xs
xsm
sm
md
lg

ก.ล.ต. เลื่อนบังคับใช้ "Travel Rule" ไปปี '70 ทิ้งช่องโหว่สกัดฟอกเงิน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ก.ล.ต. เปิดเกมรุกออกหลักเกณฑ์ Travel Rule บังคับผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลทุกรายต้องเก็บและส่งข้อมูลผู้โอน-ผู้รับโอนทุกธุรกรรม หวังปิดช่องฟอกเงินและอาชญากรรมทางเทคโนโลยีที่กำลังระบาดหนักผ่านคริปโต ท่ามกลางขบวนการคอลเซ็นเตอร์และแก๊งสแกมข้ามชาติที่ใช้สินทรัพย์ดิจิทัลเป็นท่อน้ำเลี้ยง แต่ประเด็นที่ต้องจับตาคือ กฎเพิ่งจะมีผลบังคับใช้จริงในเดือนกุมภาพันธ์ 2570 ทิ้งช่องว่างเกือบ 6 เดือนให้ตลาดยังโล่งจากการตรวจสอบเข้มข้น ขณะที่ ปปง. เองก็ยังไม่มีกฎหมายลูกของตัวเองออกมารองรับโดยตรง คำถามคือ นี่คือความรอบคอบ หรือความล่าช้าที่อาจกลายเป็นช่องโหว่ให้เงินสกปรกไหลเวียนได้อีกยก

สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ประกาศออกหลักเกณฑ์ที่ถูกจับตามองมานานในวงการสินทรัพย์ดิจิทัลไทย นั่นคือ "Travel Rule" หรือหลักเกณฑ์การบริหารและจัดการความเสี่ยงเกี่ยวกับการโอนและรับโอนสินทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลที่หลายประเทศทั่วโลกทยอยบังคับใช้ไปก่อนหน้านี้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นสิงคโปร์ ฮ่องกง หรือญี่ปุ่น ขณะที่ไทยเพิ่งจะขยับตามในจังหวะที่อาชญากรรมทางการเงินผ่านคริปโตกำลังพุ่งไม่หยุด

หัวใจของหลักเกณฑ์นี้คือการบังคับให้ผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล หรือ VASP (Virtual Asset Service Provider) ทุกรายต้อง "รู้ให้ชัด" ว่าเงินคริปโตที่วิ่งเข้าออกแพลตฟอร์มของตนนั้นมาจากใครและไปหาใคร โดยมีสาระสำคัญ 4 ข้อ ได้แก่

1.ต้องมีนโยบายและขั้นตอนบริหารความเสี่ยงเรื่องการโอนสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างเป็นระบบ

2.ต้องเก็บข้อมูลลูกค้าและคู่ธุรกรรม ตรวจสอบตัวตนของ VASP คู่สัญญาในต่างประเทศ รวมถึงตรวจสอบความเป็นเจ้าของกระเป๋าแบบ self-hosted wallet ในกรณีที่ลูกค้าโอนเงินเข้าออกกระเป๋าส่วนตัวที่ไม่มีตัวกลางดูแล

3.ผู้ส่งคำสั่งโอนต้องแนบข้อมูลผู้โอนและผู้รับโอนไปพร้อมกับธุรกรรมทุกครั้ง

4.ต้องเก็บข้อมูลธุรกรรมทั้งหมดไว้อย่างน้อย 5 ปี ในรูปแบบที่หน่วยงานกำกับดูแลสามารถเรียกตรวจสอบได้ทันทีที่ต้องการ

ฟังดูรัดกุมและเป็นไปตามมาตรฐาน FATF ที่นานาชาติยึดถือ แต่จุดที่น่าตั้งคำถามอยู่ตรงที่มาของหลักเกณฑ์นี้ ก.ล.ต. ระบุชัดว่าเรื่องนี้เกิดจากมติของคณะอนุกรรมการเชื่อมโยงข้อมูลทางการเงินฯ ที่มอบหมายให้ ก.ล.ต. ร่วมกับสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ออกแนวปฏิบัตินี้ขึ้นมาก่อน "ในระหว่างที่ ปปง. เตรียมความพร้อมออกกฎเกณฑ์ของตัวเอง" ภายใต้กฎหมายฟอกเงิน พูดง่ายๆ คือ นี่คือมาตรการที่ ก.ล.ต. ออกโรงคุมแทนไปพลางก่อน เพราะกฎหมายหลักของหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงยังไม่พร้อมใช้งาน คำถามที่ตามมาคือ เมื่อ ปปง. ออกกฎของตัวเองในอนาคต หลักเกณฑ์ของ ก.ล.ต. จะยังคงอยู่ควบคู่กันไป หรือจะต้องปรับเปลี่ยนซ้ำอีกรอบ กลายเป็นภาระให้ผู้ประกอบธุรกิจต้องปรับระบบสองต่อ

อีกประเด็นที่หนักกว่านั้นคือระยะเวลาการบังคับใช้ แม้ประกาศจะลงนามตั้งแต่วันที่ 25 สิงหาคม 2569 แต่กฎจะมีผลจริงในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2570 เท่ากับให้เวลาผู้ประกอบธุรกิจ "ตั้งตัว" อีกครึ่งปีเต็ม ก.ล.ต. ให้เหตุผลว่าเพื่อให้เวลาผู้ประกอบธุรกิจพัฒนาระบบรองรับการรับส่งข้อมูลและตรวจสอบธุรกรรม ซึ่งฟังขึ้นในแง่เทคนิค แต่ในทางปฏิบัติ ช่วงเวลาสุญญากาศนี้เองที่อาจกลายเป็น "หน้าต่างสุดท้าย" ให้เงินที่มาจากแหล่งไม่ชอบมาพากลถูกเคลื่อนย้ายผ่านคริปโตในประเทศไทยได้อย่างสบายใจ ก่อนที่ระบบตรวจสอบเข้มข้นจะเริ่มทำงานจริง

ที่สำคัญไม่แพ้กันคือโจทย์เรื่อง self-hosted wallet ซึ่งเป็นปัญหาคลาสสิกที่แม้แต่ประเทศที่บังคับใช้ Travel Rule มาก่อนไทยหลายปีก็ยังแก้ไม่ตก การตรวจสอบว่าใครเป็นเจ้าของกระเป๋าคริปโตที่ไม่มีตัวกลางดูแลจริงๆ นั้นทำได้ยากในทางเทคนิค และเปิดช่องให้ผู้ไม่หวังดีหลีกเลี่ยงการตรวจสอบด้วยการโอนเงินออกจากแพลตฟอร์มที่มีการกำกับ ไปยังกระเป๋าส่วนตัวที่ไร้การควบคุม แล้วค่อยฟอกต่อในระบบนอกประเทศ หลักเกณฑ์ของ ก.ล.ต. ระบุเพียงว่าให้ "ตรวจสอบความเป็นเจ้าของหรือการมีอำนาจควบคุม" แต่ไม่ได้ลงรายละเอียดว่าจะพิสูจน์ได้อย่างไรในทางปฏิบัติ ซึ่งอาจกลายเป็นภาระต้นทุนมหาศาลสำหรับผู้ประกอบธุรกิจรายเล็ก ขณะที่รายใหญ่ที่มีทุนหนากว่าจะปรับตัวได้เร็วกว่า

ในมุมของจังหวะเวลา ต้องยอมรับว่าไทยกำลังเผชิญปัญหาอาชญากรรมไซเบอร์และแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติที่ใช้คริปโตเป็นช่องทางฟอกเงินอย่างหนักหน่วง โดยเฉพาะเครือข่ายตามแนวชายแดนที่เชื่อมโยงกับขบวนการหลอกลวงข้ามชาติ การมีกฎ Travel Rule จึงเป็นเครื่องมือที่จำเป็นและมาไม่ผิดเวลา แต่คำถามคือ "มาช้าไปหรือไม่" เพราะกระบวนการรับฟังความเห็นเริ่มตั้งแต่เดือนมีนาคม 2569 กว่าจะมาประกาศใช้จริงก็ปาเข้าไปเกือบปี และกว่าจะบังคับใช้จริงก็ลากยาวไปถึงต้นปี 2570 ในโลกที่อาชญากรรมไซเบอร์เคลื่อนตัวเร็วกว่ากระบวนการราชการหลายเท่า ความล่าช้าระดับปีอาจหมายถึงความเสียหายที่เกิดขึ้นไปแล้วนับไม่ถ้วน

นางพรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ ก.ล.ต. ระบุว่าหลักเกณฑ์นี้จะช่วยยกระดับความสามารถในการสกัดกั้นอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ลดความเสี่ยงที่ธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลจะถูกใช้เป็นช่องทางฟอกเงินและสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย พร้อมยกระดับมาตรฐานให้สอดคล้องกับ FATF เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือในการเชื่อมโยงกับตลาดต่างประเทศ คำกล่าวนี้ไม่ผิด แต่คำถามที่ตลาดและประชาชนอยากได้คำตอบมากกว่าคือ ในช่วง 6 เดือนก่อนกฎมีผลจริง ก.ล.ต. และ ปปง. จะมีมาตรการเสริมอะไรมาปิดช่องว่างนี้หรือไม่ เพราะการประกาศหลักเกณฑ์ที่ดีบนกระดาษ ย่อมมีความหมายก็ต่อเมื่อมันถูกบังคับใช้ได้จริงและทันเวลากับความเร็วของอาชญากรรมที่ไม่เคยรอใคร

สุดท้ายแล้ว หลักเกณฑ์ Travel Rule ถือเป็นก้าวสำคัญที่ทำให้ไทยขยับเข้าใกล้มาตรฐานสากลมากขึ้น และเป็นสัญญาณบวกต่อภาพลักษณ์ตลาดคริปโตไทยในสายตานักลงทุนต่างชาติ แต่ความสำเร็จที่แท้จริงจะไม่ได้วัดกันที่ตัวประกาศ หากแต่วัดกันที่การบังคับใช้จริงหลังเดือนกุมภาพันธ์ 2570 ว่า ก.ล.ต. จะมีบุคลากรและเครื่องมือเพียงพอในการตรวจสอบข้อมูลมหาศาลที่ไหลเข้ามา หรือสุดท้ายจะกลายเป็นกฎที่มีไว้ให้ผู้ประกอบธุรกิจ "ทำตามให้ผ่านตา" โดยไม่มีการตรวจสอบเชิงลึกอย่างจริงจังเหมือนที่เคยเกิดขึ้นกับกฎหมายหลายฉบับในอดีต