GULF เปิดดำเนินการโซลาร์ฟาร์มและโซลาร์แบตเตอรี่ 2 โครงการในสุพรรณบุรี กำลังผลิตตามสัญญารวม 135 เมกะวัตต์ พร้อมขายไฟให้ กฟผ. ระยะยาว 25 ปี ขณะที่อีก 4 โครงการเตรียมทยอย COD ช่วงพฤศจิกายน–ธันวาคม 2569 ดันกำลังผลิตติดตั้งของโครงการชุดนี้แตะ 623 เมกะวัตต์ เบื้องต้นประเมินรายได้เมื่อเดินเครื่องครบประมาณ 2,300–2,700 ล้านบาทต่อปี ด้าน InnovestX คาดสร้างกำไรให้ GULF ราว 600 ล้านบาทต่อปี
บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF แจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่า เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2569 กลุ่มบริษัทย่อยซึ่งบริษัทถือหุ้นทางอ้อมผ่านบริษัท กัลฟ์ รีนิวเอเบิล เอ็นเนอร์จี จำกัด หรือ GRE ในสัดส่วน 100% ได้เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ หรือ COD โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์จำนวน 2 โครงการ และเริ่มจ่ายไฟฟ้าเข้าสู่ระบบของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย หรือ กฟผ. เรียบร้อยแล้ว
สองโครงการดังกล่าวมีกำลังผลิตไฟฟ้าตามสัญญารวม 135 เมกะวัตต์ และกำลังผลิตติดตั้งรวม 250.1 เมกะวัตต์ ประกอบด้วย บริษัท ลูมินัส เอ็นเนอร์จี จำกัด หรือ LNE ซึ่งดำเนินโครงการโซลาร์ฟาร์มบนพื้นดิน กำลังผลิตตามสัญญา 68 เมกะวัตต์ กำลังผลิตติดตั้ง 90.6 เมกะวัตต์ ตั้งอยู่ในจังหวัดสุพรรณบุรี ห่างจากกรุงเทพฯ ประมาณ 155 กิโลเมตร
อีกแห่งคือ บริษัท สยาม ไชน์นิ่ง เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด หรือ SSE ซึ่งดำเนินโครงการโซลาร์ฟาร์มบนพื้นดินร่วมกับระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ หรือ Solar BESS มีกำลังผลิตตามสัญญา 67 เมกะวัตต์ และกำลังผลิตติดตั้ง 159.5 เมกะวัตต์ ตั้งอยู่ในจังหวัดสุพรรณบุรี ห่างจากกรุงเทพฯ ประมาณ 160 กิโลเมตร
ทั้งสองโครงการเป็นส่วนหนึ่งของโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนที่กลุ่ม GRE ได้รับการคัดเลือกภายใต้ระเบียบการจัดหาไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในรูปแบบ Feed-in Tariff หรือ FiT สำหรับกลุ่มที่ไม่มีต้นทุนเชื้อเพลิง โดยมีสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับ กฟผ. เป็นระยะเวลา 25 ปี
โครงการโซลาร์ฟาร์มทั่วไปได้รับอัตรารับซื้อไฟฟ้า 2.1679 บาทต่อกิโลวัตต์-ชั่วโมง ขณะที่โครงการ Solar BESS ได้รับอัตรารับซื้อ 2.8331 บาทต่อกิโลวัตต์-ชั่วโมงตลอดอายุสัญญา ทำให้รายได้ของโครงการมีความแน่นอนในระดับหนึ่งและไม่ได้ผันผวนตามต้นทุนเชื้อเพลิงเช่นเดียวกับโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ
*จ่อเปิดอีก 4 โครงการปลายปี
GULF ระบุว่า ในช่วงเดือนพฤศจิกายน–ธันวาคม 2569 บริษัทมีแผนเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์เพิ่มเติมอีก 4 โครงการ แบ่งเป็นโซลาร์ฟาร์ม 3 โครงการ มีกำลังผลิตตามสัญญารวม 176.6 เมกะวัตต์ และกำลังผลิตติดตั้งรวม 230.7 เมกะวัตต์
ส่วนอีกหนึ่งแห่งเป็นโครงการ Solar BESS มีกำลังผลิตตามสัญญา 59 เมกะวัตต์ และกำลังผลิตติดตั้ง 142.2 เมกะวัตต์
เมื่อรวมโครงการที่เปิดดำเนินการแล้ว 2 แห่งกับอีก 4 แห่งที่เตรียมเปิดปลายปี จะทำให้โครงการชุดนี้มีจำนวนรวม 6 แห่ง กำลังผลิตตามสัญญา 370.6 เมกะวัตต์ และกำลังผลิตติดตั้งรวมประมาณ 623 เมกะวัตต์ แบ่งเป็นโซลาร์ฟาร์ม 4 แห่งและ Solar BESS 2 แห่ง
ก่อนหน้านี้ GULF ระบุว่า โครงการทั้ง 6 แห่งเป็นส่วนสำคัญของแผนเพิ่มกำลังผลิตใหม่ในปี 2569 โดยบริษัทตั้งเป้าเปิดดำเนินการโครงการไฟฟ้าใหม่รวมประมาณ 700 เมกะวัตต์ และคาดว่ารายได้กับกำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย หรือ EBITDA ปีนี้จะเติบโตประมาณ 12–15%
*ประเมินรายได้เต็มปี 2.3–2.7 พันล้านบาท
จากการประเมินเบื้องต้น หากโครงการทั้ง 6 แห่งเดินเครื่องได้เต็มปี และมีอัตราการผลิตไฟฟ้าเฉลี่ยประมาณ 17–20% โครงการโซลาร์ฟาร์มและ Solar BESS กำลังผลิตติดตั้งรวม 623 เมกะวัตต์จะสามารถผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าได้ประมาณ 930–1,090 ล้านหน่วยต่อปี
เมื่อคำนวณตามอัตรารับซื้อไฟฟ้าของโซลาร์ฟาร์มที่ 2.1679 บาทต่อหน่วย และ Solar BESS ที่ 2.8331 บาทต่อหน่วย คาดว่าจะสร้างรายได้ประมาณ 2,300–2,700 ล้านบาทต่อปี โดยมีค่ากลางอยู่ที่ประมาณ 2,500 ล้านบาทต่อปี
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวเป็นการประเมินจากกำลังผลิตติดตั้ง อัตราการผลิตไฟฟ้า และค่าไฟตามสัญญา ไม่ใช่ประมาณการอย่างเป็นทางการของ GULF ผลลัพธ์จริงยังขึ้นอยู่กับความเข้มของแสงแดด ประสิทธิภาพของแผง การสูญเสียในระบบ ความพร้อมใช้งานของแบตเตอรี่ และวัน COD ที่แท้จริงของอีก 4 โครงการ
เฉพาะสองโครงการที่เริ่ม COD วันที่ 1 กันยายน คาดว่าอาจสร้างรายได้เมื่อเดินเครื่องเต็มปีประมาณ 1,000–1,170 ล้านบาท แต่ในปี 2569 จะรับรู้รายได้เพียงประมาณ 4 เดือน จึงอาจรับรู้รายได้ราว 330–390 ล้านบาท
ส่วนอีก 4 โครงการที่จะเริ่มดำเนินงานในเดือนพฤศจิกายน–ธันวาคม จะรับรู้รายได้ในปีนี้เพียงช่วงสั้น ๆ ก่อนรับรู้เต็มปีตั้งแต่ปี 2570 เป็นต้นไป
*InnovestX คาดกำไรปีละ 600 ล้านบาท
บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ หรือ InnovestX ประเมินว่า โครงการโซลาร์ฟาร์ม 4 แห่ง กำลังผลิตติดตั้งรวมประมาณ 321 เมกะวัตต์ และโครงการ Solar BESS 2 แห่ง กำลังผลิตติดตั้งรวมประมาณ 302 เมกะวัตต์ จะสร้างกำไรให้ GULF ประมาณ 600 ล้านบาทต่อปี เมื่อทุกโครงการเปิดดำเนินงานและรับรู้ผลประกอบการเต็มปี
ตัวเลขดังกล่าวคิดเป็นอัตรากำไรต่อรายได้ประมาณ 22–26% หากเทียบกับกรอบรายได้ที่ประเมินไว้ 2,300–2,700 ล้านบาทต่อปี โดยสะท้อนผลหลังหักต้นทุนดำเนินงาน ค่าเสื่อมราคา ดอกเบี้ยและค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องแล้ว
สำหรับปี 2569 ผลบวกต่อกำไรจะยังไม่เต็มจำนวน เนื่องจากสองโครงการแรกเริ่มรับรู้ตั้งแต่เดือนกันยายน ขณะที่อีกสี่โครงการจะทยอยเปิดในช่วงสองเดือนสุดท้ายของปี เบื้องต้นจึงประเมินว่าโครงการชุดนี้อาจสร้างกำไรให้ GULF ในปี 2569 ประมาณ 100–180 ล้านบาท ก่อนเพิ่มเข้าใกล้ประมาณการของ InnovestX ที่ 600 ล้านบาทในปี 2570 ซึ่งจะเป็นปีแรกที่มีโอกาสรับรู้ผลการดำเนินงานเต็มปี
InnovestX ยังมองว่ากำไรปกติของ GULF ปี 2569 มีแนวโน้มเติบโตประมาณ 18% จากแรงสนับสนุนหลายส่วน ทั้งกำไรของ ADVANC ที่เพิ่มขึ้น ค่าความพร้อมจ่ายของโรงไฟฟ้า Jackson ในสหรัฐฯ ที่สูงขึ้น การทยอย COD โครงการพลังงานหมุนเวียน และโรงไฟฟ้าขยะเชียงใหม่
ล่าสุดภายหลังประกาศผลประกอบการไตรมาส 2/2569 InnovestX ปรับประมาณการกำไรปกติปี 2569–2570 เพิ่มขึ้น 9% คงคำแนะนำ “OUTPERFORM” และปรับราคาเป้าหมายกลางปี 2570 เป็น 78 บาท จากเดิม 77 บาท
โบรกฯ มองกำไรไตรมาส 3 ยังโต
บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) แนะนำ “ซื้อ” GULF ให้ราคาเป้าหมาย 68 บาท โดยคาดว่ากำไรปกติไตรมาส 3/2569 จะเติบโตจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ได้แรงสนับสนุนจากโครงการพลังงานหมุนเวียนใหม่ที่ทยอยเพิ่มกำลังผลิต ประกอบกับปริมาณขายไฟของโรงไฟฟ้า IPP ที่เพิ่มขึ้น
ขณะที่บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก แนะนำ “ซื้อ” และให้ราคาเป้าหมายแบบรวมมูลค่าธุรกิจ หรือ SOTP ที่ 82 บาท โดยมองบวกต่อการเพิ่มกำลังผลิตพลังงานหมุนเวียนและโครงการโรงไฟฟ้าใหม่ในระยะยาว
ด้านข้อมูลความเห็นนักวิเคราะห์ ณ วันที่ 27 สิงหาคม 2569 พบว่า นักวิเคราะห์ทั้งหมด 16 รายให้คำแนะนำ “ซื้อ” GULF ราคาเป้าหมายเฉลี่ย 78.75 บาท มีกรอบราคาเป้าหมายต่ำสุด 72 บาท และสูงสุด 91 บาท
ภาพรวมการเปิดดำเนินงานสองโครงการล่าสุดจึงเป็นปัจจัยบวกต่อผลประกอบการครึ่งปีหลัง ขณะที่น้ำหนักสำคัญจะอยู่ในปี 2570 ซึ่ง GULF จะเริ่มรับรู้รายได้และกำไรจากทั้ง 6 โครงการเต็มปี ภายใต้สัญญาขายไฟระยะยาว 25 ปีที่ช่วยเพิ่มฐานรายได้ประจำและลดความผันผวนจากต้นทุนเชื้อเพลิง อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบกับฐานกำไรของ GULF ระดับหลายหมื่นล้านบาทต่อปี กำไรส่วนเพิ่มประมาณ 600 ล้านบาทถือเป็นแรงหนุนเชิงบวก แต่ยังไม่ใช่ปัจจัยที่จะเปลี่ยนฐานกำไรของบริษัทอย่างมีนัยสำคัญเพียงลำพังครับ


