31 สิงหาคม 2569 เวลา 09.00 น. คือฤกษ์ที่รัฐบาลประกาศว่าจะเป็น "จุดเปลี่ยน" ของคนไทยกับโลก AI เมื่อแพลตฟอร์ม AiPASS ภายใต้โครงการ "TH-AI Passport" เปิดให้ใช้งานจริงเป็นวันแรก หลังโหมโรงประชาสัมพันธ์มาหลายเดือนว่าจะแจกสิทธิ์ใช้ AI ระดับพรีเมียมฟรีให้คนไทย 5 ล้านคน นาน 1 ปี ด้วยงบประมาณ 1,621 ล้านบาท แต่ผู้ใช้งานจริงแค่ 1 แสน จากผู้ลงทะเบียน 1.3 ล้าน ขณะที่ฝ่ายค้านบุก ป.ป.ช. ตั้งข้อสงสัยเอื้อ "ระบอบสีน้ำเงิน"
ผ่านไปเพียงไม่กี่วัน สิ่งที่ตามมาไม่ใช่แค่เสียงชื่นชม แต่คือคำถามพรุนทั้งกระดาน ตั้งแต่ประสิทธิภาพการใช้งานจริง เงื่อนไขการเข้าถึงที่แปลกกว่าที่ควรจะเป็น ไปจนถึงการที่ฝ่ายค้านเดินเข้า ป.ป.ช. ยื่นสอบสัญญาโครงการเมื่อวันที่ 1 กันยายนที่ผ่านมา
"เอไอราคาคุย" ปัญหาที่ซ่อนอยู่ใต้พรม กับเงื่อนไขที่ "แปลก" กว่าที่คิดของฟรีที่ไม่ฟรีจริง
เมื่อลงลึกในรายละเอียดการใช้งาน จะพบเงื่อนไขจำนวนหนึ่งที่สร้างความน่าอึดอัดใจให้ผู้ใช้งานจริงพบปัญหาหลายอย่าง เช่น
1.ห้ามล็อกอินตรงเข้าแพลตฟอร์มต้นทาง สิทธิ์ที่ได้รับไม่สามารถนำไปใช้ล็อกอินเว็บ ChatGPT หรือ Claude โดยตรง ต้องผ่านเว็บกลางของรัฐ "AiPASS" เท่านั้น เพื่อให้ระบบควบคุมโควตาการใช้งานได้
2. บังคับยืนยันตัวตนผ่าน ThaID/ทางรัฐเท่านั้น ไม่มีทางเลือกอื่น และห้ามลงทะเบียนผ่านโหมด Incognito
3.จำกัดเฉพาะคนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไป เด็กต่ำกว่าเกณฑ์และชาวต่างชาติที่พำนัก/เรียน/ทำงานในไทยไม่มีสิทธิ์ 100%
4. มีเครดิตรายวัน-รายเดือนแยกตามงาน ผู้ใช้ระดับ Innovator (30 วันแรกสำหรับผู้ลงทะเบียนก่อน 30 พ.ย. 2569) ได้เครดิตสนทนา/เขียนโค้ด/สร้างภาพวันละ 10,000 เครดิต แต่งานวิดีโอ เพลง และการค้นคว้าเชิงลึกกลับมีโควตาต่อเดือนแยกต่างหาก ซึ่งผู้ใช้จำนวนหนึ่งสะท้อนว่าไม่พอต่อการผลิตงานจริง โดยเฉพาะวิดีโอที่จำกัดความละเอียดไว้เพียง 480p และจำกัดจำนวนครั้งต่อเดือน
5.ไม่ได้ใช้ฟรีตลอดไปแบบไม่มีเงื่อนไข เมื่อหมดสิทธิ์ระดับสูงสุดช่วงแรก ผู้ใช้ต้องเรียนคอร์สหรือทำภารกิจสะสมคะแนนอย่างน้อย 100 คะแนนต่อเดือน ภายใต้ระบบที่เรียกว่า "Learn-Earn-Plern" ถึงจะรักษาสิทธิ์ระดับเดิมไว้ได้
6.ไม่ใช้เกิน 10 วัน มีสิทธิ์โดนระงับ แม้ทีมงานจะชี้แจงว่าเงื่อนไขนี้จะเริ่มบังคับใช้เมื่อยอดลงทะเบียนครบ 5 ล้านสิทธิ์เท่านั้น
นี่คือจุดที่ทำให้หลายคนตั้งคำถามว่า "ของฟรี" ที่รัฐบาลป่าวประกาศ แท้จริงแล้วมาพร้อมกรอบการใช้งานที่ซับซ้อนไม่น้อยไปกว่าการสมัครสมาชิกแบบเสียเงินเลยด้วยซ้ำ
แม้แต่หมอยังทดลองแล้วบอกว่า "ยังไม่ตอบโจทย์งานจริง"
หนึ่งในเสียงสะท้อนที่มีน้ำหนักที่สุดมาจาก ศ.ดร.นพ.มานพ พิทักษ์ภากร แห่งคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งทดลองใช้งานเต็มวันในวันเปิดตัว สรุปว่าระบบทำงานได้ในลักษณะแชทถามตอบทั่วไป เลือกใช้ GPT-5.6 หรือ Claude Opus 5 ได้จริง แต่ยัง ไม่สามารถสร้างผลลัพธ์ออกมาเป็นไฟล์ Word หรือ Slides ที่พร้อมใช้งานได้ ซึ่งเป็นข้อจำกัดสำคัญสำหรับคนทำงานที่ต้องการผลลัพธ์เป็นเอกสารจริง
ยิ่งไปกว่านั้น ทีม Thai PBS Sci & Tech ที่ทดลองรันคำสั่งเดียวกันเทียบระหว่าง AiPASS กับเว็บไซต์ต้นทางของแต่ละค่ายโดยตรง (เวอร์ชันฟรี) พบว่าในบางกรณี ผลลัพธ์จากเว็บต้นทางเวอร์ชันฟรีกลับทำได้ดีกว่า AiPASS ทั้งด้านข้อความ ภาพ และวิดีโอ ซึ่งขัดกับสิ่งที่ภาครัฐพยายามคุยโม้ว่า AiPASS "ดีกว่าของฟรี" อย่างแน่นอน
แม้แต่ตัวรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมเองก็ยังต้องยอมรับว่า การประมวลผลภาษาไทยของระบบยังไม่เสถียร และต้องพัฒนาต่อเนื่อง ซึ่งถือเป็นจุดอ่อนที่สวนทางกับเป้าหมายเดิมของโครงการที่ต้องการยกระดับทักษะดิจิทัลให้คนไทยโดยเฉพาะ
นอกจากนี้ ข้อมูลจำนวนหลักสูตรที่ประชาสัมพันธ์ผ่านช่องทางต่างๆ ก็ไม่ตรงกัน บางแหล่งระบุ 56 หลักสูตร บางแหล่งระบุมากกว่า 96 หรือ 100 หลักสูตร ขณะที่หน้าเว็บไซต์ทางการกลับระบุหลักสูตรจากพันธมิตรหลักไว้เพียง 17 หลักสูตรเท่านั้น เป็นความสับสนที่หน่วยงานยังไม่ได้ชี้แจงให้ตรงกัน
กูรูไอทีถามชัดจ่าย 1,650 ล้าน ซื้อของฟรี ที่มีอยู่แล้วเพื่อ?
ก่อนเปิดใช้งานจริงวงการไอทีก็เคยตั้งคำถามเชิงนโยบายมาแล้วด้วยซ้ำ โดยมีการวิเคราะห์จากผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีสองรายที่ชี้ว่า หากความสามารถที่ได้รับเทียบเท่ากับระดับที่ใช้งานฟรีอยู่แล้วในตลาด คำถามที่ต้องตอบให้ได้คือ "เงินก้อนนี้ซื้อคุณค่าอะไรที่ประชาชนไม่เคยมีมาก่อน" มูลค่าเพิ่มที่แท้จริงควรอยู่ที่เรื่องอธิปไตยของข้อมูล (data sovereignty) การเชื่อมต่อกับระบบยืนยันตัวตนภาครัฐ หลักสูตรพร้อมใบรับรอง และโควตาระดับองค์กรที่ไม่โดนจำกัดถี่ยิบ ไม่ใช่ตัวโมเดลที่ใกล้จะฟรีอยู่แล้วในตลาดโลก
ที่สำคัญกว่านั้นคือข้อสังเกตว่า สัญญาโครงการไม่ได้ระบุปริมาณโทเคนที่ชัดเจน ทำให้การจะให้บริการระดับ "Pro" แก่คนไทยครบ 5 ล้านคนพร้อมกันเป็นเรื่องที่แทบเป็นไปไม่ได้ในทางเทคนิค ซึ่งภายหลังก็สอดคล้องกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริง คือระบบมีการจำกัดเครดิตรายวัน-รายเดือนตามที่กล่าวไปข้างต้น
ด้าน รศ.ดร.ธนชาติ นุ่มนนท์ ผู้อำนวยการสถาบันไอเอ็มซี (IMC Institute) ก็เคยออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลตอบคำถามให้ชัดก่อนเดินหน้าเปิดตัวเต็มรูปแบบ ทั้งเรื่องความคุ้มค่างบประมาณและความโปร่งใสของกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง
ตัวเลขที่รัฐบาลไม่อยากให้ใครคำนวณ
จุดที่เป็นดราม่าเริ่มต้น เมื่อโครงการเปิดใช้งานจริง ยอดลงทะเบียนสะสมอยู่ที่ราว 1,332,120 คน (ยังห่างจากเป้า 5 ล้านสิทธิ์) แต่ตัวเลขที่น่าตกใจกว่าคือ จำนวนผู้ใช้งานจริง (Active User) ที่แท้จริงมีเพียงราว 100,000 คนเท่านั้น
แน่นนอนว่าฝ่ายค้านนำตัวเลขนี้มาคำนวณตามอัตราค่าใช้จ่ายต่อหัวที่กระทรวงดิจิทัลฯ เคยยืนยันไว้เองที่ประมาณ 25 บาทต่อคนต่อเดือน นั่นหมายความว่าค่าใช้จ่ายจริงจากผู้ใช้งาน 100,000 คน จะอยู่ที่เพียงราว 2.4-2.5 ล้านบาทต่อเดือน เท่านั้น
แต่ปัญหาคือ สัญญาฉบับแรกของโครงการนี้ถูกกำหนดไว้เป็น แบบเหมาจ่าย (Lump Sum) ซึ่งหมายความว่าต่อให้มีผู้ใช้งานจริงเพียงคนเดียว บริษัทเอกชนคู่สัญญาก็จะได้รับเงินเต็มจำนวนราว 1,600 ล้านบาทอยู่ดี ก่อนที่ภายหลังจะมีการปรับเปลี่ยนมาเป็นรูปแบบจ่ายตามการใช้งานจริง (Pay Per Use)
ช่องว่างระหว่างมูลค่าที่ใช้งานจริงกับวงเงินสัญญาเดิมนี้เอง ที่ทำให้ นางสาวรักชนก ศรีนอก สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ พร้อมด้วยที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ เดินทางไปยื่นสำนวนพร้อมพยานหลักฐานต่อสำนักงาน ป.ป.ช. เมื่อวันที่ 1 กันยายนที่ผ่านมา โดยตั้งข้อสังเกตว่าการกำหนด TOR มีลักษณะล็อกสเปกกีดกันการแข่งขัน และตั้งคำถามตรงๆ ว่านี่คือการปั้นโครงการขึ้นมาเพื่อผันเงินไปให้บริษัทที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มการเมืองที่ถูกเรียกว่า "ระบอบสีน้ำเงิน" หรือไม่ พร้อมยื่นให้เอาผิดรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลฯ ในข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ที่ไม่ระงับโครงการทั้งที่มีข้อพิรุธปรากฏชัดเจน
ใครกันแน่คือผู้ชนะประมูลตัวจริง
ผู้ชนะการประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ของโครงการนี้คือกิจการค้าร่วม "ทีเอช" (TH Consortium) ซึ่งประกอบด้วยบริษัท ฮิวแมน อินเทลลิเจนท์ จำกัด และบริษัท เทิร์นคีย์ คอมมูนิเคชั่น เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ TKC
จากการตรวจสอบฐานข้อมูลจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐโดยสำนักข่าวอิศรา พบว่าบริษัทในเครือพันธมิตรที่เกี่ยวข้องกับผู้ชนะประมูลรายนี้ เคยเป็นคู่สัญญาภาครัฐมาแล้วรวม 132 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 26,672 ล้านบาท ซึ่งเป็นข้อมูลที่ทำให้เกิดคำถามตามมาว่าเครือข่ายธุรกิจนี้มีสายสัมพันธ์กับงานภาครัฐมากเพียงใด
รัฐบาลจะแก้เขินว่าอย่างไร?
ฝ่ายรัฐบาลไม่ได้นิ่งเฉยกับกระแสวิพากษ์วิจารณ์ ในช่วงเย็นของวันเปิดใช้งานจริง นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ออกมายืนยันว่าข้อกล่าวหาที่ว่า AiPASS ใช้งานได้แย่กว่าเครื่องมือ AI เวอร์ชันฟรีนั้นไม่เป็นความจริง พร้อมชี้แจงว่าแอปพลิเคชันบนมือถือกำลังรอการอนุมัติจาก Google Play และ App Store คาดว่าจะพร้อมใช้งานภายในประมาณ 1 สัปดาห์
ส่วนประเด็นยอดลงทะเบียนที่ยังไม่ถึงเป้า 5 ล้านสิทธิ์ รัฐมนตรีฯ ยืนยันว่ารัฐไม่เสียประโยชน์ เพราะปรับรูปแบบการจ่ายเงินเป็นตามการใช้งานจริงแล้ว จึงไม่มีแรงกดดันเรื่องต้องมีผู้สมัครครบตามเป้า และย้ำว่าการประเมินผลโครงการระยะที่ 2 จะพิจารณาจากผลลัพธ์จริงหลังครบ 1 ปี ไม่ใช่แค่กระแสตอบรับในช่วงแรก
ขณะที่ปลัดกระทรวงดีอี นายพชร อนันตศิลป์ ก็ออกมาชี้แจงกรณีที่ฝ่ายค้านตั้งข้อสังเกตเรื่องข้อความซ้ำกันในเอกสาร TOR ว่าเป็นเพียงรายละเอียดเล็กน้อยจากเอกสารทั้งหมดที่มีความหนาถึง 40 หน้า ไม่ใช่คุณสมบัติหลักของโครงการ
ถอดบทเรียนอีกกี่ร้อยปี ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ "AI ไม่ดี" แต่อยู่ที่การออกแบบนโยบาย
เมื่อประกอบภาพทั้งหมดเข้าด้วยกัน จะเห็นว่าเรื่องนี้ซับซ้อนกว่านั้นมาก เพราะปัญหาที่แท้จริงกลับซ่อนอยู่ในอย่างน้อย 3 ชั้น
1.ชั้นการออกแบบสัญญา การตั้งวงเงินแบบเหมาจ่ายโดยไม่ผูกกับปริมาณการใช้งานจริงหรือปริมาณโทเคนที่ชัดเจน เปิดช่องให้เกิดส่วนต่างมหาศาลระหว่างมูลค่าที่ใช้จริงกับเงินที่จ่ายจริง จนต้องแก้เกมกลางคันมาเป็น Pay Per Use
2. ชั้นการออกแบบประสบการณ์ผู้ใช้ การบังคับให้ผ่านตัวกลางภาครัฐ จำกัดโควตาซับซ้อนหลายชั้น และเงื่อนไขการรักษาสิทธิ์ที่ไม่ต่างจากภาระ ทำให้ "ของฟรี" กลายเป็นของที่ใช้ยากกว่าที่ควร
3.ชั้นความโปร่งใสของกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง ข้อสงสัยเรื่องการล็อกสเปก ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ชนะประมูลกับเครือข่ายการเมือง และประวัติการรับงานภาครัฐจำนวนมากของบริษัทในเครือ ล้วนเป็นคำถามที่ต้องการคำตอบจากหน่วยงานที่มีอำนาจตรวจสอบอย่าง ป.ป.ช. ไม่ใช่แค่คำชี้แจงผ่านสื่อ
จับตาต่อจากนี้ "ความจริงมีเพียงหนึ่งเดียว"
- ผลการไต่สวนของ ป.ป.ช. ต่อคำร้องของนางสาวรักชนก ศรีนอก จะสรุปว่ามีมูลความผิดตามที่กล่าวหาหรือไม่
- นิยามของคำว่า "ผู้ใช้งานจริง" (Active User) ที่ภาครัฐยังไม่เคยเปิดเผยหลักเกณฑ์การนับที่ชัดเจนต่อสาธารณะ
- ยอดเบิกจ่ายจริงรายเดือน ภายใต้ระบบ Pay Per Use ว่าตรงกับตัวเลขผู้ใช้งานจริงหรือไม่
- ความคืบหน้าด้านความเป็นส่วนตัวของข้อมูล โดยเฉพาะการนำข้อมูลที่ไม่ระบุตัวตนไปใช้พัฒนา National LLM ของภาครัฐ ซึ่งสภาองค์กรของผู้บริโภคเรียกร้องให้ประชาชนตรวจสอบสิทธิ์ของตนเองก่อนใช้งานอย่างละเอียด
- ผลประเมินหลังครบ 1 ปี ที่รัฐบาลระบุว่าจะใช้ตัดสินอนาคตของโครงการระยะที่ 2
สุดท้ายแล้ว คำถามที่สังคมไทยต้องถามให้ตรงจุดไม่ใช่แค่ "AI ที่ได้ดีพอหรือไม่" แต่คือ "เงินภาษี 1,621 ล้านบาทก้อนนี้ ถูกออกแบบมาเพื่อประโยชน์ของประชาชนจริงหรือเพื่อใครกันแน่" และคำตอบนั้น คงต้องรอดูกันที่ผลสอบของ ป.ป.ช. และตัวเลขผู้ใช้งานจริงในเดือนต่อๆ ไป ไม่ใช่จากคำแถลงข่าวของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพียงอย่างเดียว


