xs
xsm
sm
md
lg

ลากไส้ก๊วนใหญ่ แกะรอยปั่นหุ้น META–TPL เครือข่ายทับซ้อน ทำผิดซ้ำซาก

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ก.ล.ต.ลงโทษทางแพ่ง 18 ราย ร่วมสร้างราคาและปริมาณซื้อขายหุ้น META ช่วงปี 2561–2563 ทั้งจับคู่ซื้อขายในกลุ่ม ดันราคา ทำราคาปิด และโยน Big Lot ระหว่างกัน เรียกชำระรวม 172.57 ล้านบาท ตรวจประวัติพบหลายชื่อไม่ใช่หน้าใหม่ โดยมี 9 รายเคยปรากฏเป็นผู้กระทำความผิดในคดีสร้างราคาหุ้น SCN และ 5 รายมีชื่อในคดี VL เมื่อนับแบบไม่ซ้ำคนพบว่า 10 ใน 18 รายเคยมีชื่อในคดี SCN หรือ VL มาก่อน ขณะที่บางรายยังเคยเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทจดทะเบียนอื่น

สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดคดีสร้างราคาหุ้นครั้งใหญ่ โดยใช้มาตรการลงโทษทางแพ่งกับบุคคล 18 ราย กรณีร่วมกันสร้างราคาหรือปริมาณการซื้อขายหุ้น บริษัท เมตะ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ META ระหว่างปี 2561–2563 เรียกให้ชำระเงินตามมาตรการลงโทษทางแพ่งรวม 172.57 ล้านบาท พร้อมห้ามซื้อขายหลักทรัพย์และสัญญาซื้อขายล่วงหน้า 11–51 เดือน และห้ามดำรงตำแหน่งกรรมการหรือผู้บริหาร 22–102 เดือน

หากอธิบายพฤติกรรมที่ ก.ล.ต.พบแบบง่าย ๆ คดีนี้ไม่ได้มีลักษณะเพียง “ซื้อหุ้นแล้วราคาขึ้น” ก.ล.ต.ระบุว่าพบความเชื่อมโยงระหว่างบุคคลทั้ง 18 รายหลายด้าน ตั้งแต่ความสัมพันธ์ส่วนบุคคล ความเกี่ยวข้องกับบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ รูปแบบการส่งคำสั่ง ไปจนถึงเส้นทางเงินค่าซื้อและขายหุ้น META

รูปแบบการซื้อขายที่พบประกอบด้วยการส่งคำสั่งซื้อและขายในราคา ปริมาณ และเวลาที่สอดรับกัน การวางคำสั่งซื้อจำนวนมากหลายระดับราคา การส่งคำสั่งเพื่อผลักดันราคาขึ้น รวมถึงการซื้อก่อนปิดตลาดเพื่อให้ราคาปิดสูงขึ้น และยังมีการซื้อขายผ่านกระดานรายใหญ่ หรือ Big Lot ระหว่างกันเองเป็นจำนวนมาก

อธิบายให้เห็นภาพคือ เมื่อมีบัญชีหลายบัญชีเข้ามาซื้อขายสอดรับกัน ตลาดภายนอกอาจเห็นภาพว่า หุ้นมีคนสนใจ มีแรงซื้อ มีสภาพคล่อง หรือราคากำลังวิ่งขึ้นตามกลไกตลาด ทั้งที่ ก.ล.ต.พบหลักฐานว่าพฤติกรรมของกลุ่มดังกล่าวทำให้ราคาและปริมาณซื้อขายผิดไปจากสภาพปกติ ซึ่งเป็นหัวใจของความผิดฐานสร้างราคาหรือปริมาณซื้อขายหลักทรัพย์

ไม่ใช่“หน้าใหม่” พบชื่อซ้ำคดี SCN ถึง 9 ราย

เมื่อย้อนตรวจประกาศของ ก.ล.ต. พบประเด็นสำคัญว่า 9 ใน 18 รายของคดี META ปัจจุบัน เคยมีชื่ออยู่ในคดีสร้างราคาหุ้น SCN ซึ่ง ก.ล.ต.เปิดเผยมาตรการลงโทษทางแพ่งเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2567

9 รายดังกล่าว ได้แก่ นายศุภศิษฏ์ โภคินจารุรัศมิ์ นายชนน วังตาล นางสาวอัญชฎา ธีรพงศ์วิษณุพร นางสาวมณทิกา มงคลนาวิน นายพิเชษฐ์ เพิ่มทรัพย์หิรัญ นางสาวทิตานัน หรุ่นเริงใจ นางสาวภรณี เมฆดำรงแสง นายณรุจ วิวรรธนไกร และนายณัฐปภัสร์ เกสร์ชัยมงคล

คดี SCN เกิดระหว่างวันที่ 23 สิงหาคม–2 พฤศจิกายน 2561 โดย ก.ล.ต.พบผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด 12 ราย มีพฤติกรรมส่งคำสั่งสอดรับกัน ผลักดันราคา แตกคำสั่ง จับคู่ซื้อขายกันเอง ครองคำสั่งเสนอซื้อ และทำราคาปิดในบางวัน

ผลที่เกิดขึ้นในช่วงดังกล่าวคือ ราคาหุ้น SCN เพิ่มจาก 3.68 บาท ไปสูงสุด 5.00 บาท หรือเพิ่ม 35.87% ขณะที่ปริมาณซื้อขายเฉลี่ยต่อวันเพิ่มมากกว่า 15 เท่า จากประมาณ 5 แสนหุ้นเป็น 8.47 ล้านหุ้น

จึงมีจุดที่น่าสนใจมากในเชิงไทม์ไลน์ เพราะช่วงการกระทำในคดี SCN ปี 2561 ทับซ้อนอยู่ภายในช่วงเวลาที่ ก.ล.ต.ตรวจพบการสร้างราคาหุ้น META ปี 2561–2563

โดยยังมีข้อมูลด้วยว่า ในเดือนเมษายน 2568 ก.ล.ต.ได้ขอให้พนักงานอัยการฟ้องนายชนน วังตาล และนายณัฐปภัสร์ เกสร์ชัยมงคล ต่อศาลแพ่งในคดี SCN เพื่อขอให้ศาลกำหนดมาตรการลงโทษทางแพ่ง หลังบุคคลดังกล่าวไม่ยินยอมปฏิบัติตามมาตรการที่กำหนด

ส่วนผู้ถูกกำหนดมาตรการอีก 10 รายในคดี SCN ได้ยินยอมปฏิบัติตามมาตรการลงโทษทางแพ่งที่คณะกรรมการพิจารณามาตรการลงโทษทางแพ่งกำหนดแล้ว

ผงะพบ 5 ชื่อซ้ำในคดี VL

เครือข่ายที่น่าสนใจไม่ได้หยุดอยู่เพียง SCN
ก.ล.ต.เคยดำเนินมาตรการลงโทษทางแพ่งกรณีสร้างราคาหรือปริมาณซื้อขายหุ้น วี.แอล. เอ็นเตอร์ไพรส์ หรือ VL จากพฤติกรรมระหว่างวันที่ 6 ธันวาคม 2562 ถึง 31 มีนาคม 2563

ในผู้กระทำความผิดคดี VL จำนวน 9 ราย มี 5 รายที่ปรากฏชื่ออีกครั้งในคดี META ได้แก่ นายศุภศิษฏ์ โภคินจารุรัศมิ์ นางสาวภรณี เมฆดำรงแสง นายบวร รุ่งเรืองเนาวรัตน์ นายณัฐปภัสร์ เกสร์ชัยมงคล และนายพิเชษฐ์ เพิ่มทรัพย์หิรัญ

รูปแบบที่ ก.ล.ต.พบใน VL ก็มีลักษณะคล้ายกันบางส่วน ได้แก่ การส่งคำสั่งซื้อหรือขายในราคา ปริมาณ และเวลาใกล้เคียงกันจนเกิดการจับคู่ซื้อขายภายในกลุ่ม การวางคำเสนอซื้อจำนวนมากหลายระดับราคา การซื้อช่วงก่อนเปิดหรือก่อนปิดตลาด และการผลักดันราคาให้สูงขึ้น

ที่สำคัญ ช่วงคดี VL คือเดือนธันวาคม 2562–มีนาคม 2563 ทับซ้อนบางส่วนกับช่วงที่ ก.ล.ต.ตรวจสอบ META ซึ่งสิ้นสุดวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2563 เช่นกัน


จึงเห็นภาพว่าไม่ได้มีเพียง “ชื่อบุคคลซ้ำ” แต่บางช่วงของเหตุการณ์ในหุ้นต่างบริษัทเกิดขึ้นในระยะเวลาที่คาบเกี่ยวกันด้วย

สรุป 10 ใน 18 รายมีชื่อในคดี SCN หรือ VL

เมื่อนำรายชื่อทั้งสามคดีมาเปรียบเทียบ พบว่าในผู้ถูกดำเนินมาตรการคดี META ทั้งหมด 18 ราย มี 9 รายชื่อซ้ำกับคดี SCN และ 5 รายชื่อซ้ำกับคดี VL แต่ในจำนวนดังกล่าวมี 4 รายที่อยู่ในทั้ง SCN และ VL

ดังนั้น เมื่อนับแบบไม่ซ้ำคน จึงมีผู้ถูกดำเนินมาตรการคดี META ที่เคยปรากฏชื่อในคดี SCN หรือ VL รวมทั้งหมด 10 ราย หรือมากกว่าครึ่งหนึ่งของผู้ถูกดำเนินมาตรการในคดี META ส่วนอีก 8 รายไม่พบชื่ออยู่ในสองคดีดังกล่าว

“ณัฐปภัสร์–พิเชษฐ์–ภรณี–ศุภศิษฏ์” 4 ชื่อที่ปรากฏครบสามคดี

ในบรรดาผู้ถูกดำเนินมาตรการคดี META กลุ่มที่มีประวัติปรากฏชื่อซ้ำชัดที่สุดจากข้อมูล ก.ล.ต. คือ นายณัฐปภัสร์ เกสร์ชัยมงคล นายพิเชษฐ์ เพิ่มทรัพย์หิรัญ นางสาวภรณี เมฆดำรงแสง และนายศุภศิษฏ์ โภคินจารุรัศมิ์ เพราะบุคคลทั้ง 4 รายปรากฏชื่อในคดีสร้างราคาหุ้น SCN และ VL มาก่อน และปัจจุบันปรากฏในคดี META อีกครั้ง

ในคดี META ครั้งนี้ นายณัฐปภัสร์ถูกเรียกให้ชำระเงินสูงสุด 39.05 ล้านบาท ขณะที่นายณรุจ วิวรรธนไกรได้รับระยะเวลาห้ามซื้อขายสูงสุด 51 เดือน และห้ามเป็นกรรมการหรือผู้บริหารสูงสุด 102 เดือน ตามรายละเอียดมาตรการของ ก.ล.ต.

ภาพใหญ่ของคดี META จึงน่าสนใจกว่าการปรับ 172 ล้าน

สิ่งที่ทำให้คดี META รอบนี้มีน้ำหนักไม่ใช่เพียงจำนวนผู้ถูกดำเนินมาตรการถึง 18 ราย หรือยอดเรียกชำระ 172.57 ล้านบาท แต่คือเมื่อย้อนประวัติแล้วพบว่า บุคคลบางส่วนเคยปรากฏอยู่ในคดีสร้างราคาหุ้นอื่นมาก่อน และบางรายปรากฏชื่อมากกว่าหนึ่งคดี

โดยเฉพาะ 4 รายที่ปรากฏชื่อครบทั้งสามคดี SCN, META และ VL ได้แก่ นายณัฐปภัสร์ เกสร์ชัยมงคล นายพิเชษฐ์ เพิ่มทรัพย์หิรัญ นางสาวภรณี เมฆดำรงแสง และนายศุภศิษฏ์ โภคินจารุรัศมิ์

ก.ล.ต.ลงโทษกลุ่ม TPL พบเครือข่ายบุคคลโยง
META

อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ ในวันที่ 1 กันยายน 2569 ซึ่ง ก.ล.ต.เปิดคดีสร้างราคาหุ้น META กับผู้กระทำความผิด 18 ราย ก.ล.ต.ยังประกาศใช้มาตรการลงโทษทางแพ่งกับบุคคลอีก 4 ราย กรณีร่วมกันสร้างราคาหรือปริมาณซื้อขายหุ้นบริษัท ไทยพาร์เซิล จำกัด (มหาชน) หรือ TPL ในวันแรกที่หุ้นเข้าซื้อขายเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2566

ผู้ถูกดำเนินมาตรการในคดี TPL ประกอบด้วย นางสาวอรอร อัครเศรณี นายภควันต์ วงษ์โอภาสี นางสาวอริสษา สิงห์ซอม และนางสาวกัญจนารัศม์ วงศ์พันธุ์ โดย ก.ล.ต.เรียกให้ชำระเงินรวม 20.29 ล้านบาท พร้อมห้ามซื้อขายหลักทรัพย์และห้ามดำรงตำแหน่งกรรมการหรือผู้บริหารตามระยะเวลาที่กำหนด

จุดที่น่าสนใจ คือแม้ผู้กระทำผิดจะเป็นคนละรายชื่อกัน แต่กลับพบว่ามีบุคคลที่เชื่อมโยงกันผ่านนายสุวิทย์ พิพัฒน์วิไลกุล ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของ META และเคยถือหุ้น AQUA ร่วมกับบุคคลในกลุ่ม TPL

ความเชื่อมโยงดังกล่าวไม่ได้หยุดอยู่เพียงการถือหุ้นในบริษัทเดียวกัน เพราะนายภควันต์และนางสาวกัญจนารัศม์เคยถูก ก.ล.ต.ระบุว่า มีความสัมพันธ์ทางการเงินและความสัมพันธ์ส่วนบุคคลกับนายสุวิทย์ รวมถึงเคยร่วมกันสร้างราคาหลักทรัพย์ MAX, EIC, NEWS และ NEWS-W5 หลายช่วงเวลาในปี 2559 

ต่อมา บุคคลจากเครือข่ายนี้ยังปรากฏอยู่ในโครงสร้างผู้ถือหุ้น AQUA ร่วมกัน โดยมีทั้งนายภควันต์ นางสาวอรอร นางสาวกัญจนารัศม์ และนายสุวิทย์ ขณะที่นายสุวิทย์ยังเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของ META ร่วมโครงสร้างเดียวกับนายณัฐปภัสร์ เกสร์ชัยมงคล ซึ่งเป็นหนึ่งในบุคคลสำคัญที่ถูกลงโทษในคดีสร้างราคาหุ้น META ครั้งล่าสุดอีกด้วย

สุดท้ายทั้ง2คดีถึงแม้ไม่เกี่ยวข้องกัน แต่ที่น่าสนใจคือบุคคลสำคัญที่ปรากฏตามเส้นทางเชื่อมโยงดังกล่าวต่างมี ชนักติดหลังจากกรณีสร้างราคาหลักทรัพย์มาแล้วไม่ว่าจะเป็นผู้ถูกดำเนินมาตรการในคดี TPL หรือ META ล่าสุด ตลอดจนบุคคลซึ่งเป็นจุดเชื่อมระหว่างสองฝั่งที่เคยร่วมกระทำผิดในคดีหุ้น MAX, EIC, NEWS และ NEWS-W5 มาก่อน

ดังนั้น สำหรับนักลงทุน บทเรียนของ META จึงไม่ได้อยู่เพียงการดูว่าราคาหุ้น “ขึ้นแรงหรือ Volume เยอะ” แต่ต้องดูด้วยว่า Volume นั้นเกิดจากผู้ลงทุนจำนวนมากจริง หรือเกิดจากบัญชีกลุ่มหนึ่งซื้อขายสอดรับกันเองมากกว่า ทั้งที่ราคาและปริมาณซื้อขายอาจผิดไปจากสภาพปกติของตลาด