเคลื่อนย้ายเงินผิดกฎหมายอย่างรวดเร็ว ปกปิดตัวตน และหลบเลี่ยงระบบธนาคารแบบดั้งเดิมที่มีการตรวจสอบเข้มงวดกว่า
ก.ล.ต. ไม่ได้นิ่งเฉย มีการประสานงานกับธนาคารแห่งประเทศไทย สมาคมการค้าผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลไทย และผู้ประกอบธุรกิจในอุตสาหกรรม เพื่อหามาตรการอุดช่องโหว่มาอย่างต่อเนื่อง แต่คำถามที่สังคมสงสัยคือ "ทำไมมาตรการเชิงรุกระดับนี้เพิ่งจะมาเป็นรูปเป็นร่างในปี 2569 ทั้งที่ปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์และเครือข่ายสแกมข้ามพรมแดนที่ใช้คริปโตฟอกเงินเป็นประเด็นที่สังคมไทยพูดถึงกันมาหลายปีแล้ว"
สี่ดาบเชือดฟอกเงิน ที่บอร์ด ก.ล.ต. เพิ่งไฟเขียว
ในการประชุมเดือนกันยายน 2569 บอร์ด ก.ล.ต. มีมติเห็นชอบหลักการยกระดับการกำกับดูแลธุรกรรมสเตเบิลคอยน์ผ่านผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างเป็นทางการ โดยมีสาระสำคัญ 4 ข้อ ที่ต้องบอกว่า "แรง" กว่าที่หลายฝ่ายในอุตสาหกรรมคาดไว้
ดาบแรก คุมเข้ม Travel Rule ปิดประตูบัญชีม้า
บัญชีหรือกระเป๋าสินทรัพย์ดิจิทัลทั้งต้นทางและปลายทางที่โอนสเตเบิลคอยน์เข้า-ออกบัญชีลูกค้าของผู้ประกอบธุรกิจ ต้องผ่านการยืนยันตัวตนว่าเป็นของเจ้าของบัญชีจริงเท่านั้น ห้ามโอนเข้าหรือออกจากบัญชีบุคคลอื่นโดยเด็ดขาด พร้อมบังคับใช้หลักเกณฑ์ Travel Rule เต็มรูปแบบ ทั้งการจัดประเภทลูกค้า การคัดกรองไม่ให้เป็นบัญชีม้าหรือบุคคลกลุ่มเสี่ยง และการใช้เครื่องมือติดตามเส้นทางสินทรัพย์ดิจิทัลตรวจสอบความเชื่อมโยงกับ wallet ที่อยู่ในบัญชีเฝ้าระวัง
ที่น่าสนใจกว่านั้นคือเพดานวงเงิน "โอนเข้าหรือโอนออกจากบัญชีลูกค้าจะถูกจำกัดไว้ไม่เกิน 5 ล้านบาทต่อวันต่อคนต่อผู้ประกอบธุรกิจแต่ละราย ยกเว้นกรณีโอนระหว่างบัญชีลูกค้าผ่านผู้ประกอบธุรกิจไทยด้วยกันเองที่ใช้ Travel Rule ครบทั้งสองฝั่ง จะไม่ถูกจำกัดวงเงิน" ตรงนี้เองที่เป็นประเด็นซึ่งนักวิเคราะห์ในอุตสาหกรรมเริ่มตั้งคำถามว่า ข้อยกเว้นนี้จะกลายเป็น "ช่องทางใหม่" ให้ขบวนการทุจริตกระจายเงินผ่านการโอนวนระหว่างผู้ประกอบธุรกิจไทยหลายรายเพื่อหลบเลี่ยงเพดานหรือไม่ เป็นจุดที่ ก.ล.ต. ต้องอธิบายให้ชัดในเวทีรับฟังความคิดเห็น ไม่ใช่ปล่อยผ่านเป็นข้อยกเว้นลอย ๆ
ดาบสอง รื้อเกณฑ์ Market Maker ให้เข้มเท่าตลาดหุ้น
ก.ล.ต. จะปรับปรุงหลักเกณฑ์ศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล (DA Exchange) ในส่วนของผู้ดูแลสภาพคล่อง (Market Maker) ให้เทียบเคียงกับฝั่งหลักทรัพย์ เพื่อเพิ่มความโปร่งใส ซึ่งสะท้อนตรง ๆ ว่าที่ผ่านมาการกำกับดูแล MM ในฝั่งสินทรัพย์ดิจิทัลหย่อนยานกว่าตลาดทุนดั้งเดิมมานาน จนกลายเป็นจุดบอดที่เปิดช่องให้เกิดพฤติกรรมปั่นราคาหรือสร้างสภาพคล่องเทียมโดยไม่มีใครตรวจสอบทัน
ดาบสาม เชือด Liquidity Provider ของ DA Broker
ผู้ให้บริการสภาพคล่อง (LP) ที่ป้อนสภาพคล่องให้นายหน้าซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล (DA Broker) จะต้องอยู่ภายใต้มาตรฐานกำกับดูแลที่สอดคล้องกับความเสี่ยง และที่สำคัญคือทั้ง LP และศูนย์ซื้อขายปลายทาง (source exchange) ที่ DA Broker เชื่อมต่อให้บริการลูกค้าไทย ต้องอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของหน่วยงานทางการในประเด็นการฟอกเงินและการประกอบธุรกิจด้วย นี่คือการอุดช่องโหว่ที่เคยเปิดกว้างให้ DA Broker ไทยพาลูกค้าไปเทรดผ่านแพลตฟอร์มต่างชาติที่ไม่มีใครกำกับดูแล ซึ่งเป็นความเสี่ยงเชิงระบบที่ถูกมองข้ามมานาน
ดาบสี่ ปิดประตูหลัง "ธุรกรรมนอกแพลตฟอร์ม"
ก.ล.ต. จะกำหนดแนวทางกำกับดูแลธุรกรรมนอกกระดาน (over-the-counter) หรือกรณี big lot ผ่านผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล เพื่อเพิ่มความโปร่งใส เพราะที่ผ่านมาธุรกรรมนอกแพลตฟอร์มคือจุดที่ตรวจสอบยากที่สุด และมักถูกใช้เป็นทางลัดสำหรับการโอนเงินก้อนใหญ่แบบไม่ต้องผ่านสายตาระบบเฝ้าระวังปกติ
นางพรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ ก.ล.ต. ระบุว่า การยกระดับกำกับดูแลครั้งนี้มุ่งป้องกันไม่ให้สเตเบิลคอยน์ถูกนำไปใช้ในทางที่ไม่เหมาะสม ควบคู่กับการคุ้มครองผู้ลงทุนและสนับสนุนให้ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลไทยเติบโตอย่างน่าเชื่อถือและยั่งยืน โดยจะเปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้องภายในเดือนกันยายน 2569 ก่อนนำไปพิจารณาปรับปรุงหลักเกณฑ์ต่อไป
แม้จะฟังดูสวยหรู แต่ต้องไม่ลืมว่า "การรับฟังความคิดเห็น" ในหลายกรณีที่ผ่านมาของหน่วยงานกำกับดูแลไทย มักเป็นจุดที่แรงกดดันจากภาคอุตสาหกรรมเข้ามาต่อรองจนมาตรการที่ตั้งใจไว้แข็งกร้าวถูกเกลาจนอ่อนลง สังคมและสื่อมวลชนจึงต้องจับตาเวทีรับฟังความเห็นครั้งนี้อย่างใกล้ชิด ไม่ปล่อยให้เป็นพิธีกรรมที่จบแล้วจบเลย
คำถามใหญ่สามข้อที่รอคำตอบ
1.ก.ล.ต. มีกำลังคนและเทคโนโลยีเพียงพอจะตรวจสอบเส้นทางเงินแบบเรียลไทม์ตามที่ประกาศไว้จริงหรือไม่ เพราะการไล่ตามเส้นทาง wallet บนบล็อกเชนต้องอาศัยทั้งความเร็วและความเชี่ยวชาญเฉพาะทางที่หน่วยงานรัฐไทยยังขาดแคลนมาตลอด
2.เพดาน 5 ล้านบาทต่อวันจะสกัดขบวนการฟอกเงินระดับใหญ่ได้จริงหรือเป็นเพียงตัวเลขเชิงสัญลักษณ์ ในเมื่อเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติสามารถกระจายเงินผ่านบัญชีจำนวนมากเพื่อหลบเพดานได้อยู่แล้ว
3.ในวันที่ประเทศอื่นทั่วโลกทยอยออกกฎหมายเฉพาะเพื่อกำกับสเตเบิลคอยน์อย่างจริงจัง ไทยยังคุมผ่าน "หลักการ" และ "แนวทาง" ที่ผูกอยู่กับผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลเป็นหลัก คำถามคือเพียงพอหรือไม่ในระยะยาว หรือถึงเวลาที่ไทยต้องมีกฎหมายเฉพาะสำหรับสเตเบิลคอยน์เสียที
"มาตรการชุดนี้เป็นก้าวที่ถูกทิศทางแล้วหรือ?
การขยับตัวของ ก.ล.ต. ครั้งนี้คือสัญญาณว่า หน่วยงานกำกับดูแลเริ่มยอมรับแล้วว่าสเตเบิลคอยน์ไม่ใช่แค่เครื่องมือการลงทุนทั่วไป แต่คือสมรภูมิใหม่ของการฟอกเงินในยุคดิจิทัลที่ต้องรับมืออย่างจริงจัง แต่หลักการที่ดีบนกระดาษ จะมีความหมายก็ต่อเมื่อถูกบังคับใช้อย่างเข้มงวดโดยไม่ปล่อยให้แรงต่อรองจากภาคธุรกิจมาทำให้มาตรการอ่อนแรงลงในนาทีสุดท้าย
เดือนกันยายนนี้คือบทพิสูจน์ว่า ก.ล.ต. จะกล้าเดินหน้าคุมเข้มอย่างที่ประกาศไว้ หรือจะปล่อยให้ท่อฟอกเงินสายนี้ยังคงไหลต่อไปอย่างเงียบ ๆ ภายใต้ชื่อ "การรับฟังความคิดเห็น"


