หลังปล่อยให้นักลงทุนไทยแห่เปิดกระเป๋าซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลผ่านแอปพลิเคชันต่างชาติมานาน ในที่สุดสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ก็ลงดาบ กล่าวโทษ 6 ราย ทั้งผู้พัฒนาแอปพลิเคชัน Holdstation และ UNO รวมถึงผู้สนับสนุนอย่าง Tools for Humanity Corporation (TFH) บริษัทเบื้องหลัง World App แพลตฟอร์มระดับโลกที่มีฐานผู้ใช้งานหลักล้านคน ฐานเข้าข่ายประกอบธุรกิจนายหน้าซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลโดยไม่ได้รับอนุญาต พร้อมสั่งกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (กระทรวง DE) ปิดกั้นการเข้าถึงทั้งสองแพลตฟอร์มตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป คำถามที่ตามมาคือ นักลงทุนที่ยังมีทรัพย์สินค้างอยู่ในระบบจะต้องทำอย่างไร และเหตุใดกระบวนการกว่าจะถึงจุดนี้ต้องใช้เวลานานขนาดนี้
จับ 6 ราย ผิดกฎหมายสินทรัพย์ดิจิทัลเต็มข้อ
จากการตรวจสอบของ ก.ล.ต. พบว่าแอปพลิเคชัน Holdstation และ UNO ให้บริการแพลตฟอร์มซื้อขายและแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัลในลักษณะนายหน้าให้กับบุคคลทั่วไป โดยมีการเก็บค่าธรรมเนียม อีกทั้งยังมีการให้บริการเป็นภาษาไทยทั้งในตัวแอปพลิเคชันและบนเว็บไซต์ www.world.org ซึ่งเข้าข่ายเจาะกลุ่มผู้ใช้งานคนไทยโดยตรง การกระทำดังกล่าวถือเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 26 แห่งพระราชกำหนดการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ. 2561 มีโทษตามมาตรา 66 ของกฎหมายฉบับเดียวกัน
ซึ่งผู้ถูกกล่าวโทษ 4 รายแรกเป็นผู้พัฒนาและผู้ดำเนินการหลักของทั้งสองแอปพลิเคชัน ได้แก่ Mr. Hoai Nam, Mr. Trung Banh และ Mr. Trung Huynh โดยร่วมกันพัฒนาและดูแลแอปพลิเคชัน Holdstation และ Mr. John Palmer ผู้พัฒนาแอปพลิเคชัน UNO
ที่น่าสนใจกว่านั้นคือรายที่ 5 และ 6 เพราะ ก.ล.ต. ไม่ได้หยุดอยู่แค่ผู้พัฒนาแอปฯ เท่านั้น แต่ยังสาวไปถึง Tools for Humanity Corporation (TFH) บริษัทที่อยู่เบื้องหลัง World App ซึ่งตรวจพบว่ามีส่วนช่วยเหลือและสนับสนุนการประชาสัมพันธ์ให้กับแอปพลิเคชัน UNO เข้าข่ายเป็นผู้ช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกแก่การประกอบธุรกิจนายหน้าสินทรัพย์ดิจิทัลโดยไม่ได้รับอนุญาต มีความผิดตามมาตรา 26 ประกอบมาตรา 86 แห่งประมวลกฎหมายอาญา และเนื่องจากในช่วงเกิดเหตุ Mr. Alex Blania ดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ TFH และเป็นผู้รับผิดชอบการดำเนินงานของบริษัท จึงต้องร่วมรับผิดในฐานะเดียวกับ TFH ตามมาตรา 94 แห่งกฎหมายฉบับเดียวกัน
พูดง่ายๆ คือ ครั้งนี้ ก.ล.ต. ไม่ได้เชือดแค่ "มือทำ" แต่ลากคอ "มือหนุน" ระดับผู้บริหารบริษัทระดับโลกมาร่วมรับผิดด้วย ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าการอ้างเป็นเพียง "พันธมิตรโปรโมต" หรือ "ผู้สนับสนุนด้านการตลาด" ไม่ได้การันตีว่าจะรอดพ้นจากความรับผิดตามกฎหมายไทยอีกต่อไป
หลังกล่าวโทษแล้วจะเกิดอะไรขึ้น
การกล่าวโทษของ ก.ล.ต. เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของกระบวนการยุติธรรมทางอาญา ขั้นตอนต่อไปจะเข้าสู่การสอบสวนของพนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) ก่อนส่งให้พนักงานอัยการพิจารณาสั่งฟ้อง และท้ายที่สุดจึงจะเข้าสู่การพิจารณาของศาลยุติธรรม ซึ่ง ก.ล.ต. ระบุว่าจะติดตามความคืบหน้าอย่างใกล้ชิดตลอดกระบวนการ
ในทางปฏิบัติ มาตรการที่ประชาชนจะสัมผัสได้ทันทีกลับไม่ใช่เรื่องคดีความ แต่เป็นการปิดกั้นการเข้าถึงแพลตฟอร์ม โดย ก.ล.ต. ได้ส่งข้อมูลของ Holdstation และ UNO ให้กระทรวง DE ดำเนินการปิดกั้นช่องทางการเข้าถึง ภายใต้อำนาจของพระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 ซึ่งเปิดทางให้กระทรวง DE สั่งปิดกั้นแพลตฟอร์มซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลที่ไม่ได้รับอนุญาตได้โดยตรง เพื่อคุ้มครองนักลงทุนและสกัดกั้นไม่ให้แพลตฟอร์มเหล่านี้ถูกใช้เป็นช่องทางฟอกเงินของมิจฉาชีพ โดยประชาชนจะไม่สามารถเข้าถึงทั้งสองแพลตฟอร์มได้อีกต่อไปตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569
นับจากวันประกาศจนถึงวันปิดกั้นจริง มีเวลาห่างกันเกือบหนึ่งเดือน ซึ่งเป็นช่วงเวลาสำคัญที่นักลงทุนต้องรีบตัดสินใจ ก่อนที่หน้าต่างแห่งโอกาสจะปิดลง
World App ไม่โดนยกแผง แต่ Holdstation-UNO ดับสนิท
ประเด็นที่หลายคนกังวลคือ เมื่อ TFH ต้นสังกัดของ World App ถูกกล่าวโทษไปด้วย แล้ว World App ทั้งระบบจะถูกปิดตามหรือไม่ คำตอบคือไม่ เพราะ World App เป็นแพลตฟอร์มขนาดใหญ่ที่รวม Mini App หลากหลายประเภทไว้ในตัว ซึ่งส่วนใหญ่ไม่เกี่ยวข้องกับธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล การพิจารณาปิดกั้นทั้งแพลตฟอร์มจึงต้องคำนึงถึงหลักความได้สัดส่วนของการบังคับใช้กฎหมาย เพราะอาจส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อบริการอื่นที่ไม่เกี่ยวข้อง มาตรการปิดกั้นครั้งนี้จึงเจาะจงเฉพาะช่องทางการเข้าถึง Holdstation และ UNO เท่านั้น ส่วน World Wallet ยังคงใช้งานได้ตามปกติ และ Mini App อื่นบน World App ที่ไม่เข้าข่ายประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลโดยไม่ได้รับอนุญาตก็จะไม่ได้รับผลกระทบเช่นกัน แต่ ก.ล.ต. ก็ทิ้งท้ายไว้ชัดว่า หากตรวจพบ Mini App อื่นที่มีลักษณะคล้ายกันในอนาคต จะพิจารณาดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ทันที
นักลงทุนต้องรู้อะไรบ้าง เงินไม่ถูกยึด แต่ก็ไม่มีใครการันตี
สิ่งที่นักลงทุนที่ใช้งานแอปพลิเคชันทั้งสองต้องเข้าใจให้ชัดคือ การกล่าวโทษครั้งนี้มุ่งเป้าไปที่ผู้ให้บริการและผู้สนับสนุน ไม่ได้มุ่งดำเนินคดีกับผู้ใช้งานทั่วไป เว้นแต่จะพบว่ามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการหรือได้รับผลประโยชน์จากธุรกิจดังกล่าวโดยตรง ซึ่งจะต้องพิจารณาเป็นรายกรณีไป และสินทรัพย์ดิจิทัลของผู้ใช้งานก็จะไม่ถูกยึดหรือริบจากการกล่าวโทษนี้เช่นกัน
แต่นั่นไม่ได้แปลว่าอยู่เฉยๆ ได้ เพราะเมื่อแพลตฟอร์มถูกปิดกั้นการเข้าถึงตั้งแต่ 1 ตุลาคมเป็นต้นไป ก.ล.ต. แนะนำให้ผู้ใช้งานรีบพิจารณาโอนย้ายสินทรัพย์ดิจิทัลของตนไปยัง Wallet ส่วนตัว หรือผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลที่ได้รับใบอนุญาตถูกต้องโดยเร็วที่สุด ก่อนที่ช่องทางการเข้าถึงจะถูกปิดลง ส่วนผู้ที่เคยทำธุรกรรมผ่านสองแอปพลิเคชันนี้มาก่อนหน้านี้ แม้ไม่ต้องดำเนินการพิเศษใดๆ แต่ก็ควรเก็บหลักฐานการทำธุรกรรมย้อนหลังไว้ให้ครบ เผื่อต้องใช้ตรวจสอบสิทธิของตนเองในอนาคต
จุดที่ต้องเน้นย้ำที่สุดคือ "หากทรัพย์สินเสียหายใครจะรับผิดชอบ" เพราะเมื่อ Holdstation และ UNO ไม่เคยได้รับใบอนุญาตจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และไม่ได้อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ ก.ล.ต. ผู้ใช้งานจึงไม่ได้รับความคุ้มครองในระดับเดียวกับลูกค้าของผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับใบอนุญาตถูกต้อง หากเกิดความเสียหายจะต้องไปเรียกร้องกับผู้ให้บริการโดยตรงตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องเอง ขณะที่ ก.ล.ต. เองก็ไม่มีอำนาจในการชดเชยหรือรับประกันความเสียหายจากการลงทุนแต่อย่างใด ทำได้เพียงบังคับใช้กฎหมายในส่วนที่อยู่ในความรับผิดชอบเท่านั้น
นี่คือความเสี่ยงเปลือยเปล่าที่ผู้ใช้งานแพลตฟอร์มเถื่อนทุกรายต้องแบกรับเอง ไม่ว่าแพลตฟอร์มนั้นจะมีชื่อบริษัทระดับโลกหนุนหลังหรือไม่ก็ตาม
บทเรียนราคาแพงของนักลงทุนไทย
กรณี Holdstation และ UNO ตอกย้ำอีกครั้งว่า ชื่อเสียงของบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกไม่ใช่หลักประกันความปลอดภัยทางกฎหมายสำหรับนักลงทุนไทย และการที่แพลตฟอร์มหนึ่งมีผู้ใช้งานจำนวนมากในระดับสากล ก็ไม่ได้แปลว่าการให้บริการในประเทศไทยจะถูกต้องตามกฎหมายไทยเสมอไป ก.ล.ต. ย้ำเตือนให้ประชาชนและนักลงทุนตรวจสอบสถานะใบอนุญาตของผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลทุกครั้งก่อนใช้บริการ ผ่านเว็บไซต์ www.sec.or.th หรือแอปพลิเคชัน SEC Check First รวมถึงตรวจสอบรายชื่อบุคคลที่ไม่ใช่ผู้ประกอบธุรกิจภายใต้การกำกับดูแลผ่านระบบ Investor Alert ที่เว็บไซต์ ก.ล.ต. เพื่อลดความเสี่ยงจากการถูกหลอกลวงและการฟอกเงินที่แฝงมากับแพลตฟอร์มที่ไม่ได้รับอนุญาต
สำหรับผู้ที่มีเบาะแสเกี่ยวกับการกระทำที่น่าสงสัยในลักษณะเดียวกัน สามารถแจ้งได้ที่ศูนย์รับเรื่องร้องเรียนและแจ้งเบาะแส ก.ล.ต. โทร. 1207 ผ่านเฟซบุ๊กแฟนเพจ "สำนักงาน ก.ล.ต." หรือช่องทาง SEC Live Chat บนเว็บไซต์ ก.ล.ต. เพื่อให้หน่วยงานตรวจสอบเชิงลึกต่อไป
นับถอยหลังสู่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เหลือเวลาไม่มากสำหรับนักลงทุนที่ยังมีสินทรัพย์ค้างอยู่ในระบบ คำถามคือใครจะเคลื่อนไหวก่อน นักลงทุนที่รีบโยกทรัพย์สินออกมาให้ทัน หรือแพลตฟอร์มเถื่อนที่อาจหาทางเลี่ยงมาตรการปิดกั้นในรูปแบบใหม่อีกครั้ง


