ชนวนสงครามสหรัฐฯ-อิหร่านปะทุรอบใหม่ จุดไฟเผาตลาดสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก บิทคอยน์ร่วงทะลุแนวรับ 77,000 ดอลลาร์ หลังราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งเฉียด 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ปลุกผีเงินเฟ้อกลับมาหลอกหลอนนักลงทุน ซ้ำร้ายธนาคารกลางสหรัฐฯ ส่งสัญญาณคุมเข้มดอกเบี้ย ทำให้เงินทุนไหลออกจากตลาดคริปโทเคอร์เรนซีอย่างไม่ยั้ง นักเก็งกำไรสายซื้อถูกถล่มยับ เกิดการล้างพอร์ตสะสมกว่า 400 ล้านดอลลาร์ หรือราว 14,000 ล้านบาท ภายในเวลาไม่ถึง 24 ชั่วโมง ขณะที่อีเธอเรียมกลายเป็นเหยื่อรายหนักที่สุดของวิกฤตรอบนี้
ภูมิรัฐศาสตร์จุดชนวน น้ำมันพุ่ง หุ้นร่วง คริปโทสะเทือน
สถานการณ์ที่หลายฝ่ายหวั่นเกรงกลับกลายเป็นจริง เมื่อกองทัพสหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีฐานยิงจรวดของอิหร่านบนเกาะลารัก (Larak) ตามมาด้วยการตอบโต้ของอิหร่านที่สั่งถล่มเป้าหมายทางทหารในจอร์แดน สถานการณ์ยิ่งร้อนแรงขึ้นอีกขั้นเมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เผยแพร่วิดีโอที่สร้างจากปัญญาประดิษฐ์ จำลองภาพการทำลายล้างแหล่งน้ำมันสำคัญของอิหร่าน ซึ่งเท่ากับเป็นการส่งสัญญาณข่มขู่ทางจิตวิทยาที่สร้างความปั่นป่วนไปทั่วตลาดพลังงานโลก
ผลลัพธ์ปรากฏทันที ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) กระโดดขึ้นเกือบ 3% ทะลุ 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จุดชนวนความวิตกว่าวิกฤตพลังงานครั้งใหม่จะลากเงินเฟ้อกลับมาอีกรอบ ยิ่งเมื่อประกอบกับท่าทีของเควิน วอร์ช ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ที่ขึ้นเวทีแจ็กสันโฮล (Jackson Hole) เมื่อปลายสัปดาห์ก่อน ส่งสัญญาณชัดเจนว่าเฟดพร้อมรั้งดอกเบี้ยไว้ในระดับสูง หรือแม้กระทั่งขึ้นเพิ่ม หากแรงกดดันด้านราคาพลังงานไม่คลี่คลาย ซึ่งภาพรวมทั้งหมดนี้เป็นส่งผลลบต่อสินทรัพย์เสี่ยงโดยตรง
ตลาดหุ้นเอเชียร่วงระนาว ต้นทุนสงครามกระจายทั่วภูมิภาค
แรงสั่นสะเทือนจากตะวันออกกลางแผ่ขยายเข้าสู่ตลาดหุ้นเอเชียภายในข้ามคืน ดัชนีนิกเกอิ 225 ของญี่ปุ่นดิ่งลงราว 2% ขณะที่ค่าเงินเยนอ่อนค่าทะลุ 160 เยนต่อดอลลาร์ สะท้อนกระแสเงินทุนที่ไหลเข้าหาดอลลาร์ในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ตลาดหุ้นเกาหลีใต้และจีนปิดตัวในแดนลบเช่นกัน ภาพรวมทั้งภูมิภาคเต็มไปด้วยสีแดง
แต่ตลาดที่โดนหนักกว่าหุ้น กลับเป็นคริปโทเคอร์เรนซี บิทคอยน์ซึ่งเปิดตลาดที่ระดับ 79,000 ดอลลาร์ ถูกแรงเทขายกดดันจนหลุด 77,000 ดอลลาร์ สูญเสียมูลค่าไปกว่า 2,000 ดอลลาร์ภายในเวลาเพียงหนึ่งชั่วโมง เป็นการร่วงที่รุนแรงและรวดเร็วจนนักลงทุนหลายรายตั้งตัวไม่ทัน
สัญญาณร้ายจากวาฬ เงินสถาบันเตรียมเทขายซ้ำ
นอกเหนือจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ ตลาดคริปโทยังถูกซ้ำเติมด้วยการเคลื่อนไหวของ "วาฬ" หรือนักลงทุนรายใหญ่ระดับสถาบัน ข้อมูลออนเชน (on-chain) เปิดเผยว่า Wintermute ผู้ดูแลสภาพคล่องระดับโลก โอนบิทคอยน์จำนวน 5,100 เหรียญ มูลค่าเฉียด 400 ล้านดอลลาร์ เข้ากระดานเทรดไบแนนซ์ (Binance) ในช่วงสองวันที่ผ่านมา การเคลื่อนย้ายเหรียญจำนวนมหาศาลเข้าสู่กระดานซื้อขาย เป็นสัญญาณคลาสสิกที่บ่งชี้ว่ามีแผนเทขายรออยู่ข้างหน้า
ฝั่งอีเธอเรียมก็ไม่รอดจากคลื่นแรงขาย ราคาดิ่งจาก 2,500 ดอลลาร์ ลงมาหลุด 2,400 ดอลลาร์ หลังแพลตฟอร์ม Lookonchain ตรวจพบว่ามีการโอนอีเธอเรียมเข้ากระดานเทรดกว่า 41,000 เหรียญ มูลค่ารวมทะลุ 100 ล้านดอลลาร์ ปริมาณเหรียญที่ทะลักเข้าสู่กระดานในจังหวะเดียวกัน ยิ่งตอกย้ำว่าแรงเทขายรอบนี้ไม่ได้มาจากรายย่อย แต่เป็นการตัดสินใจอย่างเป็นระบบของนักลงทุนที่มีขนาดกองทุนหลักพันล้าน
ล้างพอร์ตหมื่นล้าน นักเก็งกำไรสายซื้อเจ็บหนักถ้วนหน้า
การดิ่งลงอย่างฉับพลันสร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง ข้อมูลจาก CoinGlass ระบุว่ายอดล้างพอร์ต (Liquidation) สะสมภายในวันเดียวพุ่งทะลุ 400 ล้านดอลลาร์ โดยกว่า 80% เป็นนักลงทุนฝั่งเปิดสถานะซื้อ (Long) ที่ถูกบังคับปิดสถานะเมื่อราคาหลุดจุดตัดขาดทุน
เมื่อแยกรายเหรียญ อีเธอเรียมกลายเป็นตัวร้ายตัวจริงของรอบนี้ ด้วยยอดล้างพอร์ตเกือบ 100 ล้านดอลลาร์ นำหน้าบิทคอยน์ที่อยู่ระดับ 62.6 ล้านดอลลาร์ สาเหตุที่อีเธอเรียมเจ็บหนักกว่า เป็นเพราะนักเก็งกำไรจำนวนมากใช้เลเวอเรจสูงในการเปิดสถานะช่วงที่ราคาอีเธอเรียมยังทรงตัวเหนือ 2,500 ดอลลาร์ เมื่อราคาพลิกกลับ แรงล้างพอร์ตจึงถาโถมเป็นลูกโซ่
จุดเฝ้าระวัง ราคาน้ำมันคือตัวแปรชี้ขาด
จากนี้ไป ตัวแปรที่นักลงทุนคริปโทต้องจับตาอย่างใกล้ชิดไม่ใช่กราฟราคาบิทคอยน์ แต่เป็นทิศทางของราคาน้ำมันดิบโลก หากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยืดเยื้อ หรือลุกลามจนกระทบเส้นทางขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นจะกลายเป็นเชื้อเพลิงให้เงินเฟ้อปะทุซ้ำ บังคับให้เฟดต้องรักษาหรือเพิ่มดอกเบี้ยต่อไป ซึ่งเท่ากับเป็นการปิดประตูความหวังของสินทรัพย์เสี่ยงอย่างคริปโทเคอร์เรนซีในช่วงปลายปี พ.ศ. 2569
ในทางกลับกัน หากการเจรจาทางการทูตเริ่มมีความคืบหน้า หรืออิหร่านส่งสัญญาณลดระดับความรุนแรง ราคาน้ำมันอาจปรับตัวลงจนคลายแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ ซึ่งจะเปิดทางให้เงินทุนไหลกลับเข้าสู่ตลาดคริปโทได้อีกครั้ง แต่ ณ เวลานี้ ทุกสัญญาณยังชี้ไปในทิศทางเดียว ตลาดยังไม่ผ่านจุดต่ำสุด และนักลงทุนที่ยังถือสถานะเสี่ยงสูงควรเตรียมรับมือกับแรงสั่นสะเทือนที่อาจตามมาอีกระลอก


