*เอกนิติตั้งโต๊ะจัดระเบียบดาต้าเซ็นเตอร์ เรียก “ชัชชาติ” ถกนัดแรก 4 ก.ย. จัดการดาต้าเถื่อน ปิดช่องโหว่ผังเมืองคุมใช้น้ำไฟ ตรวจน้ำมันสำรอง
“เอกนิติ” สวมหมวกเพิ่มจากประธานบอร์ดบีโอไอ ขึ้นคุมคณะกรรมการนโยบายดาต้าเซ็นเตอร์ระดับชาติ นัดประชุมครั้งแรก 4 ก.ย. เรียกผู้ว่าฯ กทม.–พลังงาน–สิ่งแวดล้อม ร่วมจัดระเบียบธุรกิจ หลังพบดาต้าเซ็นเตอร์บางแห่งใช้ช่องว่างกฎหมายขออนุญาตเป็น “คลังสินค้า” เตรียมตรวจโครงการเดิม ปิดช่องโหว่กฎหมาย วางกติกาใช้น้ำ–ไฟ–น้ำมัน พร้อมบีโอไอรื้อเกณฑ์สิทธิประโยชน์ เน้นสร้างงาน ใช้อุปกรณ์ไทย และพัฒนาระบบนิเวศ AI
ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เตรียมเรียกประชุมคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์นัดแรกในวันศุกร์ที่ 4 กันยายน 2569 หลังได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรีให้ดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการชุดดังกล่าว
การประชุมครั้งนี้จะเชิญนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เข้าร่วมให้ข้อมูล แม้ กทม.ไม่ได้เป็นกรรมการโดยตำแหน่ง เนื่องจากพบการก่อสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ในเขตเมืองหลายแห่ง ท่ามกลางข้อกังวลเรื่องการใช้ประโยชน์ที่ดิน ความปลอดภัยจากอัคคีภัย การใช้น้ำและไฟฟ้าปริมาณสูง ตลอดจนการเก็บน้ำมันสำหรับเครื่องกำเนิดไฟฟ้าสำรอง
ดร.เอกนิติระบุว่า แนวทางดำเนินงานจะแบ่งเป็น 3 ส่วนสำคัญ ได้แก่ การใช้กฎหมายที่มีอยู่จัดการกับผู้ประกอบการที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย การวางกติกาที่คำนึงถึงผลกระทบทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อมและชุมชน และการทบทวนแรงจูงใจสำหรับโครงการใหม่ เพื่อให้ประเทศไทยได้รับประโยชน์จากการลงทุนมากกว่าการเป็นเพียงสถานที่ตั้งอาคารและเครื่องแม่ข่าย
“เรื่องดาต้าเซ็นเตอร์เป็นเรื่องใหม่ ขณะที่กฎหมายกระจายอยู่ในหลายหน่วยงานและยังไม่มีผู้รับผิดชอบภาพรวม จึงเกิดช่องว่างให้บางโครงการอาศัยข้อจำกัดของกฎหมายเดิม” ดร.เอกนิติกล่าว
โดยคณะกรรมการชุดใหม่จะทำหน้าที่รวมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามากำหนดมาตรฐานกลาง ทั้งการอนุมัติโครงการ การออกใบอนุญาต การให้สิทธิส่งเสริมการลงทุน และการให้บริการน้ำ–ไฟฟ้า
ทั้งนี้ปัจจุบัน ดร.เอกนิติดำรงตำแหน่ง ประธานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือบอร์ดบีโอไออยู่แล้ว ซึ่งมีหน้าที่พิจารณานโยบายและสิทธิประโยชน์ส่งเสริมการลงทุน รวมถึงโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ที่ยื่นขอรับการส่งเสริมจากบีโอไอ
ตำแหน่งใหม่คือ ประธานคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งเป็นกลไกระดับชาติที่มีขอบเขตกว้างกว่าบีโอไอ เพราะดูแลทั้งโครงการที่ขอและไม่ได้ขอรับการส่งเสริมการลงทุน รวมถึงประเด็นใบอนุญาตก่อสร้าง ผังเมือง พลังงาน น้ำ สิ่งแวดล้อม ความปลอดภัย อธิปไตยข้อมูล และผลกระทบต่อประชาชน
ทั้งนี้ บอร์ดบีโอไอดูว่า “โครงการใดควรได้รับสิทธิประโยชน์” ขณะที่บอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์จะกำหนดว่า “ดาต้าเซ็นเตอร์ทั้งประเทศต้องอยู่ภายใต้กติกาใด”
คณะรัฐมนตรีเห็นชอบตั้งกลไกดังกล่าวเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2569 โดยให้อำนาจเสนอกรอบนโยบายและมาตรฐานต่อ ครม. รวมถึงติดตามผลกระทบด้านความมั่นคงพลังงาน ราคาไฟฟ้า การจัดสรรน้ำ ผังเมือง อัคคีภัย อธิปไตยข้อมูล สิ่งแวดล้อมและเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน
*เตรียมตรวจดาต้าเซ็นเตอร์ในเมือง–ปิดช่องขออนุญาตเป็นคลังสินค้า
ข้อมูลของ กทม.พบว่า มีดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ยื่นขออนุญาต 6 แห่ง กระจายอยู่ในพื้นที่ห้วยขวาง บางกะปิและบางนา โดยอนุญาตแล้ว 3 แห่ง ส่วนอีก 3 แห่งถูกชะลอไว้เพื่อตรวจสอบรายละเอียดอีกครั้ง
ช่องว่างสำคัญคือกฎหมายอาคารและผังเมืองปัจจุบันยังไม่มีนิยาม “ดาต้าเซ็นเตอร์” โดยตรง ผู้ประกอบการจึงยื่นขออนุญาตในประเภทคลังสินค้า ทำให้บางโครงการไม่เข้าเกณฑ์ต้องจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือ EIA และไม่ต้องขอใบอนุญาตโรงงานตามระบบที่ใช้กับกิจการอุตสาหกรรมทั่วไป
กทม.จึงเตรียมบรรจุข้อกำหนดเรื่องดาต้าเซ็นเตอร์ไว้ในผังเมืองรวมฉบับใหม่ พร้อมเสนอให้ส่วนกลางกำหนดนิยาม ประเภทอาคาร พื้นที่ตั้ง ระยะห่างจากชุมชน และมาตรฐานความปลอดภัยให้ชัดเจน
*จับตาตรวจน้ำมันสำรอง–ความปลอดภัยจากอัคคีภัย
อีกประเด็นที่จะถูกหยิบขึ้นหารือคือการเก็บน้ำมันสำหรับเครื่องกำเนิดไฟฟ้าสำรอง เนื่องจากดาต้าเซ็นเตอร์จำเป็นต้องมีระบบไฟสำรองเพื่อให้บริการต่อเนื่องเมื่อไฟฟ้าหลักขัดข้อง
กรณีโครงการย่านรามคำแหง 28 มีข้อมูลว่าจัดเก็บน้ำมันประมาณ 400,000 ลิตร ขณะที่ใบอนุญาตอาจระบุไว้เพียง 200,000 ลิตร ซึ่งกรมธุรกิจพลังงานต้องตรวจสอบข้อเท็จจริง หากพบว่าเก็บเกินกว่าที่ได้รับอนุญาตอาจเข้าข่ายประกอบกิจการโดยไม่ได้รับอนุญาต ส่วนโครงการใกล้พระราม 9 ยังไม่ได้รับอนุญาตให้กักเก็บน้ำมัน จึงต้องตรวจสอบผลกระทบและความปลอดภัยโดยละเอียด
*บีโอไอเตรียมรื้อเกณฑ์ใหม่ 4 ด้าน
นอกเหนือจากการตรวจโครงการในเขตเมือง บอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์และบีโอไอยังเตรียมยกระดับกติกาส่งเสริมการลงทุนอย่างน้อย 4 ด้าน ได้แก่
1. ประโยชน์ต่อประเทศไทย ต้องสร้างงานทักษะสูง พัฒนาวิศวกรและช่างเทคนิคไทย ใช้อุปกรณ์หรือผู้ขายในประเทศ เชื่อม SME ไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทาน ตั้งทีมวิจัย และช่วยให้ธุรกิจไทยเข้าถึงคลาวด์ กำลังประมวลผลและ AI
2. ความพร้อมด้านพลังงาน ต้องแสดงแหล่งไฟฟ้าที่ชัดเจน ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ เพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาด วางหลักประกันการใช้ไฟ และรับผิดชอบต้นทุนขยายโครงข่าย เพื่อไม่ผลักภาระไปยังผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วไป
3. การบริหารจัดการน้ำ ต้องชี้แจงแหล่งน้ำ ระบบทำความเย็น การรีไซเคิลน้ำ และอาจต้องจ่ายค่าน้ำในอัตราที่สะท้อนต้นทุนจริง ไม่กระทบประชาชน เกษตรกรรมหรืออุตสาหกรรมเดิม
4. พื้นที่ตั้งและสิ่งแวดล้อม ต้องพิจารณาผังเมือง ความเหมาะสมของพื้นที่ ผลกระทบต่อชุมชน เสียง ความร้อน อัคคีภัย น้ำมันสำรองและการปล่อยคาร์บอน เพื่อใช้วางโซนนิ่งดาต้าเซ็นเตอร์ในอนาคต
บีโอไอระบุว่าโครงการที่ได้รับอนุมัติส่งเสริมระหว่างปี 2567–2569 มีทั้งหมด 42 โครงการ เงินลงทุนรวมประมาณ 750,000 ล้านบาท และมีความต้องการกำลังประมวลผลหรือ IT Load รวมประมาณ 3,400 เมกะวัตต์ จึงเป็นเหตุให้รัฐบาลต้องเร่งวางกติกาก่อนการลงทุนขยายตัวมากกว่านี้
อย่างไรก็ตาม มีจุดที่ควรแยกให้ชัดเจนว่า ข่าวต้นทางระบุในทำนองว่า “บีโอไอหยุดอนุมัติโครงการตั้งแต่เดือนเมษายน” แต่ข้อมูลที่บีโอไอเผยแพร่อย่างเป็นทางการระบุว่า ไม่มีคำขอรับการส่งเสริมดาต้าเซ็นเตอร์รายใหม่ยื่นเข้ามาตั้งแต่เดือนเมษายน 2569 สองข้อความนี้มีความหมายต่างกัน โดยข้อมูลทางการยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นการประกาศระงับการอนุมัติทั้งหมด
ในระยะต่อไปจึงต้องจับตาว่า การประชุมนัดแรกจะมีมติให้ตรวจสอบโครงการเดิมย้อนหลังหรือไม่ จะกำหนดนิยามดาต้าเซ็นเตอร์และมาตรฐานใบอนุญาตใหม่อย่างไร รวมถึงจะบังคับให้ผู้ลงทุนสร้างงาน ใช้สินค้าไทย และรับผิดชอบต้นทุนน้ำ–ไฟมากขึ้นเพียงใด เพราะนี่จะเป็นตัวชี้ว่าเงินลงทุนหลายแสนล้านบาทจะสร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจไทยจริง หรือจบลงเพียงการนำเครื่องจักรเข้ามาตั้งและใช้ทรัพยากรของประเทศเป็นหลักเท่านั้น
*เร่งปิดช่องโหว่ กม.-คุมผลกระทบภาพรวม
นายเอกนิติ ยอมรับว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นจากโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ในขณะนี้ ถือเป็นเรื่องใหม่สำหรับประเทศไทย เนื่องจากมีผู้ไปดำเนินการธุรกิจนี้ด้วยการใช้ช่องโหว่ทางกฎหมาย หรือในส่วนที่กฎหมายยังครอบคลุมไปไม่ถึง ซึ่งในวันที่ 4 ก.ย.นี้ จะมีการประชุมคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซนเตอร์ (บอร์ดดาต้าเซนเตอร์) นัดแรก ที่ทำเนียบรัฐบาล
"จะมีการเชิญนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการ กทม. เข้าร่วมหารือ พร้อมด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงพลังงาน เป็นต้น เพื่อบูรณาการข้อมูลในการกำกับดูแลโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ในภาพรวมทั้งหมด"
การประชุมครั้งนี้ จะมีการนำช่องโหว่ของกฎหมายที่เกิดขึ้นทั้งหมดมาเร่งพิจารณาไปพร้อมกัน เพราะหัวใจสำคัญของโครงการดาต้าเซ็นเตอร์หลังจากนี้ไป คือ เรื่องของกฎหมายต่าง ๆ ที่จะเข้ามาเกี่ยวข้อง หรือกำกับดูแล ซึ่งทุกหน่วยงานจะต้องร่วมมือกันบูรณาการข้อมูล และกำกับดูแลในภาพรวมอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
โครงการดาต้าเซ็นเตอร์ที่เป็นปัญหาอยู่ในขณะนี้ เป็นโครงการเก่า โครงการเดิมที่สะสมมาตั้งแต่ช่วงก่อนที่รัฐบาลจะเข้ามาทำหน้าที่ในเดือน เม.ย.69 แต่ทันทีที่รัฐบาลเข้ามาทำงาน ก็ได้สั่งการให้ BOI หยุดให้ใบอนุญาตลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ทันที ผมได้หารือกับผู้ว่าฯ กทม. เกี่ยวกับโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ที่เป็นปัญหาในขณะนี้ไปบ้างแล้ว และจะประชุมร่วมกันเพื่อพิจารณาในภาพรวมทั้งหมด นายเอกนิติ ระบุ
สำหรับแนวทางการดูแลโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ที่เป็นปัญหาอยู่ในขณะนี้ นายเอกนิติ กล่าวว่า จะต้องใช้กฎหมายเข้าไปจัดการในส่วนของผู้ประกอบการที่ไม่ได้ทำตามกฎหมาย หรือขอใบอนุญาตไม่ถูกต้อง โดยล่าสุด ได้สั่งการให้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไปเร่งตรวจสอบและรวบรวมข้อมูลว่ามีการแอบอ้างเปิดธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ที่ผิดกฎหมายทั้งหมดกี่ราย
ทั้งนี้ จากข้อมูลเบื้องต้นของ BOI พบว่า มีดาต้าเซ็นเตอร์ที่ได้รับอนุญาตจาก BOI เพียงจำนวนไม่มาก แสดงว่าส่วนใหญ่อาจมีการใช้ช่องโหว่ด้านอื่น ๆ ที่ไม่ได้มีการกำกับดูแลเข้ามาเปิดธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ เช่นเดียวกับประเด็นเรื่องการกักตุนน้ำมัน ซึ่งกระทรวงพลังงานจะเข้ามาตรวจสอบและทำงานร่วมกัน โดยยืนยันว่าเรื่องนี้รัฐบาลจะต้องเร่งเข้าไปจัดการรื้อระบบอย่างจริงจัง
ต้องมาพิจารณาเป็นรายกรณี และหากพบว่าใครทำผิดกฎหมาย ก็ต้องไปจัดการ รัฐบาลขอให้ความชัดเจนในเรื่องนี้ จึงมีการเชิญผู้ว่าฯ กทม. มาร่วมบูรณาการเรื่องนี้ไปพร้อมกัน และได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช็คข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับรายที่แอบเข้ามาทำดาต้าเซ็นเตอร์โดยไม่ถูกกฎหมาย ขอยืนยันว่า รัฐบาลให้ความสำคัญเรื่องนี้ และจะเข้ามารื้อระบบ รวมถึงจัดการเรื่องนี้อย่างจริงจัง นายเอกนิติ กล่าว
สำหรับการดำเนินนโยบาย โดยเฉพาะการให้แรงจูงใจในการลงทุนโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ในระยะถัดไปนั้น รองนายกฯ และรมว.คลัง ยืนยันว่า จะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบเกี่ยวกับภาพรวมเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม รวมถึงประเด็นสำคัญ คือ ประเทศไทยจะคว้าประโยชน์จากตรงนี้ได้อย่างไร ซึ่งนี่เป็นอีกประเด็นหลักสำคัญที่จะมีการหารือในการประชุมครั้งนี้ด้วย


