ความบาดหมางระหว่าง อีลอน มัสก์ (Elon Musk) และ แซม อัลต์แมน (Sam Altman) ที่หมักหมมมานานเกือบทศวรรษ ปะทุขึ้นอีกครั้งในสมรภูมิใหม่ เมื่อ OpenAI ประกาศตัดสิทธิ์การเข้าถึงโมเดลปัญญาประดิษฐ์ของแพลตฟอร์มเขียนโค้ด Cursor อย่างเป็นทางการ มีผลเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2569 การตัดสินใจครั้งนี้เกิดขึ้นทันทีหลัง SpaceX ทุ่มเงินกว่า 6 หมื่นล้านดอลลาร์ฮุบกิจการ Anysphere บริษัทแม่ของ Cursor สำเร็จเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา สะท้อนว่าสงครามส่วนตัวของสองอดีตหุ้นส่วนกำลังลุกลามกลายเป็นการแย่งชิงโครงสร้างพื้นฐานเอไอระดับโลก และอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการบังคับให้ค่ายเทคโนโลยีทั่วโลกต้องเลือกข้างในไม่ช้า
ดีลที่เปลี่ยนขั้วอำนาจวงการเอไอเสร็จสมบูรณ์ไปเมื่อเดือนสิงหาคม พ.ศ.2569 เมื่อ SpaceX เข้าซื้อกิจการ Anysphere บริษัทแม่ของ Cursor แพลตฟอร์มเขียนโค้ดด้วยเอไอที่ได้รับความนิยมสูงในหมู่นักพัฒนาทั่วโลก ด้วยมูลค่าดีลราว 6 หมื่นล้านดอลลาร์ ทำให้ Cursor เปลี่ยนมือมาอยู่ภายใต้ร่มเงาของอีลอน มัสก์อย่างเป็นทางการ และปฏิกิริยาจาก OpenAI ก็ตามมาแทบจะทันที
ทันทีที่การเปลี่ยนถ่ายอำนาจเสร็จสิ้น OpenAI ออกหนังสือแจ้งยกเลิกสัญญาความร่วมมือเดิมที่เคยให้ Cursor เข้าถึงโมเดลเอไอของบริษัทผ่านช่องทางหลัก โดยกำหนดเส้นตายสิ้นสุดสัญญาไว้ที่วันที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ.2569 เหตุผลที่ OpenAI ระบุอย่างเป็นทางการคือความกังวลเรื่องการปฏิบัติตามเงื่อนไขการให้บริการ ภายหลังโครงสร้างผู้ถือหุ้นของ Cursor เปลี่ยนไปอยู่ในมือคู่แข่งโดยตรงในธุรกิจเอไอ
ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจริงคือ โมเดลเอไอรุ่นใหม่ของ OpenAI จะไม่ถูกส่งมอบให้ Cursor ผ่านสัญญาหลักอีกต่อไปนับจากวันที่กำหนด อย่างไรก็ตาม ผู้ใช้งานทั่วไปที่ต้องการเชื่อมต่อกับระบบของ OpenAI ยังสามารถทำได้ตามปกติผ่านคีย์ API ส่วนตัวของตนเอง ซึ่งเป็นช่องทางที่ไม่ได้ถูกปิดกั้น
ด้าน ไมเคิล ทรูเอล ผู้ร่วมก่อตั้ง Cursor ออกมาชี้แจงว่ากระบวนการเจรจากับ OpenAI ยังไม่ถึงจุดจบ และทั้งสองฝ่ายยังคงพูดคุยกันอยู่เบื้องหลัง แต่ในอีกฟากหนึ่ง เกร็ก บร็อกแมน ประธาน OpenAI กลับโพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X ตอบโต้มัสก์ ระบุว่าตนเองไม่รู้สึกสะทกสะท้านกับการถูกตัดสิทธิ์ครั้งนี้แม้แต่น้อย ตอกย้ำว่าความสัมพันธ์ระหว่างสองยักษ์ใหญ่เอไอเดินมาถึงจุดที่ไม่มีทางหันหลังกลับ
รากเหง้าของความขัดแย้งครั้งนี้ฝังลึกมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2560 เมื่อครั้งที่มัสก์และอัลต์แมนยังคงร่วมกันบริหาร OpenAI ในฐานะผู้ร่วมก่อตั้ง จุดแตกหักสำคัญเกิดจากความขัดแย้งเรื่องทิศทางองค์กร โดยมัสก์ต้องการเข้าควบคุมอำนาจบริหารเบ็ดเสร็จ พร้อมผลักดันให้เปลี่ยนโครงสร้างองค์กรไปสู่การแสวงหาผลกำไรเต็มรูปแบบ ซึ่งขัดกับอุดมการณ์ตั้งต้นขององค์กรไม่แสวงหากำไรเพื่อประโยชน์สาธารณะ ผลคือมัสก์ตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2561
หลังจากนั้นสถานการณ์ยิ่งตึงเครียดขึ้นเรื่อยๆ เมื่อมัสก์เปิดตัว xAI บริษัทเอไอของตนเองในปี พ.ศ.2566 เพื่อลงสนามแข่งขันโดยตรงกับ OpenAI พร้อมเดินหน้าฟ้องร้องอดีตพาร์ทเนอร์อย่างต่อเนื่องหลายครั้ง โดยกล่าวหาว่า OpenAI ทรยศต่อพันธกิจดั้งเดิมที่เคยร่วมก่อตั้งกันมา
ความพยายามครั้งสำคัญของมัสก์เกิดขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2568 เมื่อกลุ่มทุนภายใต้การนำของเขาเสนอซื้อกิจการ OpenAI ด้วยวงเงินสูงถึง 9.74 หมื่นล้านดอลลาร์ แต่ข้อเสนอถูกคณะกรรมการบริหารของ OpenAI ปัดตกด้วยมติเอกฉันท์ ต่อมาในเดือนพฤษภาคม พ.ศ.2569 ศาลรัฐบาลกลางสหรัฐฯ มีคำสั่งยกฟ้องคดีที่มัสก์เรียกร้องค่าเสียหายจาก OpenAI เป็นวงเงินสูงถึง 1.5 แสนล้านดอลลาร์ ด้วยเหตุผลว่าคดีขาดอายุความ คำตัดสินดังกล่าวปิดประตูการเรียกร้องค่าชดเชยทางการเงินของมัสก์ไปโดยปริยาย แต่ก็ยังไม่ได้ชี้ขาดในประเด็นหลักที่มัสก์กล่าวหาว่า OpenAI ละทิ้งอุดมการณ์ก่อตั้งองค์กร
สิ่งที่นักลงทุนและผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีต้องจับตาอย่างใกล้ชิดจากนี้ไป คือความขัดแย้งส่วนตัวระหว่างมัสก์กับอัลต์แมนกำลังขยายตัวกลายเป็นสงครามแย่งชิงการผูกขาดโครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์อย่างเต็มรูปแบบ การตัดสิทธิ์การเข้าถึงระดับนักพัฒนาในลักษณะนี้สะท้อนให้เห็นชัดว่า OpenAI กำลังพยายามสกัดกั้นไม่ให้เทคโนโลยีของตนตกไปอยู่ในมือเครือข่ายของคู่แข่งโดยตรง ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลด้านสัญญาหรือด้านยุทธศาสตร์ก็ตาม
ท้ายที่สุดแล้ว สมรภูมินี้อาจไม่ได้จบลงเพียงแค่ Cursor เท่านั้น แต่มีแนวโน้มสูงที่จะบีบให้บริษัทเทคโนโลยีรายอื่นทั่วโลกต้องตัดสินใจเลือกข้างระหว่างสองขั้วอำนาจเอไอ และเร่งให้เกิดการควบรวมกิจการในอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์อย่างดุเดือดยิ่งขึ้นในระยะเวลาอันใกล้นี้


