xs
xsm
sm
md
lg

นักธุรกิจไทยฟ้อง Tether อายัด USDT 1.4 พันล้านโดยไร้หมายศาล

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



2 นักธุรกิจชาวไทย ณัฐวัฒน์ รักธรรมเจริญ และ ณัฐวัฒน์ เกษมวิลาส ยื่นคำฟ้องต่อศาลเขตใต้แห่งนิวยอร์กเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2569 เพื่อเรียกร้องสิทธิในสินทรัพย์ ยูเอสดีที มูลค่ากว่า 42.4 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 1.4 พันล้านบาท ที่ถูกบริษัท เทเธอร์ ดำเนินการอายัดไว้ในกระเป๋าเงินดิจิทัล 10 แห่ง โดยโจทก์ระบุว่าการระงับทรัพย์สินเกิดขึ้นก่อนที่จะมีกระบวนการทางกฎหมายรองรับ ซึ่งถือเป็นการละเมิดสิทธิและสร้างความเสียหายต่อธุรกิจอย่างรุนแรง กรณีนี้กำลังถูกจับตามองในฐานะบรรทัดฐานสำคัญของขอบเขตอำนาจระหว่างผู้ออก สเตเบิลคอยน์ กับสิทธิของผู้ถือครองทรัพย์สิน

จุดเริ่มต้นชนวนเหตุการอายัดเงินก่อนหมายศาล

วิกฤตความเชื่อมั่นครั้งนี้เริ่มต้นจากคำถามถึงบรรทัดฐานการจัดการทรัพย์สินดิจิทัลโดยบริษัทเอกชน ซึ่งในกรณีนี้ เทเธอร์ ถูกกล่าวหาว่าใช้อำนาจเบ็ดเสร็จในการอายัดทรัพย์สินของบุคคลทั่วไปโดยอาศัยเพียงการร้องขออย่างไม่เป็นทางการจากเจ้าหน้าที่รัฐเท่านั้น ลำดับเหตุการณ์ตามคำฟ้องระบุว่า การระงับธุรกรรมครั้งแรกเกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 30 ตุลาคม 2568 เมื่อโจทก์พบว่าไม่สามารถโอนย้ายเงินในกระเป๋าเก็บคริปโตของตนเองได้

ภายหลังจากที่โจทก์ติดต่อสอบถามไปยัง เทเธอร์ เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน ทางบริษัทได้ตอบกลับในวันที่ 2 พฤศจิกายน 2568 โดยเพียงแต่ระบุให้โจทก์ไปประสานงานต่อกับเจ้าหน้าที่พิเศษจากหน่วยงานสืบสวนเพื่อความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ หรือ เอชเอสไอ (Homeland Security Investigations) ซึ่งสะท้อนชัดว่าการอายัดครั้งแรกเกิดขึ้นตามคำร้องขออย่างไม่เป็นทางการ (Informal request) ก่อนที่จะมีการออกหมายอายัดจริงในวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 หรือทิ้งช่วงเวลานานกว่า 3 เดือน

ในเชิงเทคนิค เทเธอร์ ได้ใช้คำสั่ง แอดแบล็คลิสต์ (addBlackList) ในสมาร์ทคอนแทรคเพื่อระงับที่อยู่กระเป๋าเงิน (Address) ทั้ง 10 แห่ง การกระทำดังกล่าวจุดประเด็นความขัดแย้งระหว่างอำนาจขององค์กรเอกชนที่แทรกแซงทรัพย์สินได้ทันทีเพียงได้รับคำขอแบบไม่เป็นทางการ กับหลักนิติธรรมที่ควรคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินจนกว่าจะมีกระบวนการยุติธรรมรองรับ

เจาะลึกข้อต่อสู้ทางกฎหมายเมื่อความสามารถทางเทคนิคขัดต่อหลักกฎหมาย

ประเด็นสำคัญในเชิงคดีความคือการตั้งคำถามถึงความชอบธรรมที่ เทเธอร์ เข้าแทรกแซงทรัพย์สินของบุคคลที่ไม่มีความสัมพันธ์ทางสัญญาโดยตรง เนื่องจากโจทก์ครอบครอง ยูเอสดีที ผ่านการทำธุรกิจในตลาดรองและควบคุมทรัพย์สินผ่านกุญแจส่วนตัวของตนเอง โจทก์จึงยื่นฟ้องในข้อหาหลักคือ การยักยอกเอาทรัพย์ (Conversion) และ การรบกวนสิทธิในสังหาริมทรัพย์ (Trespass to Chattels)

ทางฝั่งโจทก์ได้ยกประมวลกฎหมายพาณิชย์ของนิวยอร์ก หรือ ยูซีซี มาตรา 12 (UCC Article 12) ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2569 มาเป็นแกนหลักในการต่อสู้ โดยระบุว่า ยูเอสดีที มีสถานะเป็นบันทึกอิเล็กทรอนิกส์ที่ควบคุมได้ (Controllable Electronic Record) ซึ่งโจทก์ได้มาโดยสุจริต (Good Faith) ในฐานะผู้ซื้อที่มีมูลค่าตอบแทน (Purchasers for Value) โดยไม่มีส่วนรู้เห็นกับข้อกล่าวหาทางอาญาใดๆ

แม้ในทางเทคนิคเทเธอร์ จะมีความสามารถในการสั่งทำลายเงินในแบล็คลิสต์ (destroyBlackFunds) แต่โจทก์ยืนยันว่าความสามารถทางเทคโนโลยีไม่ได้หมายถึงสิทธิทางกฎหมายที่จะกระทำต่อทรัพย์สินของผู้อื่นโดยปราศจากขั้นตอนการพิสูจน์ความผิด การดำเนินการตามคำขอของเจ้าหน้าที่ก่อนมีหมายศาลจึงถือเป็นการก้าวล่วงอำนาจตุลาการอย่างชัดเจน

ผลกระทบเชิงธุรกิจและการแสวงหาประโยชน์จากเงินสำรอง

ความเสียหายจากการขาดสภาพคล่องมูลค่า 42.4 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ส่งผลกระทบรุนแรงต่อเสถียรภาพทางการค้าของโจทก์ นำไปสู่การเสียโอกาสทางธุรกิจ (Lost business opportunities) และแบกรับต้นทุนมหาศาลในการหาทุนสำรองใหม่มาทดแทน แต่ประเด็นที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือข้อกล่าวหาเรื่อง การแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ (Unjust Enrichment)

คำฟ้องระบุว่าเทเธอร์ นำเงินดอลลาร์ที่เป็นทุนสำรองหนุนหลังยูเอสดีที ไปลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (U.S. Treasuries) เพื่อรับผลตอบแทนที่เป็นดอกเบี้ย ในระหว่างที่เงินของโจทก์ถูกอายัด เทเธอร์ยังคงได้รับกำไรและดอกเบี้ยจากเงินสำรองเหล่านั้นอย่างต่อเนื่องโดยไม่มีความเสี่ยง โจทก์จึงเรียกร้องให้มีการคืนผลกำไรหรือดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าว เนื่องจากถือเป็นผลประโยชน์ที่เทเธอร์ได้รับบนความเสียหายของเจ้าของทรัพย์สินที่แท้จริง

เบื้องหลังคดีหลอกลวงแบบ "เชือดหมู" และการตอบโต้ของเทเธอร์

คดีนี้มีความเกี่ยวเนื่องกับปฏิบัติการกวาดล้างอาชญากรรมไซเบอร์ระดับสากล โดยเฉพาะคดีของกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ที่เกี่ยวข้องกับการหลอกลวงแบบ "เชือดหมู" หรือ Pig-butchering มูลค่ารวมกว่า 61 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งต่อมาได้มีการออกหมายอายัดเลขที่ 5:26-MJ-1267-JG เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 โดยหมายดังกล่าวสั่งให้เทเธอร์ ดำเนินการเบิร์น (Burn) หรือทำลายเหรียญที่ถูกอายัดทิ้ง และออกเหรียญใหม่ในจำนวนที่เท่ากันไปยังกระเป๋าเงินที่ควบคุมโดยรัฐบาล

อย่างไรก็ตาม โจทก์โต้แย้งว่ากระบวนการตรวจสอบเส้นทางการเงิน (Tracing) ของเจ้าหน้าที่เป็นการสั่งอายัดแบบเหวี่ยงแห (Dragnet) ในวงกว้าง โดยขาดหลักฐานที่ระบุตัวตนชัดเจนว่าที่อยู่กระเป๋าเงินทั้ง 10 แห่งมีความเชื่อมโยงกับอาชญากรรมจริงหรือไม่ การที่โจทก์ทำธุรกิจโดยสุจริตในตลาดรองทำให้พวกเขาตกเป็นเหยื่อของการตรวจสอบที่ขาดความรอบคอบ ในขณะที่เทเธอร์แถลงโต้แย้งว่าการฟ้องร้องนี้ไม่มีมูลความจริงและเป็นการขัดขวางการทำงานร่วมกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายในการปราบปรามการฟอกเงิน

บรรทัดฐานใหม่และความเชื่อมั่นในตลาดสเตเบิลคอยน์ จะออกหัวหรือก้อย

กรณีศึกษานี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญสำหรับนักลงทุนคริปโต และผู้ประกอบการทั่วโลก ผลการตัดสินของศาลเขตใต้แห่งนิวยอร์กจะกลายเป็นบรรทัดฐานว่าอำนาจของผู้ออกสเตเบิลคอยน์ ควรมีขอบเขตเพียงใด การต่อสู้ครั้งนี้กำลังพิสูจน์ว่าในโลกการเงินดิจิทัลยุคใหม่ ระหว่างแนวคิดเรื่องรหัสคือบทบัญญัติ (Code is Law) กับ การปฏิบัติตามกฎระเบียบคือบทบัญญัติ (Compliance is Law) สิ่งใดจะมีความสำคัญเหนือกว่ากัน

การสร้างความสมดุลระหว่างการปราบปรามอาชญากรรมกับการคุ้มครองสิทธิส่วนบุคคลเป็นโจทย์ที่ท้าทาย หากศาลตัดสินให้โจทก์ชนะจะเป็นการยืนยันว่าบริษัทเอกชนไม่สามารถใช้อำนาจเหนือทรัพย์สินของผู้อื่นได้ตามอำเภอใจ แต่หากเทเธอร์ชนะ ความเชื่อมั่นในความเป็นอิสระของสินทรัพย์ดิจิทัลอาจต้องถูกทบทวนใหม่ทั้งหมด การกำหนดอนาคตของอำนาจและการควบคุมในโลกการเงินไร้พรมแดนกำลังถูกตัดสินผ่านคดีความมูลค่า 1.4 พันล้านบาทนี้อย่างแท้จริง