xs
xsm
sm
md
lg

ทอม ลี ชี้ประชุมเฟดอาจดันบิทคอยน์พุ่งแตะ 1.5 แสนดอลลาร์ สวนอาถรรพ์เดือน ก.ย.

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


ทอม ลี ผู้บริหารจาก Fundstrat
ท่ามกลางความตื่นตระหนกของนักลงทุนทั่วโลกต่อสถิติอาถรรพ์เดือนกันยายนที่ตลาดหุ้นมักจะดิ่งลงอย่างหนัก ทอม ลี (Tom Lee) ผู้บริหารจาก Fundstrat กลับมองสวนทาง โดยชี้ว่าความหวาดกลัวสุดขีดนี้อาจเป็นเชื้อไฟชั้นดีที่จุดชนวนให้เกิดแรงซื้อกลับอย่างมหาศาล ประเด็นสำคัญที่ต้องจับตาคือการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ในวันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2569 ซึ่งจะเป็นจุดชี้ชะตาทิศทางเศรษฐกิจ หากออกมาในรูปแบบของการคงอัตราดอกเบี้ย ตลาดหุ้นมีโอกาสพลิกฟื้นอย่างแข็งแกร่ง และจะส่งอานิสงส์เชิงบวกไปถึงตลาดคริปโต อันเป็นเหตุให้ราคาบิทคอยน์อาจพุ่งทะยานขึ้นไปแตะระดับ 150,000 ดอลลาร์ หรือเติบโตขึ้นเกือบเท่าตัวจากระดับราคาในปัจจุบัน

เป็นที่ทราบกันดีในแวดวงการลงทุนว่าเดือนกันยายนมักนำมาซึ่งความผันผวน สืบเนื่องจากสถิติในอดีตที่บ่งชี้ว่า ในช่วงปีที่มีการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐอเมริกาจำนวน 10 ครั้งนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2529 ตลาดหุ้นมักจะร่วงลงไปทำจุดต่ำสุดเฉลี่ยในวันที่ 2 กันยายน สถิติดังกล่าวยังระบุด้วยว่าจุดต่ำสุดเหล่านี้เกิดขึ้นหลังจากการเทขายจนดัชนีดิ่งลงเฉลี่ยถึงร้อยละ 16.77 จากจุดสูงสุดก่อนหน้า ประวัติศาสตร์อันเจ็บปวดนี้ส่งผลให้นักลงทุนต่างเฝ้าระวังรูปแบบความเสี่ยงในเดือนกันยายนอย่างใกล้ชิด

ปี พ.ศ. 2569 นี้สถานการณ์ยิ่งทวีความซับซ้อน ด้วยท่าทีที่แข็งกร้าวของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ย้อนกลับไปเมื่อเดือนกรกฎาคม ประธาน Fed ระดับภูมิภาคถึงสามท่านได้ลงมติให้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยแทนที่จะปรับลด ในขณะเดียวกัน เควิน วอร์ช (Kevin Warsh) ประธาน Fed ได้กล่าวสุนทรพจน์ครั้งแรกที่การประชุม Jackson Hole โดยประกาศชัดเจนว่าการปราบปรามภาวะเงินเฟ้อคือภารกิจอันดับแรก อันเป็นผลมาจากตัวเลขเงินเฟ้อพื้นฐาน (PCE) ช่วงหกเดือนที่พุ่งสูงถึงร้อยละ 4.1 ในอีกมุมหนึ่ง ตลาดพันธบัตรก็สะท้อนภาพความกังวลในทิศทางเดียวกัน เมื่ออัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 30 ปี ยังคงทรงตัวเหนือระดับร้อยละ 5 ซึ่งทิ้งห่างจากอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่แท้จริงซึ่งอยู่ใกล้ระดับร้อยละ 3.63 อย่างมีนัยสำคัญ

จากปัจจัยกดดันรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นสถิติตามฤดูกาลที่ย่ำแย่ แนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ย รวมถึงกระแสการเทขายหุ้นกลุ่มศูนย์ข้อมูล AI ที่เคยเกิดขึ้นก่อนหน้านี้ ทอม ลี ประเมินในเบื้องต้นว่าตลาดหุ้นอาจปรับฐานราวร้อยละ 10 อย่างไรก็ดี ล่าสุดเขากลับมองว่าความกังวลที่กำลังก่อตัวขึ้นอย่างหนาแน่นนี้ กำลังกลายเป็นสัญญาณสวนทางที่น่าจับตา เขาให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว CNBC ว่า เมื่อผู้คนในตลาดส่วนใหญ่มองไปในทิศทางเดียวกันและเตรียมพร้อมรับมือกับความอ่อนแอ ตลาดอาจสร้างความประหลาดใจด้วยการพุ่งขึ้นอย่างรุนแรงแทน

ประเด็นสำคัญคือการประชุม Fed ในวันที่ 15 กันยายนนี้ ซึ่งจะเป็นจุดกำหนดทิศทางโดย ลี คาดการณ์ว่าหากผู้กำหนดนโยบายเลือกที่จะไม่ปรับขึ้นและไม่ปรับลดอัตราดอกเบี้ย ซึ่งเป็นกรณีฐานที่เขามองไว้ ตลาดหุ้นจะตอบรับด้วยการทะยานขึ้นอย่างแข็งแกร่ง ทว่า หากการปรับฐานยืดเยื้อไปจนถึงเดือนตุลาคม เขาประเมินว่าดัชนี S&P 500 อาจตั้งต้นเหนือระดับ 8,000 จุด และอาจไหลลงไปทำจุดต่ำสุดบริเวณใกล้เคียง 7,300 จุด

สำหรับทิศทางของตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล ทอม ลี ยังคงมีมุมมองเชิงบวกอย่างมากต่อบิทคอยน์ โดยปัจจุบันราคาบิทคอยน์เคลื่อนไหวอยู่บริเวณ 78,875 ดอลลาร์ ซึ่งปรับตัวบวกเพียงเล็กน้อยที่ร้อยละ 0.3 ในรอบ 24 ชั่วโมง และยังคงต่ำกว่าจุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์เมื่อเดือนตุลาคม ปี พ.ศ. 2568 ถึงร้อยละ 37 เขาอธิบายว่าฤดูหนาวของคริปโตในช่วงปีที่ผ่านมาเป็นเพียงการปรับฐานตื้นๆ ที่เกิดจากการบังคับขาย ไม่ใช่ความล้มเหลวของปัจจัยพื้นฐานแต่อย่างใด และในปัจจุบันมีนักลงทุนเพียงกลุ่มเล็กๆ เท่านั้นที่ยังคงถือครองคริปโตอยู่

เพื่อสนับสนุนมุมมองเชิงบวก ลี ได้หยิบยกปัจจัยเร่ง 4 ประการที่จะผลักดันตลาด ได้แก่

1) การที่สินทรัพย์คริปโตทำผลงานนำหน้าสินทรัพย์มหภาคอื่นๆ ในไตรมาสที่สาม

2) วัฏจักร 4 ปีของคริปโตที่กำลังจะสิ้นสุดลงในเดือนหน้า

3) กระแสเงินทุนจากนักเทรดชาวเกาหลีที่เริ่มหมุนเวียนกลับมาจากหุ้นกลุ่ม AI และ

4) ความเป็นไปได้ที่ร่างกฎหมาย CLARITY Act ซึ่งช่วยจัดระเบียบหน่วยงานกำกับดูแลสินทรัพย์ดิจิทัลในสหรัฐฯ จะผ่านความเห็นชอบภายในปีนี้ ควบคู่กัน เม็ดเงินลงทุนจากสถาบันที่ไหลเข้าสู่กองทุน ETF คริปโตอย่างต่อเนื่อง ยังเป็นเครื่องยืนยันว่าผู้ซื้อรายใหญ่กำลังจัดทัพลงทุนเพื่อรับมือกับไตรมาสที่สี่ที่คาดว่าจะเติบโตอย่างแข็งแกร่ง

ด้วยเหตุนี้ ทอม ลี จึงประเมินว่าบิทคอยน์มีศักยภาพเพียงพอที่จะทะลุระดับตัวเลขหกหลัก และอาจก้าวไปถึง 1.5 แสนดอลลาร์ได้สำเร็จ ซึ่งคิดเป็นการเติบโตถึง 1.9 เท่า หรือเกือบ 2 เท่าจากระดับปัจจุบัน สอดคล้องกับดัชนี S&P 500 ที่เขาคาดว่าจะทะลุระดับ 8,200 จุด โดยมีปัจจัยหนุนร่วมกันคือการประมาณการผลกำไรของบริษัทจดทะเบียนที่ยังคงถูกปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

สิ่งที่น่าจับตาคือ รายงานตัวเลขการจ้างงานและอัตราเงินเฟ้อชุดใหม่ที่จะประกาศออกมาก่อนการประชุม Fed นั้นจะเป็นเช่นไร หากตัวเลขทั้งสองภาคส่วนออกมาอ่อนแอ ลี เชื่อว่าจะเป็นปัจจัยหยุดยั้งไม่ให้นักเทรดประเมินถึงการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกต่อไป ซึ่งจะยิ่งเปิดทางให้ตลาดสินทรัพย์เสี่ยงกลับมาทะยานขึ้นได้อย่างเต็มกำลัง