ธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศหรือบีไอเอสออกโรงเตือนความเสี่ยงของการใช้สเตเบิลคอยน์เป็นสื่อกลางการชำระเงินระดับสากล โดยประเมินว่าระบบยังขาดความน่าเชื่อถือและอาจดันต้นทุนการกู้ยืมของภาคธุรกิจให้พุ่งสูงขึ้น ขณะเดียวกันผลการศึกษาล่าสุดจากสถาบันเสถียรภาพทางการเงินเปิดเผยรอยร้าวของกฎระเบียบโลกที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงในแต่ละภูมิภาค ซึ่งตอกย้ำถึงความท้าทายของนักลงทุนและหน่วยงานกำกับดูแลในการรับมือกับความเสี่ยงแฝงจากโครงสร้างบริษัทคริปโต
ปาโบล เอร์นานเดซ เดอ คอส (Pablo Hernández de Cos) ผู้จัดการใหญ่ธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ (BIS) และตัวเต็งผู้สืบทอดตำแหน่งประธานธนาคารกลางยุโรปต่อจาก คริสติน ลาการ์ด (Christine Lagarde) ในปี 2570 ออกมาแสดงจุดยืนที่แข็งกร้าวต่ออุตสาหกรรมสินทรัพย์ดิจิทัล เขาประเมินว่าสเตเบิลคอยน์ยังไม่มีศักยภาพเพียงพอที่จะทำหน้าที่เป็นสื่อกลางการชำระเงินในระดับสเกลใหญ่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยปาโบล เสนอว่าระบบเงินฝากธนาคารที่แปลงเป็นโทเคนถือเป็นทางเลือกที่มั่นคงกว่ามาก เพราะสามารถดึงประโยชน์จากนวัตกรรมบล็อกเชนมาใช้ได้โดยไม่บ่อนทำลายรากฐานของระบบการเงินดั้งเดิม
แม้สเตเบิลคอยน์อาจมีส่วนช่วยลดต้นทุนการระดมทุนของภาครัฐตามที่รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ สก็อตต์ เบสเซนต์ (Scott Bessent) เคยกล่าวอ้าง ทว่าผลกระทบที่ตามมาอาจเป็นดาบสองคม หากประชาชนแห่โยกย้ายเงินฝากออกจากระบบธนาคารพาณิชย์เพื่อไปถือครองสเตเบิลคอยน์ สถาบันการเงินย่อมต้องเผชิญกับต้นทุนสภาพคล่องที่ตึงตัวขึ้น ภาระค่าใช้จ่ายส่วนนี้จะถูกผลักกลับมายังภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจผ่านอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่แพงขึ้นในท้ายที่สุด
ประเด็นสำคัญอีกด้านคือข้อจำกัดเรื่องการทำงานข้ามเครือข่ายระหว่างแพลตฟอร์ม รวมถึงความยากลำบากในการบังคับใช้มาตรฐานป้องกันการฟอกเงิน การขยายตัวของการใช้สเตเบิลคอยน์ที่ผูกมูลค่ากับดอลลาร์สหรัฐในต่างแดนยังเสี่ยงต่อการลิดรอนอธิปไตยทางการเงินและบั่นทอนประสิทธิภาพของนโยบายการเงินในประเทศนั้นๆ สัญญาณเตือนนี้สะท้อนให้เห็นว่าธนาคารกลางทั่วโลกรวมถึงในภูมิภาคอาเซียนต้องเตรียมรับมือกับกระแสเงินทุนข้ามพรมแดนรูปแบบใหม่ที่อยู่นอกเหนือกลไกควบคุมปกติ
ทิศทางนี้สอดคล้องกับรายงานฉบับล่าสุดจากสถาบันเสถียรภาพทางการเงิน (FSI) ที่เผยแพร่เมื่อปลายเดือนสิงหาคม 2569 งานวิจัยเจาะลึกความแตกต่างของกฎระเบียบในตลาดหลักอย่างสหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป สหราชอาณาจักร ฮ่องกง และสิงคโปร์ ทางการสหรัฐฯ และสิงคโปร์เลือกใช้มาตรการกำกับดูแลที่เข้มงวดกับผู้ออกเหรียญที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน ภายใต้กฎหมาย GENIUS Act ของสหรัฐฯ ระบุชัดเจนว่ากิจกรรมอย่างการปล่อยกู้ การวางค้ำประกัน การเทรดเพื่อพอร์ตบริษัท และการรับฝากสินทรัพย์คริปโตของบุคคลที่สาม ถือเป็นข้อห้ามเด็ดขาดสำหรับผู้ออกสเตเบิลคอยน์เพื่อการชำระเงิน
ในทางกลับกันศูนย์กลางการเงินอย่างฮ่องกง สหราชอาณาจักร และสหภาพยุโรป เลือกเปิดช่องทางที่ยืดหยุ่นกว่า โดยอนุญาตให้ทำกิจกรรมบางประเภทเพิ่มเติมได้หากได้รับใบอนุญาตจากหน่วยงานกำกับดูแล สิ่งที่น่าจับตาที่สุดจากรายงานวิจัยชิ้นนี้คือ ข้อจำกัดทางกฎหมายในทุกเขตอำนาจศาลล้วนบังคับใช้เฉพาะกับตัวนิติบุคคลที่ออกเหรียญเท่านั้น ไม่ได้ครอบคลุมถึงกลุ่มบริษัทในเครือทั้งหมด ช่องโหว่นี้เปิดทางให้บริษัทแม่หรือบริษัทลูกอื่นๆ สามารถดำเนินธุรกิจที่ผู้ออกเหรียญถูกสั่งห้ามได้ตามปกติ นักลงทุนสถาบันและผู้กำหนดนโยบายจึงจำเป็นต้องประเมินความเสี่ยงเชิงซ้อนที่แฝงอยู่ในโครงสร้างองค์กรของแพลตฟอร์มคริปโตอย่างใกล้ชิด


