xs
xsm
sm
md
lg

กระเป๋าปริศนาโยง "ต้น บิทคับ" โยกเงิน 900 ล้าน เทขาย Zcash ซื้อบิทคอยน์

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



กระเป๋าดิจิทัลต้องสงสัยว่าเชื่อมโยงกับ "สกลกรย์ สระกวี" ผู้ก่อตั้งบิทคับ ถอดชุดคลุมความเป็นส่วนตัวของเหรียญ Zcash มูลค่ากว่า 26 ล้านดอลลาร์ ทุ่มขายเปลี่ยนเป็นบิทคอยน์แบบไม่ยั้ง เพียงเดือนเดียวหลังชื่อของเขาถูก ก.ล.ต. ส่งเรื่องกล่าวโทษคดีอาญา ฐานปกปิดเหตุแฮกเกอร์ปล้นทรัพย์สินลูกค้ากว่า 1,700 ล้านบาท นานถึง 5 เดือน ก่อนจะยอมรับผิดคนเดียวและลาออกจากทุกตำแหน่งกรรมการ

ไม่มีใครยืนยันอย่างเป็นทางการว่ากระเป๋าใบนี้เป็นของเขาจริง แต่จังหวะเวลา ขนาดของเงิน และเส้นทางที่เลือกเดิน กำลังบอกอะไรกับตลาดคริปโตไทยและนักลงทุนทั่วโลก

เงินก้อนโตหาย เหรียญไพรเวซี่ถูกเปิดหน้ากาก

บริษัทวิเคราะห์ข้อมูลบนบล็อกเชน Lookonchain รายงานว่า เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2569 กลุ่มกระเป๋าที่ต้องสงสัยว่าเชื่อมโยงกับสกลกรย์ สระกวี ได้ทำธุรกรรมที่เรียกว่า "unshield" หรือถอดการปกปิดธุรกรรมของเหรียญ Zcash (ZEC) ออกจากพูลที่เรียกว่า Orchard ซึ่งเป็นกลไกหัวใจที่ทำให้ ZEC ถูกเรียกว่าเหรียญความเป็นส่วนตัว จำนวนรวม 34,100 เหรียญ คิดเป็นมูลค่าประมาณ 26.1 ล้านดอลลาร์ หรือราว 860 ล้านบาท ก่อนโอนเข้าแพลตฟอร์ม Hyperliquid ทั้งหมดภายในเวลาไม่ถึง 24 ชั่วโมง

จากนั้นกระเป๋าดังกล่าวเทขาย ZEC ออกไป 24,000 เหรียญ มูลค่าราว 18.5 ล้านดอลลาร์ หรือกว่า 600 ล้านบาท แล้วนำเงินทั้งหมดไปซื้อบิทคอยน์ (BTC) ทันที 238 เหรียญ ส่วน ZEC ที่เหลืออีกราว 10,000 เหรียญ มูลค่าประมาณ 7.6 ล้านดอลลาร์ ยังคงค้างอยู่บน Hyperliquid พร้อมตั้งคำสั่งขายรอไว้ที่ราคาประมาณ 780 ดอลลาร์ต่อเหรียญ

วันเดียวกันนั้น ราคา ZEC พุ่งแตะจุดสูงสุดระหว่างวันที่ 912 ดอลลาร์ ก่อนจะย่อตัวลงมาเล็กน้อย แต่ยังปิดบวกกว่า 6.2% แรงเทขายก้อนใหญ่ขนาดนี้จึงไม่ได้ทุบราคาลงอย่างที่หลายคนคาดไว้แต่แรก สะท้อนว่าแรงซื้อในตลาดยังหนาแน่นพอจะดูดซับออร์เดอร์มหาศาลนี้ได้ และหลังจากนั้นกระเป๋าเดียวกันยังทยอยถอน ZEC ออกจากพูล Orchard เพิ่มอีกต่อเนื่อง เพื่อนำไปขายเป็นระลอก

คนที่ (อาจ) อยู่เบื้องหลังกระเป๋านี้คือใคร

สกลกรย์ สระกวี หรือที่รู้จักกันในชื่อ "ต้น" คือผู้ก่อตั้งบิทคับ (Bitkub) ตลาดซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลรายใหญ่ของไทย ที่ปลุกปั้นบิทคับจากสตาร์ตอัพเล็กๆ ให้กลายเป็นยูนิคอร์นของวงการคริปโตไทย จุดพีกที่สุดคือดีลประวัติศาสตร์ในปี 2564 ที่ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) ประกาศเข้าซื้อกิจการบิทคับ

สำนักงาน ก.ล.ต. ไทยเคยออกประกาศตั้งแต่วันที่ 15 มีนาคม 2565 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2565 ห้ามผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลทุกราย รวมถึงบิทคับเอง ให้บริการซื้อขาย "Privacy Coin" หรือสินทรัพย์ดิจิทัลที่ถูกออกแบบมาเพื่อปกปิดข้อมูลผู้โอน ผู้รับโอน หรือปริมาณการโอน แก่นักลงทุนในประเทศ ด้วยเหตุผลป้องกันการใช้เป็นเครื่องมือฟอกเงินและก่ออาชญากรรม

ขณะที่ Zcash คือหนึ่งในเหรียญที่เข้าข่ายนิยามนี้โดยตรง เพราะมีฟีเจอร์ shielded pool ที่ซ่อนทั้งผู้ส่ง ผู้รับ และจำนวนเงินได้ตามต้องการ นั่นแปลว่านักลงทุนไทยทั่วไปที่ใช้บริการบิทคับหรือเว็บเทรดที่ได้รับใบอนุญาตในประเทศ ไม่มีทางซื้อขาย ZEC ผ่านช่องทางที่ถูกกฎหมายได้เลย

แต่กระเป๋าที่ต้องสงสัยว่าเชื่อมโยงกับผู้ก่อตั้งเว็บเทรดแห่งนั้นเอง กลับถือ ZEC อยู่ในมือมูลค่าหลักพันล้านบาท และเลือกใช้ Hyperliquid ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มซื้อขายอนุพันธ์แบบไร้ตัวกลาง (Decentralized Perpetual Exchange) ที่ไม่มีการยืนยันตัวตน ไม่อยู่ภายใต้การกำกับของ ก.ล.ต. ไทย หรือหน่วยงานกำกับดูแลใดในโลกโดยตรง เป็นช่องทางในการเข้าถึงและแปลงเหรียญเหล่านี้ให้กลายเป็นเงินสดหรือสินทรัพย์อื่นได้อย่างอิสระ

คำถามที่ควรถูกตั้งไว้ตรงนี้ ไม่ใช่แค่ "เขาทำผิดกฎหมายหรือไม่" เพราะการถือครองสินทรัพย์ดิจิทัลส่วนบุคคลผ่านแพลตฟอร์มต่างประเทศไม่ได้ผิดกฎหมายไทยโดยตรง แต่คือคำถามเชิงธรรมาภิบาลว่า ผู้บริหารระดับผู้ก่อตั้งของเว็บเทรดที่ถูกห้ามให้บริการเหรียญปกปิดตัวตนแก่ลูกค้า ควรมีมาตรฐานความโปร่งใสต่อทรัพย์สินส่วนตัวของตัวเองมากน้อยแค่ไหน โดยเฉพาะในจังหวะที่ตัวเองกำลังอยู่ระหว่างกระบวนการยุติธรรมทางอาญา ข้อหาปกปิดข้อมูลจากหน่วยงานกำกับดูแล

ทำไมโลกทั้งใบกำลังตีกรอบเหรียญความเป็นส่วนตัว

ไทยไม่ใช่ประเทศเดียวที่จับตาเหรียญกลุ่มนี้เป็นพิเศษ ญี่ปุ่นสั่งแบนการซื้อขายเหรียญความเป็นส่วนตัวมาตั้งแต่ปี 2564 บังคับเว็บเทรดทุกแห่งถอดออกจากกระดาน เกาหลีใต้ห้ามการฝากถอนเหรียญกลุ่มนี้ในปีเดียวกัน ออสเตรเลียเข้มงวดผ่านกฎหมายป้องกันฟอกเงินตั้งแต่ปี 2565 สิงคโปร์สั่งห้ามผู้ให้บริการเสนอเหรียญกลุ่มนี้ตั้งแต่ปี 2566 ฮ่องกงตามมาในปี 2567 และล่าสุดธนาคารกลางฟิลิปปินส์เพิ่งประกาศห้ามการจดทะเบียนและซื้อขาย Monero กับ Zcash เมื่อเดือนมิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา

แรงกดดันหลักมาจากมาตรฐาน Travel Rule ของ FATF ที่บังคับให้เว็บเทรดต้องเก็บและส่งต่อข้อมูลผู้โอนผู้รับโอนทุกธุรกรรมที่มีมูลค่าเกินเกณฑ์ที่กำหนด ซึ่งเป็นสิ่งที่เหรียญความเป็นส่วนตัวไม่สามารถทำได้โดยธรรมชาติของมัน

แต่ในอีกด้านหนึ่ง Zcash กลับกำลังโตสวนกระแสแบนอย่างน่าทึ่ง ราคาพุ่งขึ้นกว่า 358% ในช่วงเดือนเดียว จนมูลค่าตลาดรวมแซงหน้าเหรียญ HYPE ของ Hyperliquid เองไปแล้วในบางช่วง ปัจจัยหนุนสำคัญคือช่วงต้นปี 2569 สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ของสหรัฐฯ (SEC สหรัฐฯ) ยุติการสอบสวนมูลนิธิ Zcash โดยไม่มีการเอาผิดใดๆ ถือเป็นสัญญาณไฟเขียวทางกฎระเบียบ ตามมาด้วยการที่ Grayscale แปลงกองทรัสต์ Zcash อายุ 9 ปีของตัวเองให้กลายเป็นกองทุน ETF สปอตตัวแรกของโลกในชื่อ ZCSH จดทะเบียนซื้อขายบน NYSE Arca มูลค่าสินทรัพย์ภายใต้การจัดการเปิดตัวกว่า 304 ล้านดอลลาร์

พูดง่ายๆ คือ ขณะที่หลายประเทศกำลังปิดประตูเหรียญความเป็นส่วนตัวจากนักลงทุนรายย่อยในระบบที่มีการกำกับดูแล เม็ดเงินสถาบันฝั่งสหรัฐฯ กลับเพิ่งเปิดประตูให้มันเข้าสู่ตลาดทุนกระแสหลักเป็นครั้งแรก นี่คือความย้อนแย้งของโลกกฎระเบียบคริปโตปี 2569 ที่นักลงทุนไทยต้องทำความเข้าใจให้ทัน

ทำไมต้องสลับจาก ZEC ไปเป็น BTC

การหมุนพอร์ตจากเหรียญความเป็นส่วนตัวขนาดเล็กไปสู่บิทคอยน์ในจังหวะที่ราคา ZEC เพิ่งพุ่งทำนิวไฮรอบ 8 ปีเหนือระดับ 850 ดอลลาร์ ก่อนหน้านี้ไม่กี่วัน สะท้อนพฤติกรรมคลาสสิกของนักลงทุนรายใหญ่ คือการทำกำไรออกจากสินทรัพย์ที่วิ่งแรงและสภาพคล่องบางกว่า เพื่อสลับเข้าสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูงกว่าและได้รับการยอมรับในวงกว้างมากกว่าอย่างบิทคอยน์ ซึ่งยังคงเป็นสินทรัพย์ดิจิทัลอันดับหนึ่งของโลกด้วยมูลค่าตลาดกว่า 1.3 ล้านล้านดอลลาร์ และยังคงได้รับแรงหนุนจากกระแสเงินสถาบันอย่างต่อเนื่อง

นักวิเคราะห์มองว่าปัจจัยทางเทคนิคของ ZEC ยังพอมีความแข็งแรง แนวรับสำคัญอยู่ที่ราว 746 ดอลลาร์ แนวต้านที่ 888 และ 1,000 ดอลลาร์ตามลำดับ แปลว่าการเทขายก้อนนี้ยังไม่ถึงขั้นทำให้แนวโน้มขาขึ้นพังทลาย เพียงแต่เป็นการล็อกกำไรบางส่วนของผู้ถือรายใหญ่เท่านั้น

ก่อนเชื่อ ก่อนแห่ตาม สิ่งที่นักลงทุนรายย่อยต้องระวัง

ต้องย้ำอีกครั้งว่า การระบุตัวตนเจ้าของกระเป๋าในกรณีนี้มาจากการวิเคราะห์รูปแบบธุรกรรมบนบล็อกเชนของบริษัทเอกชนอย่าง Lookonchain โดยอ้างอิงจากประวัติการติดป้ายกระเป๋าที่เคยเชื่อมโยงไว้ก่อนหน้า ไม่ใช่การยืนยันจากสกลกรย์ สระกวี หรือบิทคับโดยตรงแต่อย่างใด และยังมีความเป็นไปได้เสมอที่การวิเคราะห์แบบนี้จะคลาดเคลื่อน

สำหรับนักลงทุนรายย่อย การเห็นข่าว "วาฬโยกเงิน" ไม่ควรถูกใช้เป็นสัญญาณซื้อขายทันทีโดยไม่ผ่านการกลั่นกรอง เพราะสภาพคล่องของ ZEC ยังบางกว่าบิทคอยน์หรืออีเธอเรียมมาก การเคลื่อนไหวของเงินก้อนเดียวจึงส่งผลต่อราคาได้รุนแรงกว่าปกติ และสิ่งที่ดูเหมือนสัญญาณเชิงกลยุทธ์ของรายใหญ่ อาจเป็นเพียงการบริหารความเสี่ยงส่วนตัวที่ไม่เกี่ยวกับมุมมองต่อทั้งตลาดเลยก็ได้

ถอดบทเรียน ทางออกสู่อนาคตที่ปลอดภัยกว่าเดิม

เคสนี้ทิ้งบทเรียนไว้อย่างน้อย 3 ชั้นให้วงการคริปโตไทยต้องขบคิด

ชั้นแรก เรื่องธรรมาภิบาลของผู้บริหารเว็บเทรด กรณีบิทคับพิสูจน์ว่าการตัดสินใจปกปิดข้อมูลสำคัญเพียงเพราะกลัวความเสี่ยงระยะสั้น สุดท้ายกลับกลายเป็นความเสี่ยงที่ใหญ่กว่าเดิมในระยะยาว ทั้งต่อชื่อเสียงองค์กร แผนระดมทุน และตัวผู้บริหารเอง การมีกรรมการอิสระและระบบตรวจสอบถ่วงดุลที่ไม่ให้อำนาจกระจุกอยู่กับคนคนเดียวมากเกินไป จึงเป็นเรื่องที่ต้องยกระดับจริงจัง ไม่ใช่แค่คำมั่นในแถลงการณ์

ชั้นที่สอง ช่องว่างการกำกับดูแลสินทรัพย์ดิจิทัลข้ามพรมแดน ต่อให้ ก.ล.ต. ไทยแบนเหรียญความเป็นส่วนตัวจากเว็บเทรดในประเทศเข้มงวดแค่ไหน ก็ไม่สามารถปิดกั้นการที่คนไทยคนหนึ่งจะไปถือหรือซื้อขายเหรียญเดียวกันนั้นผ่านแพลตฟอร์มต่างประเทศที่ไม่มีการกำกับดูแลได้เลย นี่คือคำถามใหญ่ที่หน่วยงานกำกับดูแลทั่วโลกรวมถึงไทยต้องเร่งหาทางออก โดยเฉพาะเมื่อผู้ที่ทำเช่นนั้นคือบุคคลที่มีสถานะพิเศษ ทั้งในฐานะผู้ก่อตั้งธุรกิจที่อยู่ภายใต้การกำกับ และในฐานะผู้ต้องหาคดีอาญาที่เกี่ยวข้องกับการปกปิดข้อมูลทางการเงิน

ชั้นที่สาม การเสพข่าววาฬคริปโตอย่างมีวิจารณญาณ ข้อมูลบนบล็อกเชนเป็นเครื่องมือทรงพลังที่ทำให้ธุรกรรมทุกอย่างถูกตรวจสอบย้อนหลังได้ แต่การตีความว่าใครคือเจ้าของกระเป๋า และเจตนาเบื้องหลังการเคลื่อนไหวคืออะไร ยังต้องอาศัยการยืนยันข้อเท็จจริงเพิ่มเติมเสมอ นักลงทุนที่หวังใช้ข้อมูลกลุ่มนี้ประกอบการตัดสินใจ ต้องแยกให้ออกระหว่าง "ข้อเท็จจริงบนเชน" กับ "การคาดเดาตัวตนและเจตนา" ซึ่งเป็นคนละเรื่องกันโดยสิ้นเชิง

ท้ายที่สุด ไม่ว่าเจ้าของกระเป๋าตัวจริงจะเป็นใคร เหตุการณ์นี้ก็เป็นภาพสะท้อนชัดเจนว่า วงการคริปโตในปี 2569 เดินทางมาไกลเกินกว่าจะมองเป็นแค่เรื่องราคาเหรียญขึ้นลงรายวัน แต่พัวพันกับธรรมาภิบาลองค์กร ความน่าเชื่อถือของหน่วยงานกำกับดูแล และเส้นบางๆ ระหว่างเสรีภาพทางการเงินกับความเสี่ยงต่อระบบทั้งหมด เป็นเรื่องที่นักลงทุน ผู้กำกับดูแล และแม้แต่ผู้ประกอบการเองต้องจับตาไปพร้อมกันอย่างไม่คลาดสายตา